เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

EP.8 ระเบิดลงที่คฤหาสน์หลิว

EP.8 ระเบิดลงที่คฤหาสน์หลิว

EP.8 ระเบิดลงที่คฤหาสน์หลิว


บทที่ 8 : ระเบิดลงที่คฤหาสน์หลิว

ศาลาบำเพ็ญกุศลของท่านหลิวหยวนไหล ถูกจัดขึ้นที่ห้องโถงใหญ่ด้านหน้า ตามที่กล่าวไว้ในตำราว่าด้วยพิธีศพและงานไว้อาลัย ห้องโถงใหญ่ถือเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดในบ้าน เป็นที่อยู่ของบรรพบุรุษและเทพเจ้าทั้งหลาย

หากมีผู้เสียชีวิตในบ้าน ญาติของผู้ตายก็มักจะย้ายร่างของผู้เสียชีวิตไปยังห้องโถงใหญ่ แล้ววางไว้บนเตียงไม้ที่จัดทำขึ้นชั่วคราว เนื่องจากคนเราตลอดชีวิตใช้เวลาครึ่งหนึ่งอยู่บนเตียงนอน หากหลังเสียชีวิตยังคงนอนอยู่บนเตียงเดิมนานเกินไป วิญญาณของผู้ตายอาจถูกพันธนาการอยู่กับเตียงนั้น จนไม่สามารถไปเกิดใหม่ได้

ด้วยเหตุนี้ เมื่อบ้านไหนรู้สึกว่าผู้สูงวัยใกล้จะสิ้นใจ ก็มักจะย้ายท่านไปยังห้องโถงใหญ่เพื่อดูแลจนวาระสุดท้าย ซึ่งนี่เองคือสิ่งที่เรียกกันว่า “สิ้นอายุขัยอย่างสงบในบ้าน”

ทันทีที่ซู่ชิงผลักประตูเข้ามา พอมาถึงหน้าห้องโถงใหญ่ ก็สังเกตเห็นได้ทันทีว่าบ้านหลังนี้มีคนที่ชำนาญงานเรื่องแบบนี้อยู่ แม้จะไม่ได้มีพื้นเพมาจากสายงานเกี่ยวกับความตายโดยตรง แต่ก็ต้องเคยคลุกคลีกับพิธีศพ หรือไม่ก็มีคนในบ้านที่เคยเรื่องแบบนี้มาก่อนแน่นอน!

แม้จะมีประสบการณ์ ก็ยังทำผิดธรรมเนียมอยู่ดี

อย่างเช่นภาพตรงหน้า—ใครกันจะมาเอะอะโวยวาย ผลักกันไปมาอยู่หน้าศาลาสวดศพแบบนี้?

ซู่ชิงเพ่งมองดูให้ชัด ก็พบว่าคนที่กำลังโต้เถียงกันอยู่คือคนที่เขารู้จัก ‘ซูหงซิ่ว’ และอีกคนเป็นหญิงสูงศักดิ์ในชุดขาวที่สวมผ้าดำไว้ทุกข์เช่นเดียวกัน

“นังจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ แกยังกล้ามาอีกเหรอ! ทั้งหมดก็เพราะแกนั่นแหละที่ทำให้คุณท่านของข้าต้องตาย! ตอนนี้ยังจะมาทำเป็นร้องไห้แสร้งทำเป็นมีเมตตา ข้าว่าที่จริงแกมันมีใจคิดร้ายอยู่แล้ว คอยแต่จะรอวันที่คุณท่านตายจะได้มาช่วงชิงมรดกจากตระกูลหลิวเรา!

วันนี้ข้าพูดไว้ตรงนี้เลย ตราบใดที่ข้ายังมีลมหายใจอยู่ แกอย่าหวังจะได้แม้แต่เงินแดงเดียว!”

พูดไม่ทันขาดคำ หญิงทั้งสองก็อดไม่ได้ที่จะลงไม้ลงมือกันอีกครั้ง

ซู่ชิงดูแล้วก็รู้สึกขำขันจึงไม่เดินเข้าไปห้าม กลับยืนอยู่ตรงหน้าศาลามองดูละครฉากใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า

ในศาลานั้น มีหญิงคนหนึ่งเป็นอดีตสาวจากโรงน้ำชา ท่าทางเย้ายวนอ่อนหวาน ผู้ที่เคยผ่านมือคนมามากมาย ส่วนอีกคนเป็นภรรยาของท่านหลิวผู้มั่งคั่ง มีพื้นเพจากตระกูลนักปราชญ์ ร่ำรวยและได้รับการทะนุถนอมมาอย่างดี

