- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นซอมบี้อมตะ
- EP.12 ผู้จัดส่งสินค้า
EP.12 ผู้จัดส่งสินค้า
EP.12 ผู้จัดส่งสินค้า
บทที่ 12: ผู้จัดส่งสินค้า
ซู่ชิงอาศัยจังหวะเหมาะนี้รีบพูดต่อ: “ขอโทษจริงๆ เป็นเพราะความสะเพร่าของข้าเอง ทำใบผ่านทางที่หมู่บ้านออกให้หาย ตอนนี้ก็ยังออกไปไหนไม่ได้ นี่มันยุ่งยากจริงๆ ดูท่าคงต้องหาวิธีอื่นแล้วล่ะ”
พูดพลางก็แสร้งทำท่าจะเดินออกไป
“คุณชายอย่าเพิ่งรีบไปสิ! ถึงไม่มีใบผ่านทางก็ใช่ว่าจะทำ’ป้ายประจำตัว’ไม่ได้ พนักงานคนนั้นรีบเรียกเขาไว้ เมื่อเห็นว่าซู่ชิงหันกลับมาก็รีบพูดต่อ”แต่ใบผ่านทางนี่ก็แพงกว่าป้ายประจำตัวนะ ต้องแจ้งไว้ก่อนเลย ราคาอยู่ที่....”
พนักงานพูดจบก็ ชูสองนิ้วขึ้นมา
“สองร้อยเหวิน?” ซู่ชิงถาม
“สองตำลึง!” พนักงานตอบกลับ
ซู่ชิงได้ยินดังนั้นก็ทำท่าจะเดินหนีอีกครั้ง แต่พอเห็นว่าไม่มีใครตามออกมา เขาก็หันกลับมาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เขาหยิบเงินสองตำลึงออกมาถือไว้พลางพูดว่า: “ข้ามีเงินก็จริง แต่ใบผ่านทางกับป้ายประจำตัวที่เจ้าจะทำให้นี่ต้องเป็นของแท้นะ”
“แน่นอน! ที่นี่คือสำนักงานนายหน้าของทางการ ทุกอย่างผ่านการอนุมัติจากที่ว่าการทั้งนั้น เห็นตรานี้ไหม? ของจริงแน่นอน!”
เมื่อพนักงานคนนี้เห็นเงินในมือซู่ชิง ก็พูดจาดีขึ้นมาทันทีหวังจะได้ปิดการขาย จากนั้นแล้วเขาก็พาซู่ชิงเข้าไปยังห้องด้านใน
การทำใบผ่านทางไม่ใช่เรื่องเล็ก พนักงานธรรมดาไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ ต้องให้ผู้ดูแลของสำนักงานนายหน้าเป็นคนพิจารณา หากเห็นว่าไม่มีพิรุธ ถึงจะอนุมัติเอกสารให้
สำนักงานนายหน้าแห่งหลินเหอมีผู้ดูแลอยู่ห้าคน แยกกันรับผิดชอบด้านต่างๆ — มีคนดูแลซ่องและบ่อนพนัน คนดูแลกิจการทางน้ำ และคนดูแลกิจการค้าขายทั้งหมดในย่านหลินเหอ
พนักงานพาซู่ชิงไปหา “ท่านสี่” หรือ “หลี่ซื่อเย่” ผู้รับผิดชอบการค้าขายทั่วไป
ขณะนี้ ที่สำนักงานนายหน้ามีเพียงท่านสี่ ท่านสาม และท่านห้า ที่อยู่กันพร้อมหน้า
ท่านสี่ดูเหมือนเป็นคนมีการศึกษา สวมเสื้อตัวยาวราวกับนักปราชญ์ มีผ้าโพกศีรษะสีน้ำเงินเข้ม ข้างกายถือพัดพับติดตัวไว้ตลอด
