- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นซอมบี้อมตะ
- EP.15 การเก็บภาษี
EP.15 การเก็บภาษี
EP.15 การเก็บภาษี
บทที่ 15: การเก็บภาษี
ในช่วงครึ่งเดือนต่อมา ซู่ชิงใช้ชีวิตอย่างมีระเบียบวินัยมากขึ้น
ทุกเช้าตรู่เมื่อได้ยินเสียงไก่ขัน เขาก็จะรีบไปตลาดสดก่อนที่ผู้คนจะพลุกพล่าน เพื่อเลือกซื้อไข่ไก่ที่สดๆใหม่ๆ และเลือดหมูเลือดเป็ดที่ยังอุ่นๆอยู่
เมื่อเดินตลาดเสร็จ แล้วกลับมาที่ร้าน นอกจากจะพูดคุยเรื่องสัพเพเหระกับเพื่อนบ้านในละแวกนั้นแล้ว บางครั้งก็จะแลกเปลี่ยนข่าวสารเรื่องการค้าขายกันบ้าง
ในบรรดาร้านรวงทั้งหมด ร้านที่ดึงดูดความสนใจที่สุด เห็นจะเป็นร้านโลงศพของหูเป่าซงที่หัวถนน และร้านรับจัดการศพของซู่ชิงที่ปลายถนน
สองคนนี้ คนหนึ่งรับหน้าที่ทำโลงศพ อีกคนหนึ่งรับจัดแต่งศพและจัดงานศพ ขอเพียงแค่ร้านใดร้านหนึ่งของสองลุงหลานนี้มีงานเข้ามา ร้านอื่นๆไม่ว่าจะเป็นร้านธูปเทียนหรือร้านเครื่องกระดาษ ต่างก็ได้อานิสงส์พอให้ขายของได้ดีไปตามๆกัน!
ตกกลางคืน ซู่ชิงก็จะเข้าไปที่ลานหลังร้าน ใช้วิชาเลี้ยงศพตามคัมภีร์ในการดูดซับพลังจันทราและรับความเย็นจากพลังหยิน เพื่อเพิ่มพลังหยินในกับซอมบี้ในตัวของเขา แม้ว่าพลังความแกร่งกล้าจะพัฒนาไปอย่างช้าๆ แต่มันก็สัมผัสได้ว่าร่างกายของเขากำลังค่อยๆพัฒนาไปสู่’ซอมบี้เกราะเหล็ก’ทีละนิดอย่างมั่นคง
ระหว่างนั้น ลุงหูเป่าซงจากร้านโลงศพก็ได้นำโลงไม้ดิบสองใบที่ซู่ชิงสั่งทำไว้มาส่งที่ร้าน
โลงศพสองใบที่มีขนาดใหญ่และกว้างกว่าปกตินี้ ซู่ชิงตั้งใจจะใช้ใบหนึ่งสำหรับเก็บศพที่ทำพิธีสวดส่งวิญญาณเรียบร้อยแล้ว ส่วนอีกใบจะใช้เป็นเตียงไม้สำหรับจัดการกับศพ
ตอนนี้ธุรกิจของเขายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น อีกทั้งชื่อเสียงก็ยังไม่เป็นที่รู้จัก นอกจากจะได้ร่วมมือกับทางการแล้ว ช่องทางอื่นที่จะทำให้คนรู้จักก็ช่างยากเสียเหลือเกิน
ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ซู่ชิงยังคงฝึกฝนวิชาตามปกติ พร้อมทั้งค่อยๆปรับตัวให้เข้ากับวิถีชีวิตของผู้คนในย่านตลาดหลินเหอไปทีละหน่อย
เพื่อนบ้านข้างร้านอย่างอู๋เย่าเซิงเป็นคนมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี ระหว่างนี้เขายังแนะนำงานดูฮวงจุ้ยและย้ายหลุมศพให้ซู่ชิงอีกหนึ่งงาน
แต่ว่าเป็นหลุมศพเก่า ไม่ต้องพูดถึงศพในโลงเลย แม้แต่ตัวโลงศพที่ขุดขึ้นมาก็ผุพังยุ่ยเละไปหมดจากน้ำฝนที่ซึมมาตามดินตลอดเวลา
ซู่ชิงพยายามทำพิธีเชิญวิญญาณและส่งวิญญาณให้เถ้ากระดูกเหล่านั้น แต่กลับไม่เห็นแม้แต่เงาของวิญญาณเลยสักนิด
เขาเดาว่าเจ้าของเถ้ากระดูกนี้ คงไปสู่สุคติแล้ว หรือไม่ก็ได้เข้าสู่ยมโลกและไปเกิดใหม่เสียแล้ว!
