เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

EP.20 กระแสใต้น้ำที่เชี่ยวกราก

EP.20 กระแสใต้น้ำที่เชี่ยวกราก

EP.20 กระแสใต้น้ำที่เชี่ยวกราก


บทที่ 20: กระแสใต้น้ำที่เชี่ยวกราก

เมื่อไม่นานมานี้ เขตหลินเหอไม่ค่อยสงบสุขนัก กำแพงเมืองที่ใช้กั้นผู้ลี้ภัยไม่ให้เข้าสู่เขตเมืองก็ยังสร้างได้เพียงครึ่งเดียว กลับมีเหตุการณ์ใหญ่ก็เกิดขึ้นนอกเขตกำแพงเมืองก่อนเสียแล้ว!

เจ้าหน้าที่สายตรวจประจำเขต ‘เจ้าจงเหอ’พร้อมกับเจ้าหน้าที่จากศาลจำนวนหนึ่งมาถึงบริเวณนอกเขตกำแพงเมือง ก็พบกับกลุ่มผู้ลี้ภัยที่จับกลุ่มกันเป็นหย่อมๆ พากันขดตัวอยู่สองข้างทางหลวงหลวงอย่างน่าสงสาร

หิมะบางเบาที่ตกลงมาเมื่อไม่กี่วันก่อนนั้น เวลานี้ได้ละลายกลายเป็นดินโคลนเฉอะแฉะ เพียงแค่มองก็ทำให้รู้สึกหงุดหงิดใจแล้ว

’เจ้าจงเหอ’เหยียบย่ำลงในแอ่งดินโคลน เดินก้าวยาวๆไปข้างหน้า ผู้ลี้ภัยที่ขวางทางอยู่ก็รีบหลีกทางให้ทันที

“ผู้เสียชีวิตทั้งหมดมีหนึ่งร้อยหกคน ทุกคนเสียชีวิตจากการถูกดูดพลังจนหมด” เจ้าหน้าที่ปราบปีศาจจากกองกำลังพิเศษเมืองหลวงผู้ถือตราเงิน ได้สรุปแล้วว่า พวกเขาน่าจะตกเป็นเหยื่อของสิ่งชั่วร้ายหรืออสูรปีศาจบางอย่าง

ผู้ตรวจการตงซึ่งรับผิดชอบดูแลการก่อสร้างกำแพงเมืองถอนหายใจยาวๆ แล้วกล่าวว่า       “ท่านผู้ว่าราชการเมืองได้สั่งการไว้แล้ว หากไม่สามารถคลี่คลายคดีนี้ และจับตัวหัวหน้าอสูรได้ภายในสามวัน ก็ให้อนุญาตให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เข้ามาหลบภัยในเขตเมืองได้”

ขณะตรวจสอบศพที่ผิวหนังแห้งเหี่ยวจนยุบตัว ‘เจ้าจงเหอ’ ก็ถามขึ้นว่า “แล้วทางกองปราบปีศาจว่าอย่างไร? หรือว่าพวกเขาก็เห็นชอบให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เข้ามาในเมืองด้วย?”

ผู้ตรวจการตงนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนกล่าวว่า “เจ้าหน้าที่ปราบปีศาจจะกลับเมืองหลวงเพื่อนำเรื่องนี้ไปรายงานต่อเบื้องบน เรื่องของท้องถิ่นพวกเขาจะไม่เข้ามายุ่งมากนัก ก่อนจะจากไป เจ้าหน้าที่เพียงกล่าวว่าควรตรวจสอบเรื่องนี้อย่างละเอียด หากไม่พบอไรผิดปกติ ก็ให้จะดำเนินการตามที่ท่านผู้ว่าราชการเมืองเห็นชอบ”

‘เจ้าจงเหอ’ลุกขึ้นยืน แล้วหันไปมองกำแพงเหลินเหอที่กำลังก่อสร้างอยู่

หากไม่มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้น เมื่อสร้างกำแพงเสร็จ เขตหลินเหอก็คงจะถูกยกระดับให้เป็น’อำเภอ’ในไม่ช้า

“ถ้าเป็นตามที่ข้าคิด ท่านผู้ว่าฯ คงตั้งใจจะให้ผู้ลี้ภัยเหล่านี้เข้ามาที่หลินเหออยู่แล้ว ถือเป็นโอกาสในการเพิ่มจำนวนประชากรให้กับเมือง”