เมื่อรู้ว่าซู่ชิงต้องการขอทำใบผ่านทางใหม่ ท่านสี่ก็เงยหน้าขึ้นมองซู่ชิง พิจารณาอยู่ครู่หนึ่ง
ดูเหมือนท่านสี่จะได้กลิ่นเครื่องหอมจากตัวซู่ชิง ท่านจึงหัวเราะแล้วพูดขึ้นว่า
“ดูจากท่าทางของเจ้า คงจะเป็นคนเจ้าระเบียบมากแน่ๆ คงไม่น่าใช่พวกที่ชอบสร้างเรื่องวุ่นวาย ถ้าอย่างนั้น ‘ใบผ่านทาง’นี้ ข้าจะทำให้เจ้าก็แล้วกัน”
พูดจบ ท่านสี่ก็สั่งให้ลูกน้องนำกระดาษและตราหมึกมา พร้อมกับถามชื่อ-แซ่ม วันเดือนปีเกิดและภูมิลำเนาของซู่ชิง
ซู่ชิงกรอกข้อมูลตามประวัติของหลิวโย่วเต๋าในวัยเด็ก เขาใช้หมู่บ้าน’เสี่ยวซื่อโถว’ อำเภอเซียงอิ้นเป็นบ้านเกิด
ไม่นานนัก’ใบผ่านทาง’ และ ‘ป้ายประจำตัว’ก็จัดทำเสร็จเรียบร้อย
ต้องยอมรับเลยว่า—ถ้ามีเงิน เรื่องอะไรๆก็สะดวกทั้งนั้น!
ท่านสี่รับเงินสองตำลึงมาอย่างยิ้มแย้ม แม้เงินจะไม่มากแต่เขาก็ได้มาอย่างง่ายดาย เพราะปกติคนที่มาทำ’ใบผ่านทาง’กับ’ป้ายประจำตัว’มักจะขี้เหนียว กว่าจะควักออกมาแต่ละเหรียญต้องต่อรองกันยืดยาว ไม่เหมือนคุณชายคนนี้ที่จ่ายครบเป๊ะไม่มีขาด
“คุณชายซู่ชิงนี่ช่างเป็นคนใจกว้าง ไม่ทราบว่าท่านทำธุรกิจอะไรอยู่? วันข้างหน้าข้าอาจจะได้มีโอกาสอุดหนุนท่านบ้างก็ได้”
ซู่ชิงเก็บ’ป้ายประจำตัว’เรียบร้อยแล้ว หันไปส่ายหน้ากับท่านสี่ “ธุรกิจของข้า ท่านอาจจะไม่อยากอุดหนุนหรอกกระมัง”
“น้องคิดว่าข้าล้อเล่นหรือไง? บอกข้ามาเถอะ ข้าไม่เชื่อหรอกว่าในย่านหลินเหอนี่ จะมีธุรกิจอะไรที่’สำนักงานนายหน้า’เราจะช่วยเหลือไม่ได้!”
ซู่ชิงมองผู้ดูแลสำนักงานนายหน้า พร้อมกับพนักงานคนที่อยู่ข้างๆที่ยังคงไม่เชื่อที่เขาพูด
“ก็ไม่ใช่ธุรกิจแปลกอะไรหรอก แค่เปิดร้านรับจัดการศพธรรมดาๆ รับเก็บศพ แต่งศพ เคลื่อนย้ายศพ แล้วก็ฝังศพเท่านั้นเอง...”
ท่านสี่ได้ยินถึงกับชะงักหายใจ ส่วนท่านสามกับท่านห้าที่อยู่ข้างๆ ถึงกับหัวเราะออกมา
“เมื่อกี้ท่านสี่ยังพูดว่าจะช่วยอุดหนุนเขาอยู่เลย ไม่งั้นวันนี้ท่านก็อย่ากลับบ้านเลยดีกว่า ลงไปนอนในโลง ให้พวกเราหามไปที่ร้านของเขา เดี๋ยวพวกเราจะช่วยกันโปรโมตร้านให้!”
พอคำพูดของท่านสามจบลง บรรยากาศในสำนักงานนายหน้าก็เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอย่างครึกครื้น
“เจ้าสาม! เจ้านี่มันชอบล้อเลียนจริงๆ!”