ตอนนั้นเอง หญิงทั้งสองคนก็ต่างคนต่างรั้งผมกัน อีกฝ่ายก็ฉุดเสื้ออีกคนจนจะหลุดอยู่แล้ว การทะเลาะเริ่มจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่คาดคิดว่าในจังหวะคับขันนี้เอง ข้ารับใช้ที่พาซู่ชิงมา ก็ร้องขึ้นเสียงดังว่า

“คุณนายใหญ่ คุณนายรอง พวกท่านหยุดเถอะครับ! ข้าไปเชิญคุณหมอจากถนนจิ่งเซี่ยเจียมาแล้ว พวกเราควรจัดพิธีศพให้คุณท่านก่อนเถอะครับ……”

ทันทีที่เสียงนั้นดังจบ ความโกลาหลในศาลาก็พลันเงียบลงอย่างฉับพลัน

คุณนายใหญ่ของตระกูลหลิวก็หยุดมือจากการดึงเสื้อซูหงซิ่วทันที เธอเพียงยกนิ้วก้อยปัดปอยผมที่หลุดลุ่ย แล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ เดินเฉิดฉายกลับไปยังปากทางเข้าห้องโถง

ซู่ชิงยื่นมือจะห้ามเจ้าคนนั้นไม่ให้ตะโกน แต่ก็ไม่ทันเสียแล้ว

‘โธ่เอ๊ย! ทำไมต้องรีบกันด้วยล่ะ ถือซะว่าไม่มีข้าอยู่ตรงนี้ก็ได้นี่นา พวกท่านทะเลาะกันต่อก็ได้ ข้าจะไปหาม้านั่งตัวเล็กนั่งดูจนกว่าจะเคลียร์กันเสร็จ แล้วค่อยเริ่มทำงานก็ยังไม่สาย ข้าไม่รีบเลยสักนิด!’

ซู่ชิงนึกเสียดายในใจ—เมื่อครู่ซูหงซิ่วถึงเสื้อหลุดจนเผยให้เห็นชุดชั้นในแล้ว ส่วนหัวไหล่ของคุณนายหลิวก็ขาวผ่องไม่มีที่ติ อยู่ดีๆจะมาหยุดกันง่ายๆแบบนี้ได้ยังไงนะ

“เจ้าคือคุณหมอที่มาทำพิธีหรือ?”

“ข้านี่แหละ”

คุณนายหลิว ผู้มีไหล่อันเรียบเนียน แท้จริงชื่อหลี่เซียงอวิ๋น อายุราวสามสิบห้าถึงสามสิบหกปี แต่ด้วยพื้นเพที่ร่ำรวย และการดูแลตนเองอย่างดี ทำให้แทบไม่เห็นร่องรอยยับย่นบนใบหน้า กลับยิ่งมีเสน่ห์แบบหญิงสาวที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาแล้วอย่างเปี่ยมล้น

แม้ในขณะนี้เธอจะเหงื่อโชก ผมเผ้าหลุดรุ่ย แต่ท่วงท่าในการเดินกลับเต็มไปด้วยความสง่างามแบบกุลสตรีผู้ดี ราวกับเมื่อครู่ที่สบถคำหยาบและฉุดกระชากเสื้อผ้ากันอยู่นั้นเป็นคนละคนกัน

“ท่านหมอมาถึงเสียที ข้าเป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดา ให้เย็บปักถักร้อย เลี้ยงลูกดูแลสามีก็ยังพอทำได้ แต่เรื่องภายนอกทั้งหมดล้วนเป็นคุณท่านสามีจัดการมาตลอด ตอนนี้เขาจากข้าไปแล้ว หัวใจข้าก็เหมือนขาดอะไรไป ไม่มีแม้แต่ความคิดว่าจะทำสิ่งใดต่อไป…”

กล่าวถึงตรงนี้ หลี่เซียงอวิ๋นก็หยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตา พลางร่ำไห้อย่างน่าเวทนา

“ตอนนี้ก็ต้องฝากให้ท่านหมอช่วยเป็นที่พึ่ง ให้สามีผู้โชคร้ายของข้าได้ไปสู่สุคติอย่างสงบ…”

ซู่ชิงมองดูหญิงสาวตรงหน้า ที่แสดงท่าทีเวทนาอ่อนแออย่างน่าสงสาร ก็อดคิดในใจไม่ได้ว่า—หญิงคนนี้ช่างน่ากลัวเสียจริง! เมื่อครู่ยังดุดันปานเสือหวงเหยื่ออยู่หยก ๆ ไหงเดี๋ยวนี้กลายเป็นกระต่ายขาวแสนอ่อนโยนไปเสียแล้ว

แต่จะคิดยังไงก็ตาม งานก็คืองาน หน้าที่ก็ต้องทำ!

