- หน้าแรก
- เกิดใหม่เป็นซอมบี้อมตะ
- EP.3 ช่างต้อนศพ
EP.3 ช่างต้อนศพ
EP.3 ช่างต้อนศพ
บทที่ 3 ช่างต้อนศพ
“คัมภีร์ซู่จิง มิได้มีสิ่งใดพิเศษ สิ่งที่กล่าวในนั้นล้วนเป็นเนื้อหาที่นักปราชญ์และนักศึกษาต้องศึกษาให้เชี่ยวชาญก่อนเข้าสอบระดับอำเภอ”
นักศึกษาผู้ลุ่มหลงในรัก ผู้เคยได้รับการปลดปล่อยด้วย “คัมภีร์ตู้เหรินจิง” ก็เคยเตรียมตัวเข้าสอบราชการ แต่โชคร้ายที่หลงเดินทางผิด ไม่เพียงแต่พลาดโอกาสในอนาคตที่สดใส ยังต้องเสียชีวิตไปอย่างน่าเสียดาย...
ซู่ชิงรวบรวมจิตใจให้สงบ เหล่าหลักธรรมและปรัชญาอันลึกซึ้งต่างหลังไหลพรั่งพรูแทรกซึมเข้าสู่ความคิดของเขา
เนื้อหาทั้งหมดของคัมภีร์แปรเปลี่ยนเป็นแสงจางๆ แทรกซึมเข้าสู่สมอง เขาก็ลืมตาขึ้นทันทีด้วยจิตใจที่เปล่งประกาย
ใครๆ ก็ว่า “เมื่อสมองเต็มไปด้วยบทกวีและตำรา ย่อมเผยรัศมีแห่งปัญญา” บัดนี้เมื่อเข้าใจในหลักธรรมแล้ว แม้รูปลักษณ์ภายนอกจะดูไม่เปลี่ยนแปลง แต่กลับแผ่รัศมีของบัณฑิตออกมาอย่างบอกไม่ถูก
ซู่ชิงรู้สึกประหลาดใจอย่างบอกไม่ถูก ถ้าหากวันหนึ่งเขาได้เข้าสอบราชการในเขตเมือง ก็คงจะสามารถสอบผ่านเป็น “บัณฑิต” ได้โดยง่าย แต่ต่อให้ไม่ไปสอบเพื่อให้ได้ตำแหน่งหรือชื่อเสียง เพียงแค่สามารถอ่านออกเขียนได้ ก็ถือว่าเป็นความสำเร็จสูงสุดของค่ำคืนนี้แล้ว
หลังจากเรียนรู้ข้อมูลจาก“คัมภีร์ซู่จิง”เสร็จแล้ว ซู่ชิงก็หยิบรางวัลอีกชิ้นขึ้นมา เป็นยาเม็ดสีฟ้า ชื่อยาว่า“ทงซินตาน”
ก่อนที่นักศึกษาผู้ลุ่มหลงในรักจะกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย ก็มีช่วงเวลาหนึ่งที่เขาเกิดปัญญารู้ เห็นตัวตนที่แท้จริงของซูหงซิ่ว แม้เขาจะไม่อยากยอมรับ แต่ก็ถือว่าเขาได้เข้าใจแก่นแท้ของมนุษย์แล้ว
เม็ดยานี้ทำให้หลุดพ้นจากความหลงผิดนับแต่นั้น เมื่อกลืนยาลงไป ซู่ชิงก็รู้สึกได้ทันทีว่าหูตาสดชื่นแจ่มใสขึ้น ความคิดที่เคยพร่ามัวด้วยความใคร่ก็กลายเป็นกระจ่างชัด
ขณะนั้นไก่ขันบอกเวลาตีห้า ท้องฟ้าก็เริ่มสางแล้ว จิตใจปลอดโปร่งของซู่ชิงพลันตื่นตัวขึ้น เขาเพิ่งรู้สึกตัวว่ามัวแต่หลงใหลกับการปลดปล่อยดวงวิญญาณของผู้คน จนลืมเวลาว่าล่วงเลยไปมากแล้ว
หากปล่อยให้แสงอรุณแรกสาดส่องเข้ามา แล้วผู้ดูแลโรงโม่แห่งนี้มาเห็นว่าซอมบี้กว่าครึ่งหนึ่งนอนตายกันระเกะระกะ คงจะต้องมีการตรวจสอบกันอย่างเข้มงวดแน่นอน และหากเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้น แม้เพียงเล็กน้อย คนที่เป็นต้นเหตุอย่างเขาคงไม่แคล้วโดนเล่นงานอย่างหนัก!