ท่านสี่ถ่มน้ำลายลงพื้น พลางหันกลับมาทางซู่ชิง
“พูดกันตรงๆเลยนะท่านซู่ชิง — ถึงท่านจะทำธุรกิจเกี่ยวกับศพ แล้วยังไงล่ะ? ข้าเองก็ยังสามารถช่วยเหลือท่านได้อยู่ดี!”
“ข้าขอบอกไว้เลยนะว่า พวกเราที่นี่เดินตลาดมาแล้วทุกซอกทุกซอย คนไหนบ้านอยู่ตรงไหน มีคนกี่คน มีหมากี่ตัว หรือเมียบ้านไหนแอบหนีไปกับชายอื่น — พวกข้ารู้หมด!”
“นับประสาอะไรกับเรื่องตาย ถ้าท่านซู่ชิงยากได้งาน พวกเราสามารถช่วยท่านหาลูกค้าให้ได้เลย ต่อไปถ้ามีใครตาย ข้าจะบอกให้เรียกท่านไปจัดงานศพให้ทันที”
จริงๆ แล้ว คนในสำนักงานนายหน้ายังมีอีกบทบาทหนึ่งคือ “นายหน้า” ที่คอยหาผลประโยชน์จากงานที่นอกเหนือหน้าที่ แล้วเก็บกำไรส่วนต่าง
ซู่ชิงได้ยินแบบนั้นก็ไม่ได้หลงดีใจ เพราะเขารู้ว่าคนพวกนี้ไม่มีทางแนะนำงานให้ฟรีๆแน่นอน — ในข้อเสนอที่หวังดีแบบนี้ ต้องมีอะไรซุกซ่อนอยู่
และก็จริงตามคาด ท่านสี่พูดต่อทันที:
“แน่นอน ธุรกิจแบบนี้เราก็ไม่อาจทำให้ฟรีๆได้หรอก ถ้าท่านซู่ชิงเห็นด้วยกับเรา เราจะขอส่วนแบ่งผลประโยชน์กันห้าสิบห้าสิบ ท่านว่าดีไหม?”
เล่นหักกำไรครึ่งหนึ่งแบบนี้! ถ้าเป็นคนอื่นเค้าคงปฏิเสธทันทีแน่นอน
เพราะสำนักงานนายหน้าแค่ช่วยติดต่อให้เฉยๆ ส่วนคนที่ต้องทำงานจริงๆ ล้วนเป็นเจ้าของกิจการอย่างเรา แต่หลังจบงานกลับต้องแบ่งกำไรครึ่งหนึ่งให้คนที่ไม่ได้ลงแรงแม้แต่นิด — แบบนี้ใครจะยอม!
แต่ซู่ชิงไม่ใช่คนธรรมดา — เขาไม่ได้สนใจว่าจะได้กำไรเท่าไหร่ สิ่งสำคัญที่เขาต้องการคือการ “ได้ทำศพ”เท่านั้น เขาสามารถใช้การสวดส่งวิญญาณ เพื่อแลกรางวัลจาก คัมภีร์ตู้เหรินจิง ได้ ตราบใดที่มีศพมากพอ เขาม่ได้สนใจเงินมากไปกว่าศพเลย?
ดังนั้นซู่ชิงจึงตอบตกลงทันที ท่านสี่จึงหยิบกระดาษมา สองคนลงนามในสัญญากันเรียบร้อย
ในย่านหลินเหอนั้น คนรวยมีอยู่ไม่น้อย ขุนนางผู้มีอำนาจก็มาก หากบ้านไหนมีคนตายต้องย้ายศพหรือจัดพิธีศพ คงไม่มีทางประหยัดแน่ๆ ยังไงก็ต้องจัดให้ยิ่งใหญ่ให้สมเกียรติ
ลองคิดดู—ถ้าเดือนหนึ่งมีงานศพสักครั้ง ในหนึ่งปีก็จะมีรายได้ถึงสิบสองครั้ง พอนึกถึงกำไรที่ซ่อนอยู่ในนั้น ทั้งท่านสามและท่านห้าที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็ถึงกับตะลึงอ้าปากค้างเลย!
สมกับที่เคยสอบเป็นบัณฑิตมาได้ — ท่านสี่นี่จับเอาธุรกิจ“คนตาย”มาปั้นให้รุ่งเรืองได้จริงๆ!