“คุณนาย โปรดทำใจให้สงบ ที่เหลือข้าจะจัดการให้เอง”

ระหว่างที่ทั้งสองพูดคุยกันนั้น หัวหน้าคนรับใช้ของตระกูลหลิวก็มาถามรายละเอียดเพิ่มเติม

พอรู้ว่าซู่ชิงเป็นใคร หัวหน้าคนใช้ชื่อ’ซ่งไฉ’ก็ขมวดคิ้วแน่น แม้จะไม่พูดอะไรออกมา แต่ก็เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยไว้ใจเท่าไรนัก

เด็กหนุ่มตรงหน้านี่หน้าตายังเกลี้ยงเกลาไร้หนวดเครา แบบนี้จะไว้ใจให้จัดงานศพใหญ่โตได้จริงหรือ?

ซู่ชิงไม่รู้หรอกว่าซ่งไฉกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ ไม่อย่างนั้นเช้านี้เขาคงไม่ยอมโกนขนศพที่ขึ้นบนหน้าออกแน่—อยากดูเหมือนผู้ใหญ่ให้สมบทบาทหน่อย จะได้ไม่ให้คนดูถูกจากแค่รูปลักษณ์ภายนอก!

เมื่อมาถึงศาลาบำเพ็ญกุศล ญาติพี่น้องและมิตรสหายของท่านหลิวหยวนไหลก็มากันครบแทบทั้งหมดแล้ว สำหรับคนที่ติดธุระมาไม่ได้ ก็ได้ส่งจดหมายและของขวัญมาเพื่อแสดงความไว้อาลัย

บุตรชายเพียงคนเดียวของท่านหลิวกับหลี่เซียงอวิ๋น—คุณชายหลิว ขณะนี้ก็กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าหีบศพเพื่อเฝ้าดูแลดวงวิญญาณของท่านหลิว

ด้านหน้าของคุณชายหลิว มีหีบศพไม้หนานมู่เนื้อดีที่เคลือบเงาด้วยน้ำมันจนเงาสวยงาม บังหน้าไว้ด้วยผ้าม่านสีขาว ซึ่งตรงกลางผ้าม่านมีอักษรตัวใหญ่ “奠” (เตี้ยน) ปรากฏอยู่

ตามธรรมเนียมว่าไว้ “ตายแล้วยังไม่ฝัง เรียกว่าเตี้ยน ตายแล้วฝังแล้ว จึงเรียกว่าจี”

เมื่อมาถึงหน้าหีบศพ ซู่ชิงก็วางกระเป๋าสะพายลง หยิบอุปกรณ์แต่งหน้าศพและจัดทรงผมออกมา กำลังจะลงมือประแป้งและหวีผมให้ท่านหลิวหยวนไหล ทว่าจู่ ๆหัวหน้าคนใช้’ซ่งไฉ’ก็เดินเข้ามาขวางไว้ทันที

“เจ้าทำเป็นจริงหรือเปล่า? เมื่อสองวันก่อนอาจารย์ของเจ้าน่ะ เขาแต่งศพไปแล้วไม่ใช่หรือ? จะมาทำอะไรซ้ำอีกเล่า?”

ซู่ชิงหันกลับไปมองซ่งไฉนิ่งๆ อย่างกับช่างติดแอร์ที่ถูกลูกค้าจับตามอง ก่อนจะเอ่ยประโยคเด็ดออกมาอย่างไม่รีบร้อนว่า

“เมื่อสองวันก่อนเจ้าก็ล้างหน้ามาแล้วนี่ วันนี้เลยไม่ต้องล้างอีกใช่ไหม? งั้นเอาแบบนี้ เจ้ามาทำเองไหมล่ะ?”