ซู่ชิงนำร่างของนักศึกษาผู้ลุ่มหลงในความรักกลับไปวางยังที่เดิม แล้วหันไปมองรอบด้าน เห็นว่าซากศพทุกตนที่เขาได้ปลดปล่อยนั้น ต่างพากันหลับตาพริ้ม ใบหน้าแย้มยิ้มอย่างแปลกประหลาด ราวกับได้ย้อนเวลากลับไปคิดถึงช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิตก่อนตาย
สายลมแผ่วพัดผ่าน ภาพตรงหน้าชวนให้เขาขนลุกอย่างไม่รู้ตัว ความเย็นยะเยือกแผ่ซ่านโดยไร้สาเหตุ ซู่ชิงก้มมองชุดที่เขาสวมใส่อยู่ มันเป็นชุดพนักงานส่งอาหาร ด้านในสีเหลือง ด้านนอกสีน้ำเงิน ตัดกันอย่างเห็นได้ชัดเจน แถมยังดูแตกต่างจากพวกซอมบี้แถวนี้แบบสุดขั้ว
คิดอยู่ครู่หนึ่ง ซู่ชิงก็ดึงชุดสีขาวของนักศึกษาผู้นั้นออกมาใส่แทน
หากเขาต้องการหนีออกจากที่นี่ เขาต้องเดินผ่านตรอกซอกซอยของย่านหลินเหอ แต่ทว่าเค้ายังแต่งตัวใส่ชุดประหลาดเช่นนี้อยู่ มันจะโดดเด่นจนสะดุดตาผู้คน
เมื่อเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้ว ซู่ชิงก็หันไปมองกำแพงรอบๆ เพื่อเตรียมจะวิ่งกระโดดข้ามกำแพงขึ้นไป แต่ทันใดนั้นก็พบว่า ฉาบอันเล็กๆที่เขาซ่อนไว้ในตัวก็กระทบกัน ดังขึ้นเปาะแปะๆไม่หยุด
“.......”
เขาฉีกเศษผ้ามามัดฉาบเหล่านั้นเอาไว้ให้แน่น แล้วกระโดดขึ้นไปเบาๆตรงที่เดิม ไม่น่าเชื่อเขาแทบไม่ได้ออกแรงกระโดดมากนัก แต่กลับกระโดดได้สูงถึงสามฉื่อ (ประมาณหนึ่งเมตร)
ตอนนี้ฉาบเหล่านั้นไม่ได้ส่งเสียงแล้ว แต่ประเด็นคือ... ทำไมกระโดดได้สูงขนาดนี้?
ซู่ชิงรู้สึกว่า ถ้าด้านหน้าเป็นแป้นบาส เขาเพียงใช้แรงนิดเดียวก็คงสามารถแตะถึงขอบแป้นบาสได้สบายๆ
ถ้าชาติก่อนเขามีร่างกายที่แข็งแรงได้แบบนี้ แล้วใครมันจะไปส่งอาหารกันล่ะ!
ซู่ชิงเริ่มมีความฮึกเหิมมากขึ้น เขามายืนที่ขอบกำแพงแล้วจ้องมองแนวบนกำแพงอย่างแน่วแน่ กล้ามเนื้อส้นเท้าสั่นกระตุกพร้อมทำงานแล้ว จากนั้นเขาดีดตัวพุ่งทะยานขึ้นสู่กำแพงสูงหนึ่งจั้ง (ประมาณ 3 เมตร) ได้อย่างง่ายดาย
ด้วยสายตาของซอมบี้ที่มองเห็นภาพในเวลากลางคืนได้ชัดเจนราวกับกลางวัน เขายืนอยู่ในจุดที่สูงพอจะมองเห็นโครงสร้างของโรงโม่ได้อย่างชัดเจนในความมืดมิด
แม้จะไม่ใช่ทั้งหมด แต่จากที่สายตาเขามองเห็น ก็มีทางเดินบนหลังคาที่เชื่อมต่อกันสองเส้นทาง มีลานกว้างๆสามแห่ง และแต่ละลานก็มีเหล่าซอมบี้กำลังทำงานอยู่อย่างขะมักเขม้น
“เจ้าของโรงโม่นี้มันชั่วช้าสิ้นดี ลากซอมบี้มากอบโกยเงินมากมายแบบนี้ ไม่กลัวเลยรึว่าวันหนึ่งบุญจะหมด แล้วจะโดนฟ้าผ่าลงมากลางวันแสกๆ!”