ซู่ชิงก็เริ่มมีความคิดใหม่ๆผุดขึ้นมา จึงเอ่ยถามท่านสี่ว่า
“พอมีช่องทางที่ข้าจะสามารถซื้อศพได้บ้างไหม? ขอแค่ท่านมีของ ข้าก็พร้อมรับซื้อทั้งหมด เรื่องราคาเราค่อยมาเจรจากัน”
ท่านสี่ได้ยินคำถามถึงตกใจ— นี่มันคนธรรมดาที่ไหนกัน แบบนี้มันพวกฝีมือขั้นเทพแล้ว!
“ข้าเองก็มองท่านผิดไปจริงๆ ไม่คิดเลยว่าท่านจะเป็นคนมีฝีมือถึงเพียงนี้”
ก่อนหน้านี้ ย่านหลินเหอเคยมีข่าวลือเกี่ยวกับ “โรงโม่” อยู่พักหนึ่ง แม้ต่อมาทางการจะกวาดล้างข่าวนั้นไป แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าข่าวลือนั้นไม่มีมูลความจริง
ในฐานะเจ้าหน้าที่ของทางการ ท่านสี่ก็ย่อมต้องรู้เรื่องลับๆแบบนี้อยู่บ้าง
ไม่แน่ว่าเจ้าหนุ่มหน้าขาวที่ยืนอยู่ตรงหน้านี้ อาจจะเป็นคนในวงการ “มืด” ที่รู้ทางลับของโลกหลังความตายก็เป็นได้!
“ท่านซู่ชิง เรื่องที่ว่ามานั้น ข้าก็เคยได้ยินมาบ้าง — ข้างนอกมีพวกที่ทำงานใน ‘อี้จวง’ หรือสถานรับเก็บศพ ‘อี้จวง’บางที่ก็แอบทำธุรกิจขายศพอยู่เหมือนกัน ศพไร้ญาติศพหนึ่ง ราคาจะอยู่ที่หนึ่งร้อยถึงห้าร้อยเหวินแล้วแต่สภาพ”
“ทุกปีพอถึงเทศกาลประหารในฤดูใบไม้ร่วง หน้าศาลากลางก็จะมีคนมารอรับศพเหมือนกันนะ — แต่ต้องเตรียมตัวล่วงหน้าให้ดี เพราะศพที่สภาพสมบูรณ์กับศพที่ถูกประหารตัดหัว ราคาก็ไม่เท่ากันแน่นอน”
พูดมาถึงตรงนี้ ท่านสี่ก็อดไม่ได้ที่จะขบเขี้ยวเคี้ยวฟันเบาๆ ถึงแม้เขาจะเป็นคนมากประสบการณ์ แต่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับสายมืดมนต์ดำและโลกของวิญญาณนั้น เขาก็ยังรู้ไม่ลึกนัก
“เฮ้อ ข้าอยากรู้ว่า พวกที่รับซื้อศพไปจะเอาศพไปทำอะไรกันแน่ — จะให้ไปขุดเหมืองในหุบเขา หรือไปหมุนลูกโม่หินในโรงโม่กันนะ...”
“แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เราต้องไปยุ่งหรอก เพราะหน้าที่ของสำนักงานนายหน้าเรา มีแค่สานสัมพันธ์ระหว่างคนกับคนเท่านั้น ส่วนพ่อค้าทั้งหลายจะเอาของไปทำอะไร ยังไงต่อ...”
ท่านสี่ยิ้มตาหยีแล้วกล่าวปิดท้ายว่า:
“นั่นก็เรื่องของพวกเขา เราไม่เกี่ยวด้วยแล้ว!”
ซู่ชิงฟังแล้วก็เข้าใจความหมายแฝงของอีกฝ่ายทันที — สรุปคือสำนักงานนายหน้าแค่รับเงิน ส่วนเงินนั้นจะสะอาดหรือสกปรก จะมีเรื่องอะไรตามมาไหม... ไม่เกี่ยวกับสำนักงานนายหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าเกิดมีปัญหา ก็เจ้าของงานรับเคราะห์ไปเอง!