“เพียงแต่ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในหลายมณฑลทางตะวันตกเฉียงใต้ ล้วนมีต้นเหตุมาจากผู้ลี้ภัยทั้งนั้น พวกพ่อมดแห่งลัทธิเทียนซินนั้นเจ้าเล่ห์นัก หากในกลุ่มผู้ประสบภัยที่หลั่งไหลเข้ามาเหล่านี้มีคนของพวกมันแอบแฝงอยู่ล่ะก็…”

เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ผู้ตรวจการตงถึงกับมอง’เจ้าจงเหอ’อย่างแปลกใจ เขารู้ดีว่าเจ้าหัวหน้าจับกุมผู้นี้กล้าหาญเหนือคนทั่วไป แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีจิตใจที่ละเอียดรอบคอบถึงเพียงนี้

“หัวหน้าจ้าวไม่ต้องกังวลจนเกินไป พวกเราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดก็พอ ส่วนเรื่องอื่นๆเราควรปล่อยให้เป็นกการตัดสินใจของท่านผู้ว่าราชการเมือง”

’เจ้าจงเหอ’ไม่ได้เอ่ยเห็นด้วยหรือคัดค้าน เพราะถ้าเขาเชื่อมั่นในตัวท่านผู้ว่าราชการเมืองจริง ๆ ก็คงไม่ต้องมาเสียเวลามาตรวจสอบอีกครั้ง หลังจากเจ้าหน้าที่ปราบปีศาจได้ทำการตรวจสอบไปแล้ว

สุดท้ายแล้วเสียงของคนตัวเล็กตัวน้อยย่อมไร้น้ำหนัก เพราะจะมีใครกันที่จะใส่ใจความคิดเห็นของหัวหน้าจับกุมคนหนึ่ง?

“หัวหน้าจ้าวจะไปไหนหรือ? ถ้าไม่รังเกียจ แวะไปดื่มน้ำชาที่เรือนข้าสักหน่อยเป็นไร?”

“ไม่ล่ะ ข้ากับพวกตืนกันแต่เช้ามืด ยังไม่ได้กินข้าวกินปลาเลยสักคำ ก็เพื่อรีบมาดูสถานการณ์นี่แหละ ในเมื่อท่านผู้ว่าฯ กับเจ้าหน้าที่ปราบปีศาจตัดสินใจไปแล้ว พวกเราก็คงไม่สมควรเข้าไปยุ่งมากนัก!”

“พวกท่านทั้งหลาย วันนี้ข้าเลี้ยงเอง ไปกินซุปแกะกัน!”

เหล่าเจ้าหน้าที่ศาลที่ติดตามมาหลายคนพากันหิวโหย แถมขาก็เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน พอเห็นว่าไม่ได้จัดการอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็อดรู้สึกผิดหวังไม่ได้ แต่พอได้ยินหัวหน้าจับกุมเอ่ยว่าจะเลี้ยงข้าว ความไม่พอใจที่มีอยู่ก็พลันหายไปทันที

สถานที่ที่คึกคักที่สุดในหลินเหอ นอกจากบ่อนพนันและโรงละครแล้ว ก็คือตรอกของเบ็ดเตล็ดทางตลาดตะวันออก ที่นั่นผู้คนพลุกพล่านที่สุด ไม่ว่าจะเป็นพ่อค้ายาขนานเอก ยาขี้หมา หรือการแสดงกายกรรมและโชว์ขายฝีมือ

หากจะพูดถึงของที่ดูมีระดับขึ้นมาหน่อย ก็ยังมีร้านขายของโบราณ ภาพเขียนลายพู่กัน หรือแม้แต่ดอกไม้ นก ปลา แมลง เรียกได้ว่าหลากหลายสารพัด แปลกแหวกแนวมีครบทุกอย่าง ยกเว้นสิ่งที่คุณจินตนาการไม่ถึง เพราะในตรอกของเบ็ดเตล็ดแห่งนี้มีเกือบทุกสิ่งจริง ๆ

ซู่ชิงเดินเลือกของมาตั้งแต่เช้า ใช้เงินไปกว่า 200 ตำลึง ในที่สุดก็รวบรวมสิ่งของที่จำเป็นได้มากกว่าครึ่งแล้ว

บรรดาสิ่งของทั้งหมดที่จำเป็นจริงๆ เขาใช้เงินไปแค่ร้อยกว่าตำลึง ส่วนที่เหลือก็เป็นขอจิปาถะที่เขาซื้อไว้เพื่อตบตาผู้คนโดยเฉพาะ

เมื่อมาถึงแผงขายหนังสัตว์ ซู่ชิงก็เอ่ยถามว่า “เจ้ามีหนังอะไรบ้าง?”