เสียงจากการทำงานของเหล่าซอมบี้ในโรงโม่ แม้จะไม่ได้ดังมากเท่าไหร่ แต่มันก็ดังพอที่จะกลบเสียงฝีเท้าเบาๆของซู่ชิงได้อยู่
ซู่ชิงค่อยๆ ปีนข้ามกำแพงอาคารไปอย่างเงียบเชียบหลายต่อหลายชั้น เลี่ยงตัวผ่านศาลา และอาคารที่พักตามข้างทาง ไม่นานนักก็ไปถึงกำแพงอาคารสุดท้ายที่อยู่ใกล้ถนนหลักมากที่สุด
ด้านนี้ของกำแพงคือโลกของซอมบี้ที่ต้องทำงานอย่างบ้าคลั่งไร้ค่าจ้าง ส่วนอีกด้านหนึ่งคือโลกของผู้คนที่ยังใช้ชีวิตเป็นมนุษย์ปกติ
“บางที ซอมบี้บางตัวก็ขังไม่อยู่หรอก” ซู่ชิงไม่ลังเลแม้แต่น้อย ตัดสินใจปีนกำแพงหนีออกไปทันที
สำหรับแผนการในอนาคต เขาก็เริ่มมีภาพคร่าวๆในหัวอยู่แล้ว
ซอมบี้ถึงแม้ว่าจะตายไปแล้วแต่ร่างกายไม่ได้เน่า ถือว่ามีความเป็น "อมตะ" ถ้าเขาหลบหนีออกไปได้ เขาก็จะต้องหาที่ซ่อนอย่างสุสานร้างหรือหลุมฝังศพ ตราบใดที่เขายังมี “คัมภีร์ตู้เหรินจิง”อยู่ในมือ เขาอาจจะสามารถแอบใช้ชีวิตไปได้อีกหลายร้อยปีจนกลายเป็น ‘เทพซอมบี้’ก็ได้ หรืออย่างน้อยๆก็กลายเป็น ‘ราชาซอมบี้’ ก็ยังดี
ด้วยความหวังในภายหน้า ซู่ชิงกระโดดลงจากกำแพงสูง สู่ตรอกมืดที่อยู่ด้านล่าง ที่นี่เป็นตรอกที่อยู่ติดกับโรงโม่ ที่ปลายทางของตรอกสามารถที่จะมองเห็นแสงไฟสะท้อนมาจากถนนใหญ่ของย่านหลินเหอได้ลางๆ ซึ่งดูเหมือนจะเป็นแสงที่มาจากร้านค้า
ในตอนแรก ซู่ชิงก้าวเดินอย่างระมัดระวัง แต่ยิ่งใกล้ถนนใหญ่ เขาก็เริ่มเร่งฝีเท้าขึ้นเรื่อยๆ ใช้เวลาไม่นาน ถนนใหญ่ของย่านหลินเหอก็อยู่ตรงหน้าเขาแล้ว
ขณะนั้นเอง ท้องฟ้ายังคงมืดครึ้ม หมอกชื้นหนาแน่นวนเวียนปกกคลุมอยู่ที่ปากตรอก
ทันใดนั้น ก็มีเงาหนึ่งปรากฏวูบขึ้นที่มุมตรอก เงานั้นเกือบจะชนกับซู่ชิงที่เพิ่งเดินมาถึงพอดี
“หลีกไป! หลบเร็วเข้า!” ชายผู้หนึ่งหอบหายใจอย่างเร่งรีบ
ซู่ชิงรีบก้าวถอยหลังไปสองก้าว จึงทำใกห้มองเห็นโฉมหน้าของอีกฝ่ายได้ชัด เป็นชายหนุ่มรูปร่างผอมสูง...ไม่สวมใส่อะไรเลยสักชิ้น!
ที่ด้านหลังของชายหนุ่ม ยังได้ยินเสียงคนตะโกนตามมาแว่วๆ— “คนร้ายอยู่ที่ไหน?”
“ท่านหัวหน้าครับ! ไอ้โจรโรคจิตหนีเข้าตรอกไปแล้ว!”
“หึ ถ้าข้าจำไม่ผิด ตรงนั้นน่าจะเป็นตรอกตัน”
“พวกเจ้าตามข้ามา!”
ที่ปากตรอก ซู่ชิงรีบหลบชายเปลือยปล่าล่อนจ้อนที่วิ่งลนลานผ่านมา แล้วชะโงกหน้าออกไปดูนอกตรอก ก็เห็นเจ้าหน้าที่หลายคนในชุดจับกุมกำลังไล่ล่ามาจากฝั่งซ้ายของถนน แม้แต่ฝั่งขวาก็มีทหารยามถือไม้กระบองและมีดดาบ กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาใกล้ปากตรอกเช่นกัน!
“ให้ตายเถอะโว้ย!”