ใครๆ ก็บอกว่า “ไม่มีพ่อค้าคนไหนที่ไม่โกง” — ว่ากันแล้วก็เป็นเรื่องจริง
และอาชีพนายหน้า หรือ พ่อค้าคนกลางแบบสำนักงานนายหน้า นั้น ก็เรียกได้ว่าเป็นตัวแทนที่ชัดเจนที่สุดของคำนี้เลย!
แม้ว่าตกลงธุรกิจกันเรียบร้อยแล้ว แต่บางเรื่องซู่ชิงก็ยังต้องพูดให้ชัดเจนไว้ก่อน
“ข้าเชื่อในฝีมือของท่านสี่ แต่ข้าเองก็มีข้อตกลงเรื่องที่มาของศพ — ขอให้เป็นเฉพาะศพที่ไร้ญาติเท่านั้น ขออย่าเป็นศพที่ถูกขโมย ถูกปล้น หรือถูกขุดจากหลุมกลางดึกเด็ดขาด ข้าเชื่อว่ามันเป็นบาป”
“สุดท้ายแล้ว... คนตาย ก็ยังเป็นคนเหมือนกัน...”
แม้ปากจะพูดเรื่องบุญกรรมความดี แต่ความจริงแล้ว เหตุผลหลักของซู่ชิงก็คือ — ศพไร้ญาติมีโอกาสสร้างปัญหาน้อยกว่า และจัดการได้ง่ายกว่ามาก
สุภาษิตโบราณว่าไว้ “ที่ใดมีคน ที่นั่นย่อมมีทุกข์” — และในช่วงเวลาที่เพิ่งมีคนตาย ทุกข์นั้นจะยิ่งปั่นป่วนขึ้นกว่าเดิม
หากใครไปเอาศพที่มีเจ้าของมาโดยไม่ได้รับอนุญาตจากครอบครัวหรือญาติผู้ตาย ไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายจะออกมาโวยวายสร้างปัญหาขนาดไหน
ดังนั้น สำหรับซู่ชิงที่เพิ่งเริ่มมาลงหลักปักฐานในเมืองนี้ สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ — อย่าไปหาเรื่องใส่ตัวจะดีกว่า!
ท่านสี่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วยโดยไม่โต้แย้งใดๆ
ในแต่ละปี ศาลากลางก็ประหารชีวิตนักโทษจำนวนมาก — สุดท้ายก็มีทั้งฝัง ทั้งขายออกไป ยังไม่เคยเห็นมีญาติพี่น้องมารับศพเลยสักคน
เมื่อตกลงธุรกิจกันเรียบร้อย ซู่ชิงก็ถือว่าเริ่ม “ตีสนิท” กับสำนักงานนายหน้าได้ในระดับหนึ่ง เขาคิดว่าในอนาคต ถ้าบังเอิญมีคนใดในสำนักงานนายหน้าเกิดลาโลกขึ้นมา ก็คงไม่พ้นต้องส่งศพมาให้เขาจัดการเรื่องแต่งศพและทำพิธีศพอยู่ดี
เมื่อเดินออกจากสำนักงานนายหน้า ซู่ชิงก็รู้สึกสดชื่นสบายตัวขึ้นมาทันที
ตั้งแต่ออกมาจากบ้านจนถึงตอนนี้ ยังไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ซู่ชิงไม่เพียงแต่ได้’ป้ายประจำตัว’ แต่เขายังหาขุมทรัพย์— ‘ศพ’ ให้ธุรกิจตัวเองได้อีกต่างหาก
หรือว่าหลังจากเขาตายแล้ว โชคก็จะดีขึ้นตามไปด้วย?