นายพรานที่กำลังใช้ค้อนตอกรองเท้าหนังแกะอยู่ เงยหน้ามองเพียงแวบเดียว ก่อนจะก้มหน้าก้มตาตอกรองเท้าในมือต่อ

“มีทั้งหนังกวาง หนังแกะ หนังหมาป่า แต่บางส่วนข้าเก็บไว้ที่บ้าน หากเจ้าสนใจจะเอาอะไร บอกไว้ก่อนก็ได้ อีกสองวันข้าจะเอามาให้”

ซู่ชิงมองสำรวจนายพรานตรงหน้า เห็นแหวนกระดูกที่นิ้วขวาซึ่งคาดว่าน่าจะได้มาจากการยิงธนู บนตัวสวมด้วยเสื้อหนังหมี พอเห็นข้อนิ้วหนาใหญ่ทรงพลังขนาดนี่ เขาก็รู้ได้ทันทีว่านายพรานผู้นี้คือยอดฝีมือของจริง

“หนังที่ข้าต้องการค่อนข้างแปลกหน่อย ไม่รู้ว่าเจ้าจะพอมีรึเปล่า”

“หนังอะไรล่ะ? ว่ามาเถอะ ยกเว้นแต่หนังคนแล้ว ยังไม่มีหนังอะไรที่ข้าหามาไม่ได้”

“หนังของตัวเเลนภูเขาที่มีอายุเกินสิบปี เจ้ามีไหม?”

หนังของตัวเลนภูเขานั้นถือว่าหาได้ยากเย็นยิ่งนัก เต็มไปด้วยพลังอัปมงคลและพลังแห่งหยิน เป็นหนึ่งในวัตถุดิบสำคัญตามตำราเลี้ยงซากศพ สำหรับการสร้างซากศพติดเกราะเหล็ก ยิ่งมีอายุมากเท่าใด ประสิทธิภาพก็ยิ่งสูงตามไปด้วย!

เมื่อได้ยินดังนั้น นายพรานก็วางรองเท้าในมือลง และเริ่มมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างจริงจัง

“หนังของตัวเลนภูเขานั้นหยาบกระด้าง ใช้ทำอะไรไม่ค่อยได้ เจ้าจะเอามันไปใช้ทำอะไร คงมีจุดประสงค์อื่นสินะ?”

นายพรานไม่รอให้ซู่ชิงตอบ ก็พูดต่อทันทีว่า

“เรื่องพวกนี้ข้าก็ไม่อยากยุ่งหรอก เจ้าต้องการหนังของตัวเลนภูเขาใช่ไหม? บังเอิญข้ายังมีเก็บไว้อันหนึ่ง เดิมทีมีคนมาสั่งไว้ ข้าก็จัดการฟอกให้เรียบร้อยแล้ว แต่เขากลับไม่มาเอาของ เรื่องนั้นก็ผ่านมาได้สองสามปีแล้วล่ะ”

“ตอนนั้นเพื่อจะได้หนังนี่มา ข้าเกือบเอาชีวิตไม่รอด แถมเจ้าหมาที่ข้าเลี้ยงไว้อย่างดียังตายไปตั้งสองตัว แต่ว่า หนังแบบนี้มันแปลก หาใครต้องการยาก ข้าจะไม่อ้อมค้อมกับเจ้าแล้วกัน เอาตามราคาที่คนก่อนเคยเสนอไว้ ข้าลดให้ครึ่งหนึ่ง ข้าขายเจ้าในราคา 50 ตำลึง”

“เท่าไหร่นะ?”

ซู่ชิงที่ตอนแรกคิดว่านายพรานคนนี้พูดคุยง่าย กลับไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะบอกราคามาถึงห้าสิบตำลึง ถ้าเป็นอย่างนี้จริง แสดงว่าคนที่มาขอซื้อหนังก่อนหน้า คงเสนอราคาไม่ต่ำกว่าร้อยตำลึงแน่!

“เจ้าอย่าคิดว่าข้าโกหกนะ ข้าไม่ใช่พวกที่ทำการค้าเก่งๆ และไม่ใช่คนชอบขายของราคาแพง หากตอนนั้นไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายยื่นข้อเสนอมา ข้าก็คงไม่ยอมเอาชีวิตไปเสี่ยงล่าเจ้าตัวนั้นหรอก”

“หนังผืนนี้ข้าแลกมาด้วยชีวิตของตัวเอง เจ้าดูแผลเป็นบนหน้าข้านี่สิ ก็เพราะตอนนั้นเจ้าตัวเลนภูเขานั่นมันทำแกล้งตายแล้วตะปบเข้าให้ ถ้าข้าไม่ไหวตัวทัน หนังหัวของข้าคงถูกมันลอกออกไหมดแล้ว!”