ซู่ชิงสบถออกมาเสียงลอดไรฟันเมื่อเห็นสถานการณ์ตรงหน้า แล้วรีบหดตัวกลับเข้าไปในตรอกทันที ขณะนั้นเอง ชายเปลือยที่ถูกเจ้าหน้าที่ไล่ตามมา ก็กำลังเอื้อมมือปีนป่ายอย่างลนลาน พยายามที่จะปีนกำแพงหนีขึ้นไปอีกฝั่ง
เสียงฝีเท้าเร่งเดินอย่างสับสนบนถนนใหญ่ เร่งเร้ามาใกล้อย่างรวดเร็ว แสงไฟจากคบเพลิงเริ่มสว่างขึ้นตรงแถวๆปากตรอก
ยิ่งกลัวอะไรก็มักเจอสิ่งนั้น คำโบราณว่าไว้ไม่ผิดเลยจริงๆ
ซู่ชิงรู้ดีว่าหนทางที่จะหนีข้างหน้ามันไม่ง่ายดายอยู่แล้ว แต่ไม่คิดเลยว่าทันทีที่เพิ่งก้าวข้ามผ่านกำแพงออกมาก็ ต้องมาเจอกับเหตุการณ์อันวุ่นวายนี้
เขาไม่แม้แต่จะคิดหาทางแก้ไข แต่รีบหมุนตัวกลับหลังแล้ววิ่งหนีทันที เสียงตะโกนไล่ล่าดังขึ้นเป็นระลอกๆ
“หยุดเดี๋ยวนี้! จะหนีไปไหน!”
“เฮ้ย ทำไมมีสองคน? หรือจะเป็นพวกที่มาช่วยกันหลบหนี!”
ซู่ชิงไม่ตอบคำถามใดๆ เขารีบวิ่งกลับไปทางกำแพงที่เขาเพิ่งปีนผ่านมา ใช้แรงที่ขาอย่างเต็มที่ แล้วปีนกลับไปแบบเดียวกับตอนที่มา
บนยอดกำแพง ลูกธนูจากหน้าไม้กระหน่ำยิงขึ้นมา
ที่ใต้กำแพงไม่ไกล ชายหนุ่มร่างเปลือยเปล่ากลัวจนตัวสั่น หมดแรงที่จะหนีอีกต่อไป เขาทรุดตัวลงกับพื้น ยอมให้จับกุมโดยดี
“ท่านหัวหน้า มันหนีไปได้หนึ่งคนครับ”
“เขาโดนธนูของข้าเข้าไป คงหนีไปไหนได้ไม่ไกลหรอก... เดี๋ยวก่อน! นี่มันกลิ่นซากศพซอมบี้!”
หัวหน้ากลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ท่าทางดูเป็นผู้นำขมวดคิ้ว ดมกลิ่นนั้นอย่างละเอียดอีกครั้ง
“อย่าเพิ่งลงมือ! ถามมันก่อนว่าอีกคนคือใคร!”
ชายร่างเปลือยเปล่าที่โดนเจ้าหน้าที่เล่นงานจนเจ็บระบมไปทั้งตัวสะดุ้ง ร้องเสียงหลงว่า
“ข้าไม่รู้จักเขาเลย! พวกท่านไล่ตามขนาดนั้น ใครเห็นก็ต้องตกใจ เป็นใครก็หนีทั้งนั้นแหละ!”
“พูดจาเหลวไหล! คนไม่ได้ทำเรื่องอะไรผิด จะกลัวไปทำไมกัน ถ้าเขาเป็นคนดี จะปีนกำแพงหนีเข้าไปทำไม!” หัวหน้าชุดจับกุมสวนกลับทันที
พวกเจ้าหน้าที่ที่ถือคันธนู ก็กล่าวเสริมว่า “ชายคนนั้นมีกลิ่นซากศพติดตัว ไม่น่าจะใช่คนแน่ๆ”
“แม่ทัพจ้าว ท่านพอจะรู้หรือไม่ว่าหลังกำแพงสูงนั่นคือสถานที่ใด?”