ซุ่ชิงหัวเราะกับตัวเองอย่างอดไม่ได้ — บางทีอาจไม่ใช่ว่าโชคดีขึ้นหลังจากตายหรอก แต่เพราะตอนมีชีวิตเขาใช้ชีวิตที่เคร่งเครียดจนเกินไป จนไปขัดขวาง “ฮวงจุ้ย” ของตัวเองต่างหาก
ตำราฮวงจุ้ยทั้งสายบุ๋นและสายบู๊ก็เคยพูดถึงเรื่องนี้เหมือนกัน
ตอนนี้เขาเป็นซอมบี้แล้ว ไม่ต้องกังวลเรื่องหนี้บ้าน หนี้รถ หรือภาระอื่นๆในชีวิต ทำให้จิตใจเบาสบายอย่างน่าเหลือเชื่อ และนั่นก็ย่อมส่งผลดีต่อดวงชะตาภายนอกด้วย
เมื่อมาถึงปากตรอกตลาด ซู่ชิงก็มองไปยังแท่นสูงแห่งหนึ่ง — ที่นั่นคือสถานที่ประหารในฤดูใบไม้ร่วง หรือที่รู้จักกันอีกชื่อว่า “ลานประหาร”
ตอนนี้ยังเป็นช่วงต้นเดือนแรกของปี หรือ “เจิ้งเยว่โส่วหยาง” บนลานประหารจึงเงียบสงบไร้ผู้คน แต่ด้านล่างกลับเต็มไปด้วยพ่อค้าแม่ค้าขายผักและของเบ็ดเตล็ด บรรยากาศคึกคักเหมือนตลาดเช้า
“คัมภีร์เลี้ยงศพ กล่าวไว้ว่า ผลลูกพลับเก่าที่ผ่านการดูดซับพลังแห่งแสงจันทร์ยามค่ำคืน หากรอให้สุกจนเต็มที่จะเกิด ‘พลังหยินหยาง’ รสชาติจะเปลี่ยนจากฝาดเป็นหวานดั่งน้ำผึ้ง ชวนให้เหล่าซอมบี้น้ำลายสอ…”
ซู่ชิงเดินวนดูรอบหนึ่งแต่ไม่พบใครที่ขายลูกพลับสดเลย มีเพียงสองร้านที่ขาย “ลูกพลับตากแห้ง”
“ซี้ด— หวานจริง!”
เซวียชิงลองกัดหนึ่งชิ้นที่มีคราบน้ำตาลขาวๆเกาะอยู่ทั่วทั้งลูก พลันรู้สึกว่าความหวานซึมลึกถึงใจ แม้จะไม่ได้รู้สึกถึงผลทางพลังวิญญาณที่ชัดเจน แต่ถือว่าเป็นของกินเล่นที่ถูกปากและเหมาะกับซอมบี้เป็นอย่างยิ่ง
นอกจากลูกพลับ ก็ยังมี“ลูกกระวาน” ที่เป็นวัตถุดิบอีกอย่างในเมนูอาหารของซอมบี้ เหตุผลก็ไม่มีอะไรซับซ้อน — เพราะ“ลูกกระวาน” ก็มีคุณสมบัติในการดูดซับพลังแสงจันทร์เช่นเดียวกัน
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเวลาซู่ชิงเดินผ่านร้านขายธูปเทียน เขามักจะรู้สึก “อยากแทะเทียน” อย่างควบคุมไม่ได้
ไม่ใช่เรื่องแปลกเลย ว่าทำไมซู่ชิงถึงอยากแทะเทียน— เพราะเทียนในร้านเหล่านั้น มักทำมาจาก “น้ำมันลูกกระวาน” ผสมกับ “ไขมันสัตว์” ซึ่งทั้งสองอย่างนี้ ต่างก็เป็นวัตถุดิบที่ซอมบี้สามารถกินได้ทั้งสิ้น!