แต่ก็ไม่ได้เสียแรงเปล่า เพราะยังไงงานนี้ก็ได้เงินมาไม่น้อยเลย
นอกเหนือจากนี้ ซู่ชิงยังได้ยินข่าวคราวของคนรู้จักเก่าๆอยู่บ้างด้วย อย่างเช่น ซูหงซิ่วที่ออกจากจวนตระกูลหลิวไปกลับกลายเป็นคนมีชื่อเสียงที่สุดในย่านหลินเหออยู่ช่วงหนึ่ง ด้วยภาพที่เธอเป็นหญิงหม้าย เธอจึงกลายเป็นหญิงสาวที่มีผู้มาเยือนในซ่องบ่อยที่สุด
คงต้องบอกว่าเดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะเป็นแมวหรือหมา ก็กระโดดขึ้นโต๊ะมาแย่งข้าวร้อน ๆ กินได้ทั้งนั้น
ซู่ชิงเองไม่ได้สนใจความเป็นหญิงหม้ายของซู่หงซิ่วสักเท่าไร แต่เขากลับสนใจอุปกรณ์ยั่วยวนในซ่องชั้นสูงอยู่ไม่น้อย
แน่นอนว่า คนบางคนที่จิตใจเต็มไปด้วยความลามก อาจจะคิดว่าอุปกรณ์ยั่วยวนเหล่านี้คือของประเภทกระดิ่งพม่า(เมื่อสวมใส่ภายในร่างกาย (มักโดยผู้หญิง) จะเกิดเสียงและแรงสั่นสะเทือนจากการเคลื่อนไหวของร่างกาย ช่วยกระตุ้นอารมณ์ทางเพศ) , วงแหวนตาแพะ(มีความหมายหยาบโลนในภาษาจีน มักใช้เรียกเครื่องประดับหรืออุปกรณ์ในบริบทเกี่ยวกับเรื่องเพศ) ห่วงหยกแขวน(สิ่งที่ใช้ตกแต่งร่างกายเพื่อดึงดูดความสนใจทางเพศ) หรือไม้พริกหอม(อุปกรณ์หรือวัตถุที่ใช้เพื่อความเร้าอารมณ์) อะไรทำนองนั้น
แต่ซู่ชิงไม่ใช่คนหยาบโลนแบบนั้น!
สิ่งที่เขาสนใจจริง ๆ คือ “ธูปฟูเซิง” ที่จุดในห้องหยูหลานเก๋อ และ “ขี้ผึ้งใบกระวานชั้นดี” ที่จัดไว้โดยชุ่ยอวิ๋นโหลวต่างหา
ธูปฝูเซิงนั้นคล้ายกับธูปวิญญาณที่ซอมบี้ใช้ดูดซับพลังอย่างยิ่ง เพราะมีส่วนผสมของสมุนไพร “หญ้าวิญญาณดิน : ใช้เพื่อเชื่อมโยงพลังวิญญาณกับธาตุดิน มีฤทธิ์ในการบำรุงหรือดึงดูดพลังหยิน ช่วยให้วิญญาณคงสภาพ หรือใช้เป็นวัตถุดิบในการเลี้ยงซากศพ/ซอมบี้” สามารถใช้ทดแทนกันได้
ซู่ชิงถึงกับสงสัยว่าภายในห้องหยูหลานเก๋อ อาจซ่อนผู้ฝึกวิชาสายหยินไว้ หรือไม่ก็อาจจะไม่ใช่มนุษย์เลยก็เป็นได้
ส่วน “ขี้ผึ้งใบกระวาน” นั้น เป็นขี้ผึ้งที่ชุ่ยอวิ๋นโหลวสั่งทำเป็นพิเศษจากน้ำมันลูกกระวานคุณภาพ สูงที่นำเข้าจากลั่วจิง แค่ซู่ชิงเดินผ่านหน้าชุ่ยอวิ๋นโหลวก็ยังได้กลิ่นน้ำมันหอมเย้ายวนนั้นลอยมาแตะจมูก!
ย่านหอโคมแดงแห่งนี้ เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ในการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจของซอมบี้โดยแท้!
มันช่างกระตุ้น และทำให้มีชีวิตชีวากว่าการไปเต้นบนหลุมศพเสียอีก!
