เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

EP.16 น้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งวิญญาณบริสุทธิ์

EP.16 น้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งวิญญาณบริสุทธิ์

EP.16 น้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งวิญญาณบริสุทธิ์


บทที่ 16: น้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งวิญญาณบริสุทธิ์

ด้านนอกเมืองหลินเหอ มีการสร้างกำแพงเมืองขึ้นมาด้านหนึ่งเพื่อกันไม่ให้ผู้ลี้ภัยเข้ามา แต่อีกด้านหนึ่งกลับตั้งโรงทานแจกจ่ายข้าวต้มเพื่อช่วยเหลือลี้ภัย

ซู่ชิงไม่เข้าใจเล่ห์เหลี่ยมกลอุบายที่ลึกซึ้งของพวกขุนนาง แต่ในใจเขาพอจะเดาได้บ้าง แต่เขาก็ไม่คิดที่จะไปแสวงหาความจริงพวกนั้น

ไม่ว่าจะเป็นเพื่อเบี่ยงเบนความเดือดร้อนไปยังผู้อื่นเพื่อปกป้องตนเอง หรือเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ลี้ภัยเข้ามาทำลายความสงบเรียบร้อยภายในเมืองหลินเหอ เขาเห็นว่ามันก็ไม่เกี่ยวอะไรกับร้านของเขาอยู่ดี

วันนี้ท้องฟ้าช่างไม่เป็นใจ พอใกล้จะสิ้นเดือนอ้าย (เป็นเดือนแรกตามปฏิทินจันทรคติของจีน ซึ่งมักจะตรงกับช่วงปลายเดือนมกราคมถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ในปฏิทินสากล และเป็นเดือนแห่งเทศกาลตรุษจีน) หิมะก็โปรยปรายลงมาอีกครั้ง

บุตรชายของอู๋เย่าเซิงร้านข้างๆ กำลังท่องบทกวีและวรรณกรรมแบบ ‘จือฮูเจ่อเหย่’ คาดว่ากำลังเตรียมตัวสอบระดับอำเภอที่จัดขึ้นช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิ

การสอบเป็น "ซิ่วไฉ" ต้องเริ่มจากการสอบในระดับอำเภอเพื่อให้ได้สถานะ“ถงเซิง” (เด็กนักเรียน) เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะเข้าสอบในเมืองหลวงประจำจังหวัดได้ หากสอบผ่านจึงจะได้รับตำแหน่ง"ซิ่วไฉ"

การสอบเป็นซิ่วไฉในต้าหยงนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากสอบผ่านแล้ว ไม่เพียงแต่จะได้รับการยกเว้นภาษีหลายประเภท ยังไม่ต้องถูกเกณฑ์ไปเป็นแรงงานด้วย และแม้แต่เวลาเจอพวกขุนนางผู้ใหญ่ ก็สามารถเดินเชิดหน้าได้สบายๆ ไม่ต้องคุกเขาคำนับให้เป็นที่อับอายอีกต่อไป นี่ถือเป็นเกียรติของชนชั้นนักปราชญ์

ถ้าพูดถึงการสอบ ในหัวของซู่ชิงมีหนังสือ “ซูจิง” (คัมภีร์จารึก) ซ่อนอยู่ ซึ่งรวบรวมบทความและหลักธรรมะต่างๆของต้าหยงไว้ครบถ้วน เป็นของที่ได้มาตอนสวดโปรดวิญญาณให้นักปราชญ์ผู้หลงใหลในรักสาวงามแห่งหอโคมแดง’ซูหงซิ่ว’

แม้นักปราชญ์คนนั้นจะเป็นแค่ปลาตัวเล็กๆในบ่อของซูหงซิ่ว แต่เขาก็เคยเข้าร่วมการสอบทั้งระดับอำเภอและระดับเมืองมาแล้ว และเป็น’ซิ่วไฉ’โดยกำเนิดอย่างแท้จริง

ในใจซู่ชิงก็แอบคิดว่า บางทีพอถึงต้นฤดูใบไม้ผลิปีนี้ อาจจะหาเวลาว่างไปขอร่วมกลุ่มกับลูกชายของอู๋เย่าเซิงที่อยู่ข้างร้าน เขาไม่ได้คาดหวังอะไรมาก ขอแค่ได้ลองใช้ความสามารถที่พอมีอยู่บ้างไปสอบ ไม่แน่นะ เขาอาจจะสอบติด’ซิ่วไฉ’แบบคะแนนพอผ่านๆก็ได้ อย่างน้อยก็จะได้รับสิทธิพิเศษบางอย่าง โดยที่ไม่ต้องไปเป็นจุดสนใจอะไรนัก