หลังจากซื้อของเสร็จ ซู่ชิงก็เดินต่อไปยังร้านขายของเบ็ดเตล็ด เพื่อเลือกซื้อเครื่องรางและสิ่งของสำหรับปรับฮวงจุ้ยติดมือกลับมาอีกหลายชิ้น
ของที่ซู่ชิงซื้อมาก็มีทั้งพู่กัน ดินสอ หมึก และกระดาษ หรือที่เรียกกันว่า “เครื่องเขียนสี่อย่างของนักปราชญ์” รวมถึงรูปสลักไม้สัตว์มงคลนำโชคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น มังกร หงส์ เต่ามังกร หรือปี่เซี๊ยะ
นอกจากนั้น เขายังฝากให้พ่อค้าร้านขายต้นไม้ในตลาดให้ช่วยส่ง’ต้นดอกกล้วยไม้’ และ ‘ต้นไม้นำโชค’ ไปที่ร้านให้เขาด้วย
ยังไงซะ ตอนนี้เขาก็ไม่ได้ลำบากเรื่องเงินอยู่แล้ว ต่อให้เผาเงินที่หลิวโย่วเต๋าเก็บไว้ในโลงจนหมด เขาก็ยังมี “กระดานทอง” กับ “กระดานเงิน” ที่ได้มาตอนสวดส่งวิญญาณให้ขอทานในโรงโม่ไว้ใช้อีก เขาจะเอาไปจำนำที่โรงรับจำนำ หรือจะหลอมให้กลายเป็นเศษทองเศษเงินใช้แทน— แค่นี้ก็มีเงินแล้ว!
สิ่งที่เขาเสียดายที่สุด กลับเป็นรางวัล “กระบองตีกุน” ที่ได้จากการสวดส่งวิญญาณให้ขอทานคนหนึ่ง ตอนนั้นเขาต้องรีบหนีเจ้าหน้าที่ที่ไล่ตามเข้ามาในตรอก เลยจำใจต้องทิ้ง“กระบองตีกุน” กับ“ชามเหล็ก”ไว้ในตรอกนั่นเอง
ต้องบอกว่า“กระบองตีกุน” นั่นไม่ได้พิเศษอะไรมากมาย แต่สิ่งที่ทำให้ซู่ชิงลืมไม่ลง ก็คือ “มันตรงเป๊ะ ไม่มีเบี้ยวเลยแม้แต่น้อย” มันช่างสมบูรณ์แบบ
มันคือ “ไม้ในฝัน” ของเขาอย่างแท้จริง
บางทีอาจเป็นเพราะสวรรค์มีตาทำให้รู้สึกบางอย่าง ซู่ชิงยังนึกเสียดาย“กระบองตีกุน” ที่ตนเคยทิ้งไปอยู่ — ขณะนั้นเอง ก็มีเจ้าหน้าที่กลุ่มหนึ่งจากกองปราบเดินลาดตระเวนผ่านมาอีกฝั่งถนน
และคนที่เดินนำอยู่ข้างหน้า ก็กำลังใช้ไม้กระบองที่เป็นมันเงาและเรียบตรงเคาะใส่มืออีกข้างด้วยจังหวะที่หนักแน่น
ซู่ชิงยังไม่ทันได้มองชัด ๆ เจ้าหน้าที่คิ้วขมวด ตาโต ท่าทางดุดันราวกับนักเลงคนนั้นก็หันมามองทันที
“แต๋วแตกจริงเว้ย กลิ่นแป้งน้ำหอมเต็มตัวเลย—แหวะ!”
หัวหน้ากองปราบประจำสายตรวจ “จ้าวจงเหอ” ขมวดคิ้วแล้วถ่มน้ำลายลงข้างทาง
ซู่ชิงที่ได้ยินแล้ว กลับต้องฝืนใจไม่หันกลับไปโต้ตอบ
เขาอยากจะบอกเหลือเกินว่า—ถ้าไม่ใช่เพราะต้องแต่งหน้าแต่งตัวเพื่อให้ดูเหมือนคนปกติ ใครมันจะว่างมานั่งทาแป้งชะโลมน้ำหอมกันนักกันหนา!
ถือไม้ของข้าแล้วยังกล้ามาแดกดันใส่ข้าอีก—ซู่ชิงถึงกับจำหน้าหมอนั่นขึ้นใจ!
“เอาเลย เจ้าอวดเข้าไปเถอะ! วันไหนถ้าเจ้าต้องนอนแข็งอยู่บนไม้กระดานเมื่อไหร่ ข้าจะเอาแป้งแต่งหน้า พอกหน้าเจ้าให้ขาวโพลนให้ดู!”