ปลายเดือนอ้าย (เดือนแรกตามปฏิทินจันทรคติจีน)
วันนี้ ซู่ชิงก็ยังคงนั่งเฝ้าร้านเหมือนเช่นทุกวัน รอคอยให้มีลูกค้าแวะเวียนมา
พอถึงเวลาเที่ยง ร้านที่เงียบเหงามาตลอดทั้งครึ่งวันก็มีแขกเข้ามาเยือนอยู่สองคน — ทั้งคู่แต่งกายสุภาพเรียบร้อย
พวกเขาสวมเสื้อคลุมแขนกว้างสีดำคอกลมแบบจีน รัดเอวด้วยผ้าสีแดงกว้างประมาณหนึ่งฝ่ามือ ด้านข้างห้อยป้ายประจำตัวทำจากทองเหลือง
โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่เสมียนของทางการมักใส่เสื้อแขนแคบ มีแต่พนักงานฝ่ายเอกสารเท่านั้นที่จะใส่เสื้อแขนกว้าง และเมื่อดูที่ป้ายทองเหลือง ก็เห็นชัดเจนว่ามีคำว่า “เจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษี” สลักอยู่
“ท่านเจ้าของร้านนี่คิดอยากจะเป็นขุนนางหรือไง?”
เจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษีคนหนึ่งเอ่ยแซวขึ้นทันทีที่ก้าวเท้าเข้าร้าน เห็นซู่ชิงนั่งอยู่บนโลงศพใบหนึ่ง
เขาหารู้ไม่ว่า ภายในโลงใต้ก้นของซู่ชิงนั้น มีศพที่ผ่านการสะกดวิญญาณแล้วซ่อนอยู่ภายในโลง!
“ข้านี่ไม่ได้แค่นั่งบนโลงเฉยๆนะ แต่เป็นการสะกดวิญญาณในโลงต่างหาก” ซู่ชิงหัวเราะเบาๆแล้ว ลุกขึ้นมาต้อนรับแขกพร้อมกล่าวว่า “ท่านทั้งสองต้องการสิ่งใด ข้ามีบริการจัดงานศพ ฝังศพ แต่งหน้าศพ ย้ายหลุมฝังศพ รวมถึง...”
ยังไม่ทันที่เขาจะพูดจบ เจ้าหน้าที่เก็บภาษีอีกคนก็ขมวดคิ้วแล้วกล่าวขึ้นทันทีว่า “พวกเราไม่ได้มาทำธุระเรื่องพวกนี้ ข้าจะถามเจ้า ปีที่แล้วเจ้าจ่ายภาษีแล้วหรือยัง?”
“ภาษีของปีก่อน?” สวีชิงพูดด้วยความงุนงง “ร้านเล็ก ๆ ของข้าพึ่งเปิดไม่นาน จะมีภาษีของปีก่อนที่ต้องจ่ายได้ยังไงกัน?”
"“อย่ามาเล่นลิ้นกับข้าเลย ก่อนมานี่ข้าสืบมาเรียบร้อยแล้ว ว่าเจ้ามาเปิดร้านที่นี่ตั้งแต่เดือนสิบสองของปีที่แล้ว เพราะฉะนั้นภาษีของปีที่แล้ว เจ้าก็ต้องจ่ายให้ครบ!”
“ตามระเบียบแล้ว แต่ละร้านต้องจ่ายภาษีทุกปี เพราะฉะนั้นเจ้าต้องจ่ายภาษีย้อนหลังสองตำลึงครึ่ง หรือข้าวสารสองถังแทนก็ได้”
พูดจบ เจ้าหน้าที่ก็ชี้ออกไปนอกหน้าร้านพลางเตือนว่า
“เจ้าจัดการเตรียมให้เรียบร้อยโดยทันที ถ้ามีข้าวสารก็ไปเอามา รถลากจอดรออยู่หน้าร้านแล้ว แต่ถ้าไม่มี ก็จ่ายมาเป็นเงินสองตำลึงครึ่งแทน” พอได้ยินเช่นนั้นซู่ชิงก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที
ภาษีการค้าถือเป็นเรื่องที่มีมาตั้งแต่โบราณ ไม่ว่าจะเป็นภาษีค่าเช่า ภาษีรายหัว หรือแม้กระทั่งภาษีภูเขาแหล่งน้ำ ภาษีเบ็ดเตล็ด ล้วนแล้วแต่ถูกรวมอยู่ในขอบเขตของภาษีการค้าทั้งสิ้น
ซู่ชิงเข้าใจดีว่านี่เป็นกฎระเบียบ เขาไม่มีปัญหาใดๆกับการที่กรมจัดเก็บภาษีมาเก็บภาษีจากร้านค้าของเขา
เข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม หากปีนี้กรมจัดเก็บภาษีจะมาเก็บ เขาก็จะไม่ปริปากสักคำ
แต่ปัญหาคือ — สองเจ้าหน้าที่ตรงหน้านี้ ไม่ได้มาเก็บภาษีของปีนี้ แต่กลับจะมาเรียกเก็บภาษีของปีที่แล้วต่างหาก!
“คุณท่านครับ ท่านเองก็พูดเองว่าร้านข้าเพิ่งเริ่มเปิดเมื่อเดือนสิบสองของปีที่แล้ว ถ้าหากจะนับเวลา นี่ก็เพิ่งแค่เดือนครึ่งเอง ท่านจะมาเก็บภาษีของปีที่แล้วทั้งปี มันจะไม่เกินไปหน่อยหรือครับ?”