เห็นอีกฝ่ายยังไม่ตอบ นายพรานจึงพูดเสริมว่า

“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน เจ้าเตรียมเงินไว้ห้าสิบตำลึงก็แล้วกัน มะรืนนี้ข้าจะเอาหนังของเจ้าตัวเลนภูเขานั่นมาให้ แล้วจะแถมหนังหมาป่าสีฟ้าให้อีกผืนหนึ่ง เจ้าคิดว่าอย่างไร?”

ซู่ชิงไม่ได้ต่อรองราคาอีกต่อไป เขาเดินวนตลาดมาครึ่งค่อนวันแล้ว และนี่ก็เป็นร้านเดียวที่มีของอยู่ในมือ

ถ้าพลาดร้านนี้ไป ไม่รู้ว่าจะต้องเสียเวลาไปอีกนานแค่ไหน ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับเขาแล้วเงินห้าสิบตำลึงก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เท่าไหร่

เมื่อทั้งสองตกลงวันรับของกันเรียบร้อย ซู่ชิงก็เดินต่อไปจนเดินมาถึงหัวถนน ก็เจอกับกลุ่มเจ้าหน้าที่จับกุมที่รองเท้าเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนสีเหลืองเดินสวนมาพอดี

ซู่ชิงเบี่ยงตัวหลบเตรียมจะเดินผ่านไป แต่ไม่คาดว่าหัวหน้าชุดจับกุมที่อยู่ด้านหน้ากลับยื่นมือมาขวางเขาไว้ทันที

“ข้ารู้สึกว่าเคยเห็นหน้าเจ้ามาก่อน เจ้าพกป้ายประจำตัวหรือใบผ่านทางมาหรือไม่?”

ซู่ชิงมองไปที่’เจ้าจงเหอ’ ผู้ที่เขาเคยเจอกันมาก่อนสองครั้ง รู้สึกได้ถึงความเหนื่อยใจอยู่ลึกๆ

ไม่รู้เพราะเหตุใด เขารู้สึกว่าเขากับหัวหน้าชุดจับกุมผู้นี้ดูจะไม่ค่อยถูกชะตากันนัก เหมือนเป็นโชคชะตาที่ขัดแย้งกันโดยกำเนิด

จ้าวจงเหอรับป้ายประจำตัวมา พอเห็นถิ่นที่อยู่และชื่อที่สลักไว้ก็อดไม่ได้ที่จะซักถามว่า “อำเภอเซียงอิ้น? หมู่บ้านเสี่ยวซือโถว? เจ้ามาทำอะไรที่หลินเหอ?”

มีเจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่เคยส่งศพไปยังร้านของเขามาก่อน จำซู่ชิงได้ จึงช่วยพูดเสริมขึ้นว่า

“หัวหน้า ท่านคนนี้เป็นเจ้าของร้านรับจัดการศพ ข้าเคยไปที่ร้านของเขาแล้ว อยู่ในถนนจิ่งเซี่ย ตรงย่านที่เต็มไปด้วยร้านจัดงานศพนั่นแหละ”

“บ้าจริง! ช่างอัปมงคลเสียจริง!” จ้าวจงเหอเพิ่งกลับมาจากนอกเขตเมือง ร่างศพแห้งเหี่ยวกว่าร้อยศพยังติดตาไม่หาย ก็ต้องมาเจอคนที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับศพเข้าอีก คนอย่างเขาทำไมถึงได้เจอแต่เรื่องอัปรีย์แบบนี้ทุกวันก็ไม่รู้!

ตอนนั้นไม่ใช่แค่จ้าวจงเหอที่รู้สึกหงุดหงิด แม้แต่ซู่ชิงเองก็รู้สึกอึดอัดใจอยู่ไม่น้อย เพราะไม้กระบองตีกุนในฝันของเขานั้นยังคงเหน็บอยู่ที่เอวของอีกฝ่าย!

แล้วก็เป็นเช่นนั้นอีกครั้ง คนสองคนที่แต่แรกก็ไม่ค่อยถูกชะตากัน ก็ต้องจากกันไปอย่างไม่สบอารมณ์อีกหน

ช่างเถอะว่าเหตุใดจ้าวจงเหอถึงได้ผิดคอกับเขาอยู่เรื่อย แต่ก็ยังต้องใช้ชีวิตกันไปตามปกติอยู่ดี เพราะอย่างไรเสีย เขาก็ไม่ได้หวังพึ่งอะไรจากเจ้าคนนามสกุลจ้าวนั่นอยู่แล้ว

ตอนนี้ซู่ชิงสนใจอยู่แค่หนังของตัวเลนภูเขาที่จะได้อีกสองวันข้างหน้า ขอแค่ได้หนังผืนนั้นมา เขาก็จะได้เริ่มลงมือฝึกฝนวิชาเพื่อจะได้เป็นซอมบี้เกราะเหล็กแล้ว ส่วนไม้กระบองตีกุนนั่น ก็ถือซะว่าปล่อยให้สุนัขมันคาบไปเถอะ!