ซ่งไฉโดนถามย้อนเข้าให้ก็หน้าเจื่อน พูดไม่ออกจนต้องถอยออกไปและไม่กล้ายุ่งต่อ

เมื่อไล่คนที่ไม่เกี่ยวข้องออกไปหมดแล้ว ซู่ชิงก็สูดลมหายใจ ตั้งสติให้สงบ แล้วเปิด “คัมภีร์ตู้เหรินจิง” ที่อยู่ในหัวเขาก็ทีละบท

ท่านหลิวหยวนไหล หรือชื่อเดิม “หลิวฝูชุน” เดิมเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ดูแลศาลเจ้าหมู่บ้านเล็กๆในชนบท รายได้ก็มาจากเงินที่ผู้คนมาถวายเครื่องสักการะหรือบนบานศาลกล่าว ซึ่งก็พอมีพอกินประทังชีวิตไปวันๆเท่านั้น

จนกระทั่งวันหนึ่ง คุณหนูตระกูลหลี่ เจ้าของร้านขายผ้าผืนใหญ่ ขี่รถม้าแล่นผ่านศาลเจ้าเล็กๆ แห่งนั้น แล้วแวะจุดธูปถวายเทพเจ้าที่อยู่ภายใน

หลิวฝูชุนในฐานะเจ้าหน้าที่ดูแลศาลเจ้า เห็นคุณหนูคนนั้นครั้งแรกก็ถึงกับตกตะลึงในความงาม หลงใหลตั้งแต่เรียวขาไปจนถึงสะโพก รู้สึกว่าเรือนร่างของหญิงสาวผู้นี้ช่างตรงใจเขาทุกกระเบียดนิ้ว!

เขาอยากจะมีโอกาสสานสัมพันธ์กับคุณหนูตระกูลหลี่ แต่ติดตรงที่ตัวเองเป็นแค่คนยากไร้ ไร้ชื่อเสียง ไร้ทรัพย์สิน จะไปชนะใจหญิงสูงศักดิ์ได้อย่างไร?

แล้วจะทำอย่างไรดี?

หลิวฝูชุนนอนไม่หลับทั้งคืน ครุ่นคิดไปมา สุดท้ายก็ตัดสินใจละทิ้งวิถีแห่งเทพเจ้า หันหลังให้ศาลเจ้า แล้วมุ่งหน้าสู่โลกมนุษย์ด้วยความมุ่งมั่น

บางทีอาจเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขารับใช้เทพเจ้าด้วยความซื่อสัตย์ หลิวฝูชุนจึงโชคดีไม่น้อย เพราะทันทีที่เขาออกจากบ้านเกิด ก็เจอเข้ากับนักพรตพเนจรคนหนึ่ง

นักพรตคนนั้นเห็นแววในตัวเขาว่าเหมาะแก่การฝึกฝน จึงพูดหว่านล้อมไปต่างๆนานา ทั้งหลอกทั้งล่อ จนสามารถพาเขาไปฝึกตนอยู่บนเขาได้ในที่สุด

ในช่วงเริ่มต้น นักพรตได้สอนเขาอยู่สองวิชา หนึ่งคือ “วิชาบำรุงกายวิหควิญญาณ” และอีกหนึ่งคือ “วิชาดึงลมหายใจตามฤดูกาล”

หลิวฝูชุนฝึกวิชาอยู่สองเดือน แต่ก็ฝึกแบบใจลอย คิดถึงแต่เรียวขาและสะโพกของคุณหนูหลี่อยู่

พอเข้าฝึกเดือนที่สาม นักพรตพเนจรก็เรียกเขามาพบ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วกล่าวว่า "ดูท่าเราคงมีวาสนาต่อกันไม่ยืนยาวนัก เจ้ายังมีใจฝักใฝ่ในทางโลก ต่อให้มีบุญบารมีปกเกล้า ก็ยากจะฝืนชะตา"

แต่เพราะเห็นแก่ความเป็นศิษย์กับอาจารย์ นักพรตก็เลยถ่ายทอดวิชาหนึ่งให้แก่เขา เป็นวิชาที่สามารถนำไปสร้างชื่อเสียงและความร่ำรวยในโลกมนุษย์ได้—นามว่า “ศาสตร์ฮวงจุ้ยยุทธภพแบบบุ๋นและบู๊”

วิชานี้คือศิลปะแห่งการจัดวางฮวงจุ้ย โดยด้าน “บุ๋น” คือการใช้วัตถุมงคลเสริมดวง เสริมพลังงานให้กับบ้านเรือนและตัวบุคคล ส่วนด้าน “บู๊” คือการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศ การปรับสภาพภูมิทัศน์ เช่น การขุดลอกคลอง สร้างทางใหม่ เพื่อดึง “พลังจากกระแสน้ำ” จากทั่วสารทิศมาเพิ่มโชคลาภและดวงชะตาทั้งในบ้านคนเป็น (หยางจู) และบ้านคนตาย (อิมจู)