ขณะที่สวีชิงกำลังครุ่นคิดอยู่เงียบๆ ก็มีเสียงเอะอะดังขึ้นมาจากหน้าร้านของเขา พอเขาออกไปดูก็เห็นเจ้าหน้าที่จากสำนักงานนายหน้าที่เคยพบหน้ากันมาแล้ว กำลังสั่งให้คนขนศพเข้ามาในร้าน

“นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย?” ซู่ชิงถามขึ้น

เจ้าหน้าที่ทำหน้าตาบูดเบี้ยวเหมือนเมียหนีตามคนอื่นไป พลางบ่นออกมาอย่างเจ็บใจ

“อย่าให้ข้อต้องพูดเลย ก็เพราะพวกแก๊งจินเหมินจากเมืองหลวงนั่นแหละ!”

จากคำบอกเล่า ซู่ชิงก็เข้าใจสถานการณ์ — ที่แท้เรื่องมันเริ่มจากมี “มังกรข้ามแม่น้ำ” กลุ่มหนึ่งมาเยือนหลินเหอฟางเมื่อเร็ว ๆ นี้ ใช้ชื่อว่า “แก๊งจินเหมิน” ซึ่งเป็นกองกำลังล่วงหน้าจากเมืองจินเหมินฟู่ พวกเขามาที่ท่าเรือหลินเหอเพื่อหวังแย่งชิงผลประโยชน์ก้อนโต และขยายอิทธิพลของแก๊งจินเหมินให้กว้างขวางยิ่งขึ้น

เรื่องผลประโยชน์จากการขนส่งและประมงที่ท่าเรือนั้น เดิมทีล้วนอยู่ในความดูแลของ’ท่านฉางหู่อี๋’ ผู้มีฝีมือเก่งกล้าคนหนึ่งในหลินเหอ

พอเห็นแก๊งจินเหมินบุกเข้ามาถึงถิ่น เขาในฐานะ “เจ้าถิ่น” ตัวจริงจะนิ่งดูดายได้อย่างไร?

เช้ามืดวันนี้ ‘ท่านฉางหู่อี๋’ จึงนำลูกน้องมือดีอันดับหนึ่งในสังกัด พร้อมกับลูกน้องอีกกลุ่มใหญ่ ตั้งใจจะโชว์พลังให้แก๊งจินเหมินเห็นเป็นการ “ต้อนรับ” หวังให้พวกนั้นรู้ถึงความร้ายกาจของเขาและยอมถอยทัพกลับไปเอง

แต่สิ่งที่‘ท่านฉางหู่อี๋’ คาดไม่ถึงก็คือ กลับมีคนทรยศแฝงอยู่ในพวกของเขาเอง แค่จังหวะที่เขาเหยียบย่างเข้าสู่พื้นที่แก๊งจินเหมิน ก็ถูกคนของแก๊งจินเหมินถือมีดถือไม้ล้อมไว้ทันที

แม้‘ท่านฉางหู่อี๋’จะมั่นใจ เพราะครั้งนี้เขามีลูกศิษย์ของ’จางหลงหู’จาก’สำนักหมัดพยัคฆ์มังกร’แห่งลั่วจิง ถึงจะฝึกมาแค่เจ็ดแปดปี แต่ด้วยวรยุทธ์ภายนอก(ศิลปะการต่อสู้ที่เน้นการฝึกฝนร่างกายภายนอก เช่น ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ความเร็ว ความคล่องแคล่ว และเทคนิคการโจมตีแบบตรงไปตรงมา เช่น หมัด เตะ การปะทะ และการใช้แรงแบบดิบ ๆ โดยไม่เน้นการควบคุมพลังลมปราณจากภายในมากนัก) ที่แกร่งกล้า บวกกับหมัดทรงพลังดุจพยัคฆ์มังกร แม้แต่นักสู้ระดับชั้นในผู้ฝึกยุทธ์ที่เชี่ยวชาญ “วรยุทธ์ภายใน” หรือ “เน่ยเหลียน” หรือ “การฝึกพลังภายใน” ซึ่งมักถูกมองว่าเหนือกว่าวรยุทธ์ภายนอก เพราะสามารถใช้พลังลมปราณควบคุมร่างกาย เสริมพลังโจมตี และป้องกันได้อย่างลึกล้ำ และอันตรายอย่างยิ่งในโลกของยุทธภพ)สักสองสามคนก็ยังไม่กล้าเข้าใกล้เขา!