“ถ้าเจ้าคิดว่าเกินไป ก็ไม่ต้องจ่ายก็ได้... แต่ถ้าร้านของเจ้าถูกปิดขึ้นมา ก็อย่ามานั่งเสียใจทีหลังละกัน!”
ทันทีที่อีกฝ่ายพูดจบ เจ้าหน้าที่จากทางการที่ยืนเฝ้าอยู่หน้าร้านก็ทำท่าจะบุกเข้ามาข้างในทันที
ซู่ชิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มออกมาแล้วกล่าวว่า
"เมื่อครู่นี้พูดหยอกล้อกับท่านทั้งสองเท่านั้น ข้านี่แหละคือพลเมืองดีแห่งต้าหยง จะหลบเลี่ยงภาษีได้อย่างไรกัน!"
"แต่ข้าจำได้ว่าภาษีค้าขายนั้นเก็บเพียงข้าวหนึ่งถัง ทำไมคราวนี้ถึงกลายเป็นสองถังล่ะ?"
เจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษีที่เป็นหัวหน้ากลุ่มสีหน้าผ่อนคลายลงเล็กน้อยก่อนอธิบายว่า
"ช่วงนี้มีผู้ประสบภัยหลบหนีมาอยู่ที่นี่เป็นจำนวนมาก เจ้าเมืองของอำเภอไป๋ซาได้มีคำสั่งให้ ทุกบ้านในตลาดหลินเหอร่วมกันแบ่งปันข้าวสารครึ่งถัง เพื่อช่วยเหลือผู้อพยพเหล่านั้น"
"แล้วอีกครึ่งถังล่ะ?" ซู่ชิงถามต่อ
"ครึ่งถังอะไรอีก? เจ้าคิดว่าการขนย้ายและการแจกจ่ายข้าวจะไม่มีการสูญเสียเลยรึ?"
พอได้ยินเช่นนั้น ซวี่ชิงก็เข้าใจทุกอย่างทันที
ซวี่ชิงถอนหายใจเบา ๆ แล้วไม่พูดอะไรอีก ยื่นมือไปหยิบเงินออกจากถุงเงิน — สองตำลึงครึ่ง
เงินในมือนั้น สองตำลึงเป็นเหรียญชิงเจีย(เหรียญที่สามารถเรียกกลับคืนเจ้าของได้) ส่วนอีกครึ่งตำลึงเป็นเหรียญธรรมดา สำหรับช่วยเหลือผู้ประสบภัยที่อพยพมาที่นี่
เขายืนมองดูเจ้าหน้าที่จัดเก็บภาษีเดินจากไป โดยไม่ได้พูดอะไร
ขณะนั้นเอง อู๋เย่าเซิงจากร้านข้างๆ ก็เดินเข้ามาพลางถอนหายใจ แล้วตบไหล่ซู่ชิงเบาๆ บอกว่า
“อย่าคิดมากไปเลย เงินหมดก็หาใหม่ได้ อยากโทษก็ต้องโทษยุคสมัยนี่แหละ… มันไม่มีความเมตตาเหลืออยู่แล้ว!”
ซู่ชิงส่ายหัวเล็กน้อยก่อนจะพูดขึ้นว่า
“ข้าไม่ได้เสียดายอะไรหรอก ขอแค่เงินครึ่งตำลึงที่บริจาคเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยนั้นได้ถูกนำไปใช้
จริงๆ ให้พวกเขาได้กินข้าวร้อนๆ ประทังชีวิตผ่านเดือนหนาวนี้ไปได้ ข้าก็พอใจแล้ว”
อู๋เย่าเซิงพยักหน้าเห็นด้วย พลางคลายสีหน้าแล้วกล่าวว่า
“อู๋เย่าซิงพยักหน้า พลางคลายคิ้วแล้วยิ้มกล่าวว่า”พูดได้ดี เจ้ายังหนุ่มแน่นอยู่ ถ้าเอาจริงเอาจังกับการเรียนเหมือนลูกชายข้าบ้าง ต่อไปไม่ต้องถึงกับเป็นขุนนางใหญ่โตอะไรหรอก แค่สอบได้เป็น’ซิ่วไฉ’ (นักเรียนบัณฑิตระดับต้น) ก็พอ เท่านั้นก็ไม่ต้องเสียภาษี แถมเวลาเจอพวกขุนนางก็ไม่ต้องคุกเข่า แถมไปที่ไหนก็มีหน้ามีตา”
“ซิ่วไฉ...งั้นรึ?”
ซู่ชิงขบคิดในใจ — หรือว่าเรื่องนี้เขาจะสามารถทำมันได้!
(จบบท)