เมื่อหลิวฝูชุนได้รับเคล็ดวิชานี้แล้ว สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากลงเขาก็คือ ดัดแปลงเส้นทางน้ำทั้ง "บ่อน้ำวิญญาณ" และ "บ่อน้ำมนุษย์" จากเรือนของพวกเศรษฐีตระกูลใหญ่ในหมู่บ้าน ให้ไหลมาเข้าบ้านของตนเองแทน

พอเก็บเงินได้มากพอ เขาก็เริ่มเสริมวัตถุมงคลภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็น “สัตว์มงคลเสริมปัญญาและโชคลาภ”, “ปี่เซียะคู่เรียกทรัพย์” หรือ “สัตว์วาสนาเรียกเงินทอง”—อะไรที่ว่าดี เขาก็หามาหมด!

เพียงเวลาแค่สองปี หลังจากพลังฟ้าและโชคชะตาหลั่งไหลเข้าตัว หลิวฝูชุนก็สามารถสอบได้เป็นขุนนาง และก้าวขึ้นเป็นเจ้าเมืองของอำเภอหนึ่ง

แต่สิ่งที่เขาไม่รู้ก็คือ—ศาสตร์ฮวงจุ้ยและการจัดวางดวงชะตานั้น ให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับพื้นฐานของผู้ใช้ ทั้งในแง่ดวงชะตาโดยกำเนิด และบารมีทางจิตวิญญาณ หากผู้ใช้มีดวงอ่อน หรือบารมีต่ำ แม้จะสามารถแลกความร่ำรวยและเกียรติยศมาได้ในระยะสั้น แต่อีกไม่นานก็ต้องเผชิญกับผลลัพธ์ที่มิอาจคาดถึงได้ในภายภาคหน้า

และทันทีที่หลิวฝูชุนได้เป็นขุนนาง เขาก็รีบให้แม่สื่อไปสู่ขอคุณหนูร้านผ้าผู้งดงาม—หลี่เซียงอวิ๋น หญิงที่เขาตกหลุมรักตั้งแต่แรกเห็น—และแต่งเข้ามาเป็นภรรยาในบ้านได้สมความตั้งใจ

ในตอนนั้น หลิวฝูชุนกำลังอยู่ในช่วงชีวิตที่รุ่งโรจน์สุดขีด ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปตามใจปรารถนา หากจะบอกว่ามีอะไรที่ยังไม่สมบูรณ์ ก็เห็นจะเป็นเพียงเรื่องเดียว—คือเขายังไม่มีลูกชายหรือลูกสาวสืบสกุลเลยแม้แต่คนเดียว

แล้วจะทำอย่างไรดี? วิธีแรกที่หลิวฝูชุนคิดออกก็คือ การปรับฮวงจุ้ยใหม่ แต่แปลกนัก ไม่ว่าเขาจะปรับเปลี่ยนแผนผังบ้าน หรือดึงพลังจากทิศใดเข้ามา ท้องของหลี่เซียงอวิ๋นก็ยังไร้วี่แววที่จะโตขึ้น

หลิวฝูชุนเริ่มสงสัยหนักขึ้นทุกที จนถึงขั้นคิดว่าภรรยาของตนอาจมีโรคประจำตัวที่ทำให้ “ไม่สามารถมีบุตรได้”

เขาจึงพาหลี่เซียงอวิ๋นไปหาหมอและหมอดูทั่วทุกสารทิศ เขามีแม้กระทั่งความคิดที่จะมีเมียน้อย

ว่าไปก็ประหลาดนัก—ตั้งแต่วันที่หลิวฝูชุนเอ่ยปากเรื่องมีเมียน้อยได้ไม่นาน เพียงสองเดือนให้หลัง หลี่เซียงอวิ๋นก็ตั้งครรภ์ขึ้นมา

หลิวฝูชุนมิได้คิดอะไรมากนัก กลับเชื่อว่านี่คือฟ้าดินตอบรับความศรัทธาของตน จึงประทานลูกให้ในที่สุด!