พอกลับมาถึงร้านได้ไม่นาน ‘อู๋เย่าเซิง’ เพื่อนบ้านจอมรอบรู้จากร้านข้าง ๆ ก็ถือปลาตัวหนึ่งเดินมาหา!

“ดูสิๆ ข้าอุตส่าห์ไปหาคนรู้จักที่ท่าเรือมา ไปขอปลาคาร์ฟตัวนี้มาโดยเฉพาะเลยนะ!”

‘อู๋เย่าเซิง’ ยิ้มแย้มพลางพูดว่า “ลูกชายข้าปีนี้พอเข้าฤดูใบไม้ผลิก็จะไปสอบเป็นซิ่วไฉแล้วนะ ปลาคาร์ฟตัวนี้ถือว่าเป็นเคล็ดเสริมมงคลเลยล่ะ ว่ากันว่า ‘ปลาคาร์ฟกระโจนผ่านประตูมังกร’ ไงล่ะ!”

“นี่แหละ ข้าเลยเอามาฝากเจ้าตัวหนึ่งด้วย ให้เจ้าพลอยได้รับโชคดีไปด้วยกัน!”

ซู่ชิงมองปลาตัวนั้นแล้วนึกในใจว่า ใน’ตำราเลี้ยงศพ’ ก็ไม่ได้เขียนไว้สักหน่อยว่าซอมบี้กินปลาไม่ได้ งั้นเดี๋ยวลองหั่นทำซาชิมิดูสักหน่อยดีไหม?

ระหว่างที่ทั้งสองกำลังพูดคุยกันอยู่นั้น ‘อู๋เย่าเซิง’ ก็เผลอเล่าข่าวใหญ่ที่เกิดขึ้นนอกหลินเหอออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจ

ได้ข่าวว่ามีคนกว่า 100 คนตายหมดภายในคืนเดียว ถูกปีศาจสังหารทั้งหมด เรื่องมันชักจะลึกลับพิกล!

“เจ้าชอบออกไปจัดงานศพให้ผู้คนอยู่บ่อยๆ ก็ต้องระวังตัวให้ดีนะ ใครจะรู้ว่านอกเมืองนั่นกำลังวุ่นวายเพราะอสูรหรือสิ่งอัปมงคลชั่วร้ายอะไรอยู่กันแน่”

เมื่อซู่ชิงได้ยินเรื่องเหล่านี้ เขากลับไม่ได้กังวลเรื่องอสูรหรือสิ่งอัปมงคลชั่วร้ายแต่อย่างใด สิ่งแรกที่เขานึกถึงกลับเป็น ‘ศพกว่าร้อย’พวกนั้น ทางการจะส่งมาที่ร้านของเขาหรือไม่?

และหลังจากนั้น สิ่งที่เขาคิดต่อมาก็คือ เรื่องที่พวกมารแห่งลัทธิเทียนซินอาจจะแฝงตัวเข้ามายังหลินเหอแล้ว

หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซู่ชิงก็เตือนอู๋เย่าเซิงว่า

“ลุงอู๋ ช่วงนี้พยายามอย่าไปที่ท่าเรือจะดีกว่า ข้าได้ยินจากเพื่อนในสำนักว่าที่นั่นตอนนี้ถูกแก๊งจินเหมินที่มาจากที่อื่นยึดไปแล้ว ตอนนี้กำลังปะทะกันกับแก๊งเจ้าถิ่นอยู่ ดุเดือดมาก ไม่แน่ว่าท่านอาจจะโดนลูกหลงเข้าได้!”

“จริงรึเนี่ย? ถ้างั้นข้าก็ไม่กล้าไปอีกแล้วล่ะ!”

อู๋เย่าเซิงรักชีวิตตัวเองยิ่งนัก พอได้ยินคำเตือนแบบนั้นก็รีบตัดใจทันที ไม่ยอมไปเดินเล่นที่ท่าเรืออีกเด็ดขาด!

(จบบท)

จบบทที่ EP.20 กระแสใต้น้ำที่เชี่ยวกราก

คัดลอกลิงก์แล้ว