นี่มันบ้าชัด ๆ แบบนี้จะไปสู้กันได้ยังไงวะ! สู้ไปก็มีแต่จะโดนยำเละเท่านั้นแหละ!

ผลคือพ่ายยับเยิน! ‘ท่านฉางหู่อี๋’แทบเอาชีวิตไม่รอด ต้องสละลูกน้องและสหายฝีมือดีหลายคนเพื่อถอยหนี

แต่สิ่งที่’ท่านฉางหู่อี๋’ คาดไม่ถึงอย่างที่สุดก็คือ แก๊งจินเหมินไม่ได้แค่เชิญนักสู้ระดับนักสู้ระดับชั้นใน มาถึงห้าหกคนเท่านั้น ยังมีจอมยุทธ์ระดับ “ทงม่าย” (ผู้ที่สามารถเชื่อมจุดชีพจร“หรือ”เปิดเส้นลมปราณ” ภายในร่างกายให้ไหลเวียนได้อย่างสมบูรณ์ ถือเป็นระดับสูงในสายวรยุทธ์ภายใน ผู้ที่บรรลุขั้นนี้มักมีพลังลมปราณที่กล้าแข็ง สามารถใช้พลังได้อย่างลื่นไหลและทรงพลังในการต่อสู้ ;ถือว่าเป็นระดับของจอมยุทธ์ที่ยากจะรับมือในยุทธภพ) มาคอยนั่งบัญชาการสั่งการอยู่ด้วย!

‘ท่านฉางหู่อี๋’ เริ่มคิดจะถอย แต่ฝ่ายแก๊งจินเหมินที่คุมสถานการณ์อยู่กลับไม่ได้คิดแบบนั้น—เขากำลังคิดอยู่ว่าจะประกาศศักดาที่หลินเหอยังไงดี แล้ว’เจ้าฉางหู่อี๋’ก็ดันยื่นหัวมาให้พอดีแบบนี้!

“ของฟรีไม่เอาก็โง่” คนคุมแก๊งจินเหมินจึงสั่งลงมือฆ่าพวกของ ‘ฉางหู่อี๋’อย่างไม่ลังเลในชั่วพริบตา

ถ้า‘ท่านฉางหู่อี๋’ ไม่ใช่คนที่“วรยุทธ์ภายในติดตัว”อยู่แล้ว แถมยังได้ลูกน้องช่วยกันเอาชีวิตเข้าแลกคุ้มกันไว้ เกรงว่าชีวิตนี้ก็คงไม่มีโอกาสรอดกลับมาได้แน่!

เพียงแต่น่าเสียดายที่ต้องสูญเสียนักสู้ระดับชั้นในไปถึงสองคน และลูกน้องอีกเจ็ดแปดคน

เจ้าหน้าที่ล่าเรื่องที่เกิดขึ้นที่ท่าเรือเมื่อเช้านี้อย่างออกรสออกชาติ เล่าเป็นฉากๆอย่างกับเห็นด้วยตาตัวเอง ขณะเดียวกันก็คอยสั่งการให้ขนย้ายศพไปด้วย

ซู่ชิงแกล้งถามว่า

“หรือว่าเจ้าก็อยู่ในเหตุการณ์ด้วย? ถึงรู้รายละเอียดได้มากมายขนาดนี้ ขนาดคำสาบานของ‘ท่านฉางหู่อี๋’ ว่าจะล้างแค้นให้พวกพ้อง ยังเล่าได้ตรงเป๊ะขนาดนั้น!”

อีกฝ่ายรีบปฏิเสธ “ข้าก็แค่คนรับใช้ทั่วไป จะไปรบเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขาได้อย่างไร! เรื่องพวกนี้‘ท่านฉางหู่อี๋’เล่ากับปากให้ข้าฟังเองทั้งนั้น!!”