วันเวลาผ่านไปเรื่อย ๆ คุณชายหลิวตัวน้อย เติบโตขึ้นภายใต้การตามใจอย่างสุดโต่งของทั้งพ่อและแม่ จนกลายเป็นคนเหลวไหล ไม่เอาการเอางาน วันๆเอาแต่เที่ยวหอนางโลม เล่นการพนัน หรือไม่ก็เที่ยวไปรังแกคนดีๆ

สุภาษิตมีว่า “เลี้ยงลูกไม่สั่งสอน ก็ไม่ต่างจากเลี้ยงลาหลงทาง เลี้ยงลูกสาวไม่อบรม ก็เหมือนเลี้ยงหมูไร้ค่า”

หลิวฝูชุนเห็นว่าปล่อยไปแบบนี้คงไม่ดีแน่ จึงเริ่มลงมืออบรมสั่งสอนลูกชายอย่างเข้มงวด และเพื่อจะได้มีเวลาสั่งสอนลูกมากขึ้น เขาจึงตัดสินใจลาออกจากตำแหน่งขุนนาง หันมาค้าขายอยู่แถบริมน้ำ กลายเป็นเศรษฐีท้องถิ่นเต็มตัว

ส่วนที่ปรึกษาคนสนิทซึ่งเคยร่วมกันลาออกในคราวเดียวกัน ก็พลิกบทบาทกลายมาเป็นหัวหน้าคนรับใช้ของตระกูลหลิวในภายหลัง

หลังจากนั้น หลิวฝูชุนก็หันมาโฟกัสกับการอบรมเลี้ยงดูลูกชายอย่างเต็มที่ แต่ทุกครั้งที่ลูกทำผิด ก่อนที่เขาจะทันได้ลงมือดุด่าหรือสั่งสอน ภรรยากับหัวหน้าคนใช้ก็จะรีบเข้ามาห้ามปรามเสียก่อน

เป็นเช่นนี้อยู่เรื่อยมา ผลที่ได้ก็คือลูกชายกลับยิ่งเกเรกว่าตอนที่เขายังเป็นขุนนางเสียอีก

แต่สุดท้าย หลิวฝูชุนก็ถอดใจว่า “แต่ละคนย่อมมีวาสนาเป็นของตนเอง” พอเหนื่อยใจมากเข้า เขาก็เลิกสนใจลูกชาย แล้วหันมาหาความสุขให้กับตนเองแทน

กลางวันก็เล่นหมากล้อม เลี้ยงนก เย็นค่ำก็ออกไปฟังดนตรีในหอนางโลมกับเหล่าพ่อค้าเพื่อนสนิท ชีวิตเรียกได้ว่าสุขสำราญดั่งเทพเซียน!

นานวันเข้า เขาถึงขั้นทุ่มเงินทองมากมายไปไถ่ตัว “ซูหงซิ่ว” หญิงงามชื่อดังแห่งหอคณิกา “ชุ่ยอวิ๋นโหลว” เข้ามาเป็นนางบำเรอในจวน

ถึงตอนนี้ หลิวฝูชุนก็ลืมคำเตือนของอาจารย์ไปเสียหมดแล้ว คิดเองเออเองว่าตนแม้จะหยุดฝึกบำเพ็ญแล้ว แต่โชคบุญที่ได้จากฮวงจุ้ยก็ยังมีมากพอ

ซู่ชิงชิงอ่านมาถึงตรงนี้ก็ยังไม่พบสิ่งผิดปกติอะไร ทั้งยังเริ่มเชื่อไปด้วยว่า “ศาสตร์ฮวงจุ้ยบุ๋นบู๊” ที่ว่านั้นคงไม่มีผลข้างเคียงอะไรจริง ๆ

แต่แล้ว! ชีวิตของท่านหลิวหยวนไหลกลับจบลงอย่างฉับพลัน—

วันหนึ่ง ท่านหลิวได้ยินมาว่าที่หินถังมีโรงอาบน้ำร้อนเปิดใหม่ พอดีกับอากาศช่วงนั้นหนาวเย็นยะเยือก เขาจึงพาภรรยา ลูกชาย และหัวหน้าคนใช้ผู้ซื่อสัตย์อย่างซ่งไฉ ไปแช่น้ำร้อนชำระร่างกายด้วยกัน

เมื่อมาถึงบ่อน้ำร้อน หลี่เซียงอวิ๋นเลือกห้องส่วนตัว โดยมีสาวใช้คอยดูแลขัดเนื้อถูตัวตามปกติ ส่วนท่านหลิวเองก็ตั้งใจใช้เวลาอยู่กับลูกชายและซ่งไฉ จึงเหมาบ่อใหญ่ไว้หนึ่งบ่อ คิดว่าโอกาสแบบนี้หาไม่ได้ง่ายๆ ถอดเสื้อผ้ากันให้หมด ลงแช่ในน้ำร้อนด้วยกัน ขัดหลังคุยเล่นให้สนิทสนมอบอุ่นขึ้นกว่าเดิม

ใครจะคิดล่ะว่า—ทันทีที่ซ่งไฉถอดเสื้อผ้าออก หลิวหยวนไหลกลับมีสีหน้าผิดปกติขึ้นมาอย่างรุนแรง!