ซู่ชิงกลับมาถึงร้าน ก็จัดการเตรียมร้านให้พร้อม และเริ่มลงมือเตรียม “อาหารสำหรับซอมบี้”
เขาหยิบเทียนจากร้านธูปเทียนที่ซื้อมา หั่นเป็นแผ่นบางๆ เรียงใส่จานอย่างสวยงาม ส่วนปลายเทียนที่ยังมีไส้ติดอยู่ก็จัดวางไว้ตรงกลางจาน จุดไฟไว้สำหรับวางเป็นเครื่องประดับ
ส่วนลูกพลับตากแห้งที่มีน้ำตาลขาวเกาะอยู่ทั่วทั้งลูก เขาก็จัดการจัดใส่จานใหม่ ราดด้วยไข่ขาว ทำราวคล้ายกับเป็นขนมที่ดูเหมือนถูกหอยทากคลานผ่าน
จานหลักของวันนี้คือ “เลือดหมูนึ่ง” หนึ่งชาม
หลังจากกินมื้อค่ำเรียบร้อย เขาจุดธูปวิญญาณอีกหนึ่งดอก บรรยากาศมันช่างผ่อนคลาย—พูดได้เลยว่า ฟินสุดๆ!
แต่เสียอย่างเดียวก็คือ... สองวันมานี้ไม่มีลูกค้ามาเลย ไม่ใช่แค่ร้านของซู่ชิง แต่ร้านข้างๆ ไม่ว่าจะเป็นร้านกระดาษไหว้เจ้า หรือร้านธูปเทียนก็เงียบเหงาไม่ต่างกัน คนแทบไม่เดินเฉียดประตูเลยด้วยซ้ำ
เมื่อว่างจัด ซู่ชิงเลยหันมาดูแลดอกไม้ต้นไม้ พร้อมกับปรับฮวงจุ้ยภายในร้านไปด้วยในคราวเดียว
แต่เขาไม่ได้จัดฮวงจุ้ยร้านตามแบบบ้านของคนเป็น— กลับใช้ฮวงจุ้ยแบบบ้านของคนตายแทน
เพราะเขาเป็นซอมบี้ — ก็ต้อง “เข้ากับธรรมชาติของตนเอง” สิ!
ยิ่งบรรยากาศในร้านยิ่งเย็นยะเยือกมากเท่าไร เขาก็ยิ่งอยู่สบายขึ้นเท่านั้น!
วันนี้ซู่ชิงเปิดร้านแต่เช้าตรู่ เขาหวังไว้เพียงว่าก่อนฟ้ามืดจะมีลูกค้าเข้ามาสักราย ก็ถือว่าวันนี้ธุรกิจเริ่มต้นได้ดีแล้ว
ยังไม่ทันไร ก็มีเจ้าหน้าที่สองคนแบกร่างศพที่ห่อด้วยผ้าดิบเก่าๆขาดๆ เดินมาถึงร้าน
พอสอบถามก็พบว่า ศพนี้เป็นนักโทษที่เพิ่งตายเมื่อวาน และที่สำคัญ — เป็นศพที่ “ท่านสี่” จากสำนักงานนายหน้าจัดส่งมาให้โดยตรง
“ท่านสี่บอกว่าร้านเจ้ารับเก็บศพ ราคาก็ไม่แพง พวกข้าเลยมานี่แหละ ปกติศพแบบนี้จะต้องมีคนไปจัดการที่ศาลากลางเอง ส่วนราคาก็ต้องจ่ายกันสองถึงสามตำลึงเป็นอย่างต่ำ…”
ซู่ชิงไม่ได้ใส่ใจว่าที่สองเจ้าหน้าที่พูดนั้นจริงเท็จแค่ไหน เขาเดินไปที่เคาน์เตอร์แล้วหยิบเงินมาสามตำลึงจ่ายให้ทันที — เจ้าหน้าที่ทั้งสองยิ้มแฉ่งออกมาทันที
“ท่านสี่พูดถูกจริงๆ ท่านทำงานชัดเจนตรงไปตรงมา! ไม่พูดมากเลย ถ้ามีศพเข้ามาอีก พวกข้าจะมาหาท่านเป็นที่แรกแน่นอน!” (จบบท)