“พอแล้ว! ข้าไม่ต่อปากต่อคำกับเจ้าละ เจ้าเห็นพวกพี่น้องข้าพวกนี้ไหม แต่ละคนล้วนเป็นวีรบุรุษที่สละชีวิตปกป้อง‘ท่านฉางหู่อี๋’ไว้ เจ้ารีบจัดการให้เรียบร้อยหน่อย อย่าให้ตอนส่งศพออกไปดูไม่ดีก็แล้วกัน!”

ว่าแล้วเขาก็หยิบเงินห้าตำลึงออกมายื่นให้

“นี่คือค่าจัดการงานศพ ต้องจัดให้ยิ่งใหญ่ที่สุด โลงศพต้องดีที่สุด พิธีต้องศักดิ์สิทธิ์ที่สุด อย่าให้‘ท่านฉางหู่อี๋’อับอายขายขี้หน้าเป็นอันขาด!”

มาคิดๆดูแล้ว เงินแค่ห้าตำลึงสำหรับเจ็ดแปดศพ แถมยังต้องซื้อโลงศพเองอีก ซู่ชิงคงไม่เหลือกำไรมากนัก

แต่คิดให้ดี มันก็เป็นเรื่องดีที่พอจะช่วยให้ร้านรวงในถนนสายนี้มีรายได้ คึกคักขึ้นมาบ้าง

หลังจากส่งแขกกลับไป ซู่ชิงก็ปิดประตูร้าน เตรียมตัวจัดการกับแขกผู้มาเยือนคนใหม่

“เฮ้อ... ว่ากันว่าอยู่ในยุทธภพ ไหนเลยจะไม่โดนคมมีด แต่ที่โดนครั้งนี้มันก็โหดเกินไปหน่อยแล้ว”

เขามองดูศพที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งมีร่างกายใหญ่โตบึกบึนดั่งเสือโคร่ง แต่กลับเต็มไปด้วยบาดแผลและรอยเลือดเปรอะเปื้อนทั่วทั้งตัว ท่าทางคงจะเจ็บมาอย่างหนักก่อนตาย

เมื่อถอดเสื้อผ้าของศพออกจนหมด และเช็ดล้างทำความสะอาดร่างกายจนสะอาด ซู่ชิงก็มองพิจารณาศพอย่างละเอียดอีกครั้ง แล้วก็พบเรื่องใหญ่ที่ไม่ธรรมดาเข้าเสียแล้ว

อะไรกันเนี่ย! ทำไมตรงก้นถึงมีรูตั้งสองรู!?— คนพวกแก๊งจินเหมินนี่ทั้งโหดและต่ำทรามจริง ๆ!

เขาสูดกลิ่นธูปพิเศษเพื่อสงบใจ ก่อนลงมือแต่งหน้าศพ เย็บแผล ทาแป้ง ตรงไหนเป็นร่องเป็นรูก็จัดการอุดด้วยแป้งให้เรียบร้อย

พอจัดแต่งร่างศพจนเรียบร้อย ซู่ชิงก็สวมถุงมือหนังลา หยิบแถบผ้าหนังวัวที่แช่น้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา แล้วค่อยๆพันรอบศพที่มีสภาพน่าเวทนาที่สุดตั้งแต่หัวจรดเท้า ก่อนจะบรรจุลงในโลงศพ

ศพที่ตายอย่างโหดเหี้ยมแบบนี้ เรียกได้ว่า“รู้ได้ทันทีตั้งแต่แรกเห็น”(เพื่อสื่อว่าจากสภาพศพที่เห็น ก็เดาออกทันทีว่าจะเกิดอะไรขึ้นในพิธีเรียกวิญญาณ) เก้าในสิบครั้งที่หลังจากทำพิธีเรียกวิญญาณ ศพมักจะลุกขึ้นมาหลอกคน เพื่อระบายความแค้นที่ได้รับมาก่อนตายใส่ใครสักคนแน่นอน

เขาไม่อยากเป็นที่ระบายอารมณ์ของพวกผีตายเหล่านี้หรอกนะ!

เมื่อพันร่างศพแน่นหนาทั้งชั้นในชั้นนอกจนมิดชิดดีแล้ว ซู่ชิงจึงค่อยๆ สั่นกระดิ่งส่งวิญญาณ พร้อมกับเริ่มร่ายคาถาเรียกวิญญาณกลับคืน

ทว่ากระแสลมเย็นวูบวาบกลับมาแรงผิดปกติ แสงสว่างภายในร้านดับวูบหายไปหมด

ซู่ชิงก็ขมวดคิ้วขึ้นมาทันทีอย่างรู้สึกผิดสังเกต

มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล!

เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้ข้างนอกร้านยังสว่างฟ้าใสอยู่แท้ๆ แต่ตอนนี้ภายในห้องกลับเหมือนถูกเมฆดำบดบังดวงจันทร์ มืดมิดจนไม่มีแสงสว่างแม้แต่น้อย

ถ้าไม่ใช่เพราะเขามองในความมืดได้ราวกับกลางวัน เกรงว่าตอนนี้คงจะแยกไม่ออกด้วยซ้ำว่าทิศไหนเป็นทิศไหน!

บานประตูทั้งหกของร้านส่งเสียงกระทบกันดังปึงปัง ส่วนหน้าต่างที่อยู่ไม่ไกลนักก็เหมือนถูกเด็กซุกซนเล่นเปิดปิดไม่หยุด ส่งเสียงดังไม่ขาดสายเช่นกัน

เขาวางกระดิ่งนำวิญญาณลงอย่างเบามือ แต่ในขณะเดียวกัน มืออีกข้างก็ชักแส้ควบคุมศพออกมาถือไว้เรียบร้อยแล้ว

ทันใดนั้นเอง ก็มีเสียงแผ่วเบาฟังดูแล้วอึดอัดดังขึ้นข้างตัวเขา ซู่ชิงก้มลงมองตามเสียง ก็เห็นศพที่เขาพันไว้แน่นด้วยสายหนังวัว กำลังดิ้นกระเสือกกระสนอย่างแรง พยายามจะขยับตัวออกมา

เขาตั้งใจฟังอย่างถี่ถ้วน จึงค่อยจับใจความได้ว่าอีกฝ่ายกำลังพูดอะไร

“ข้า...แค้นนัก”

            เขาเพ่งฟังด้วยความระมัดระวัง จนในที่สุดก็แยกออกว่าอีกฝ่ายกำลังพูดว่า —

      “ข้า...แค้นเหลือเกิน”

ก็แหงล่ะ... ก้นมีรูตั้งสองรู เป็นใครจะไม่แค้นกัน!

หากว่าวิญญาณนี้ถูกส่งไปเกิดใหม่ แล้วยมบาลสั่งให้ตรวจร่างกาย แล้วดันไปเจอแผลแบบนั้นเข้า ยมบาลอาจจะเข้าใจผิดจนจดลงในบัญชีว่าเป็นหญิงแทนชายร่างสูงใหญ่แปดเก้าฟุตเลยก็ได้!

“เป็นชายชาติทหารก็ต้องใจกว้างหน่อย ตายก็แล้วไป อย่าไปมัวพะวงกับความแค้นนักเลย ไอ้สองรูนั้นข้าก็อุดให้เจ้าเรียบร้อยแล้ว ต่อให้ไปเกิดใหม่ เจ้าก็ยังได้เป็นวีรบุรุษเหมือนเดิมแน่นอน!”

ซู่ชิงรู้ดีว่าการสวดส่งวิญญาณนั้น ใช้แค่พิธีกรรมภายนอกอย่างเดียวไม่ได้ โดยเฉพาะกับศพที่มีความอาฆาตแรง หรือมีอาการตกใจมาอย่างหนักจากเหตุการณ์ก่อนตาย บางทีต้องพูดปลอบโยนหรือช่วยคลายปมให้ด้วย ศพถึงจะสงบลงได้

นั่นไง พอพูดจบไม่ทันไร ศพที่ดิ้นอยู่บนฝาโลงก็เริ่มขยับน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

โชคดีที่เขาเตรียมตัวไว้อย่างดีล่วงหน้า ใช้สายหนังวัวพิเศษที่แช่น้ำศักดิ์สิทธิ์ไว้พันร่างนั้นเอาไว้ เลยทำให้ศพนั้นดิ้นไม่หลุด

ที่เรียกว่า “น้ำศักดิ์สิทธิ์” นั้น จริง ๆ แล้วก็คือของเหลวที่ผสมจากสิ่งสกปรกหลายชนิดซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะในการขับไล่สิ่งอัปมงคลและพลังอันชั่วร้าย

(จบบท)

จบบทที่ EP.16 น้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งวิญญาณบริสุทธิ์

คัดลอกลิงก์แล้ว