หลิวหยวนไหลร้องลั่นแล้วพรวดขึ้นจากบ่อทันที ไม่สนมาดสุภาพบุรุษใดๆ พร้อมตะโกนว่า

“เจ้าซ่ง! เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงไปลอบคบชู้กับเมียข้า? แล้วให้ข้าเลี้ยงดูลูกชายเจ้าแทนมานานป่านนี้ ข้าจะถลกหนังเจ้าให้ตายคามือ!”

ซ่งไฉซึ่งเคยเป็นที่ปรึกษา ย่อมไม่ใช่คนโง่ พอได้ยินก็เข้าใจทันที—

เขามีปานรูปดอกท้ออยู่ตรงก้นแบบเดียวกับคุณชายหลิวเป๊ะ!

ในยุคนั้น “ลอบมีชู้” นับเป็นอาญาหลวงอย่างร้ายแรง ซ่งไฉเห็นหลิวหยวนไหลเดือดถึงขั้นเอาเรื่องแน่แล้ว จึงตัดสินใจ“ฆ่าปิดปาก”ไปเลย จะได้จบๆกันไป เขาตั้งใจจะกดท่านหลิวจมน้ำในบ่อน้ำร้อนให้ตายเสียที่นั่น!

แต่ว่า...คุณชายหลิวซึ่งอยู่ตรงนั้นด้วยก็เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเต็มตา จะปล่อยให้คนฆ่าพ่อแท้ ๆ ของตัวเองได้อย่างไร?

แต่ก่อนที่คุณชายหลิวจะได้เข้าไปขัดขวาง ซ่งไฉก็ร้องห้ามเสียงดังว่า

“เจ้าอย่าเข้ามา! ข้าต่างหากคือพ่อแท้ๆของเจ้า! ไม่เชื่อก็ลองดูปานรูปดอกท้อที่ก้นเราสองคนสิ—เหมือนกันเด๊ะ! ท่านหลิวน่ะไม่มีความสามารถจะมีลูกได้ เรื่องนี้แม่ของเจ้าก็รู้ดี!”

“วันนี้ถ้าไม่ฆ่าเขา พอเรื่องแตกขึ้นมา พวกเราคิดหรือว่าจะมีใครรอดไปได้?”

เมื่อได้ยินดังนั้น คุณชายหลิวก็หยุดชะงักทันที

“ไม่ใช่พ่อแท้ๆ งั้นก็ไม่เกี่ยวกับข้าแล้ว!”

สุดท้าย หลิวหยวนไหลก็ถูกซ่งไฉกดจมน้ำตายในบ่ออาบน้ำ

เมื่อทางการเข้ามาสอบสวนเรื่องการเสียชีวิต คุณชายหลิวกับซ่งไฉก็ให้การตรงกันอย่างน่าประหลาด—บอกว่าท่านหลิวถูก “เงาดำ” สังหารตาย!

ในศาลาบำเพ็ญกุศลของตระกูลหลิว ข้างหีบศพไม้หนานมู่ที่หนักอึ้ง ซู่ชิงที่เพิ่งกลืน “ระเบิดลูกโต” ของตระกูลหลิวลงไปได้หมาดๆ เขาต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าจะตั้งสติได้

ใครจะไปคิดว่าท่านหลิวผู้มีชีวิตราบรื่นรุ่งเรืองแทบทั้งชีวิต พอถึงวันสุดท้ายกลับต้องพบจุดจบเช่นนี้

หายนะครั้งนี้รุนแรงยิ่งกว่าฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ เสียอีก!

แต่อย่างไรก็โทษใครไม่ได้ เพราะตามคำโบราณว่าไว้ “ถึงจะเป็นขุนนางที่ซื่อตรงก็ยากจะเอาชนะเรื่องในเรือน” และ “แม้แต่เซียนก็ยังไม่อาจล้างคราบเคราะห์ในโลกมนุษย์”

หากหลิวฝูชุนยังคงตั้งมั่นฝึกตนตามนักพรตพเนจร ไม่หลงใหลหลุดเข้าไปในวังวนโลกีย์แห่งมนุษย์ ก็อาจไม่มีเรื่องราวเลวร้ายเหล่านี้เกิดขึ้นเลย…

ขณะนั้นเอง “คัมภีร์ตู้เหรินจิง” ได้เปิดเผยเรื่องราวชีวิตของหลิวหยวนไหลจนเสร็จสิ้น และให้คำประเมินศพเขาว่า: “ระดับสูงสุดในหมวดมนุษย์”

รางวัลที่ซู่ชิงได้รับคือ คัมภีร์ “ศาสตร์ฮวงจุ้ยบุ๋นบู๊” ฉบับระดับกลางในหมวดมนุษย์หนึ่งเล่ม และอีกหนึ่งคือ วิชา “ศาสตร์มองพลังปราณ” ระดับสูงสุดในหมวดมนุษย์อีกหนึ่งกระบวนท่า

เมื่อซุ่ชิงดูดซับความรู้จากคัมภีร์ฮวงจุ้ยเรียบร้อย จิตใจก็พลันกระจ่างขึ้นทันที

ศาสตร์ฮวงจุ้ยนั้น มีจุดประสงค์เพื่อปรับเปลี่ยนพลังงานที่ผิดเพี้ยน เพิ่มโชคลาภอย่างเหมาะสม—แต่หากทำเกินพอดี กลับอาจเกิดโทษมากกว่าคุณ

หากจะเปรียบ การปรับฮวงจุ้ยให้บ้านตัวเองสูงส่งเกินกว่าพระราชวัง ทั้งที่ชะตาตัวเองรับไม่ไหว—ผลที่ได้ก็อาจกลายเป็นภัยย้อนกลับมาทำลายตนเอง

หลิวฝูชุนจึงกลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของการใช้วิชาฮวงจุ้ยผิดทาง และต้องเผชิญกับแรงสะท้อนกลับที่รุนแรงอย่างที่สุด

เมื่อเทียบกันแล้ว “ศาสตร์มองพลังปราณ” ระดับสูงสุดในหมวดมนุษย์ แม้จะไม่สามารถมองเห็นเล่ห์เหลี่ยมของจิตใจมนุษย์ได้โดยตรง แต่กลับสามารถมองทะลุเห็นความวิปริตของปีศาจ อมนุษย์ และสิ่งเร้นลับได้ อีกทั้งยังมองเห็นความบริสุทธิ์หรือมัวหมองที่แฝงอยู่ในพลังฟ้าดินได้อย่างชัดเจน

ซู่ชิงขจัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากใจ แล้วเริ่มหมุนเวียนพลัง “ศาสตร์มองพลังปราณ” ภายในตนเอง หลับตาลงครึ่งหนึ่งเข้าสู่ภาวะนิ่งสงบ สายตาเหมือนมองแต่ไม่มอง จิตใจจดจ่อทั้งภายนอกและภายใน เชื่อมการเห็นให้เข้าถึงจิตใจโดยตรง

เพียงชั่วพริบตา เมื่อซู่ชิงลืมตาขึ้น เขาก็เห็นว่าในทุกพื้นที่ที่สายตามองไปถึง ล้วนเต็มไปด้วยไอหมอกหลากสีที่เลื่อนลอยขึ้นสู่ฟ้า เบาบาง ล่องลอย ราวกับหมอกควันแห่งจิตวิญญาณ

ห้าธาตุห้าสีก็ปรากฏอยู่ครบถ้วน—ทุกสีแสดงถึงพลังและธาตุเฉพาะของแต่ละบุคคล

เมื่อมองไปยังผู้คนภายในศาลา แต่ละคนล้วนมีไอหมอกสีแตกต่างกันปกคลุมอยู่เหนือศีรษะ บ้างหนา บ้างจาง บางคนสว่าง บางคนขุ่นมัว

โดยเฉพาะซูหงซิ่วกับหลี่เซียงอวิ๋น ไอหมอกของทั้งคู่แฝงไปด้วยหมอกสีที่มีนัยแฝงของความกำหนัดอย่างชัดเจน

ส่วนซ่งไฉ หัวหน้าคนใช้กลับมีหมอกไอสีเลือดจางๆ แผ่เหนือศีรษะ เป็นสัญญาณของ “ชี่สังหาร” ที่เกิดจากการฆ่าคนไม่นานมานี้!

(จบบท)

จบบทที่ EP.8 ระเบิดลงที่คฤหาสน์หลิว

คัดลอกลิงก์แล้ว