ภายในโรงโม่ ซู่ชิงวิ่งผ่านทางเดินใต้หลังคา ก่อนจะกลับไปยังจุดที่เขาทำงาน เขาใช้แรงที่มีดึงลูกธนูที่ปักลึกเข้าไปใตนแขนราวๆหนึ่งนิ้วออกมา เลือดสีแดงคล้ำค่อยๆ ไหลออกมาจากบาดแผล เขาไม่รู้สึกเจ็บเท่าคนเป็น แต่ก็ไม่ใช่ว่าไร้ความรู้สึกไปเสียทีเดียว
เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่าความเจ็บจากแผลที่แขนมันชาตุ้บๆ ราวกับความเจ็บจากการฝังเข็ม
ขณะซู่ชิงเดินผ่านบริเวณที่ซอมบี้ทำงานอยู่ เขาก็โยนลูกธนูทิ้งลงไปในรางของลูกโม่หินอันใหญ่ ทันทีที่ลูกโม่บดหมุนผ่านลูกศรนั้น เสียง "เอี๊ยดอ๊าด เอี๊ยดอ๊าด" ก็ดังขึ้น พร้อมกับหัวของลูกธนูก็ถูกบดหักอย่างทันท่วงที
หลังจากนั้นเขาก็ปีนข้ามกำแพงอีกชั้น กลับมาที่ตำแหน่งที่ทำงานเดิมของตนเอง
ก่อนหน้านั้น เขายังไม่ลืมที่จะถอดเสื้อยาวที่สวมอยู่ คืนให้แก่นักศึกษาผู้ลุ่มหลงในรักเสียก่อน
ภายนอกโรงโม่ เสียงไก่ขันและสุนัขเห่าดังระงมไปทั่ว ซู่ชิงจัดว่าเป็นพลเมืองเถื่อนไม่มีแม้บัตรประชาชน มิหนำซ้ำตอนนี้ยังกลายเป็นซอมบี้อีก หากโดนทางการจับได้ คงไม่มีทางรอดง่ายๆ ตอนนี้เขาทำได้เพียงแสร้งทำตัวเนียนๆไป รอให้พ้นจากเรื่องวุ่นวายตรงหน้าไปก่อน แล้วค่อยหาทางอื่นภายหลัง
แต่ว่า…พวกซอมบี้ที่อยู่ตรงลานนั้นที่เขาทำพิธีปลดปล่อยไปหล่ะ จะทำอย่างไรดี ?
“นอนเร็ว ตื่นเช้า รักษาสุขภาพให้ดี—”
เสียงยามป่าวร้อง เดินยามเคาะไม้ดังแว่วเข้ามาในโรงโม่ของตระกูลฉู่เป็นการบอกเวลาตีห้า
‘จ้าวจงเหอ’ หัวหน้ามือปราบผู้ลาดตระเวนในเขตหลินเหอ กำลังเจรจาอยู่กับผู้ดูแลโรงโม่ของตระกูลฉู่
“ข้าได้ยินว่าพวกเจ้าที่นี่ใช้ซอมบี้มาทำงานแทนพวกลาพวกล่อจริงหรือไม่?”
ผู้ดูแลที่เพิ่งตื่นนอนดูจะอารมณ์ไม่ดีเท่าไรนัก แต่ก็ยังพยายามประคับประคองสติ ตอบกลับไปว่า
“ท่านเพิ่งมาประจำการที่นี่ คงยังไม่คุ้นกับเรื่องพวกนี้ วันหลังข้าจะขอเป็นเจ้าภาพ เชิญทั้งท่านและคณะไปเลี้ยงรับรองที่หอชุนเฟิง แล้วเราค่อยคุยเรื่องนี้กันอีกที”
จ้าวจงเหอฟังแล้วหัวเราะเบาๆ พลางปฏิเสธด้วยท่าทางเย็นชา
“ไม่ต้องหรอก ข้ามาเพื่องานราชการ ไม่ได้จะมาหามิตรสหาย”
“ไหนๆก็ไหนละ พูดกันตรงๆเลยละกัน เมื่อกี้ข้าเพิ่งยิงธนูใส่ชายคนหนึ่ง ข้าได้กลิ่นคาวเลือดติดตัวเขา กลิ่นมันดูคล้ายกลิ่นศพไม่มีผิด ชายคนนั้นพอถูกยิงก็วิ่งหนีกระโดดข้ามกำแพงเข้าไปในโรงโม่ของเจ้าทันที”
“ข้าเองก็ไม่ใส่ใจนักหรอกนะ ว่าพวกเจ้าจะใช้ซอมบี้ทำงานหรือไม่ แต่หากมีซอมบี้เที่ยวอาละวาดออกไปทำร้ายชาวบ้าน...” จ้าวจงเหอหยุดพูด สีหน้าก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที ความหมายไม่ต้องอธิบายให้มากความ
ผู้ดูแลโรงโม่ขมวดคิ้ว “เป็นไปไม่ได้! ซอมบี้พวกนี้ล้วน...”
เขาเหมือนนึกขึ้นได้ว่า พูดอะไรที่ไม่ควรพูดมาดเกินไป จึงรีบแก้ต่างไปว่า
“ท่านคงไม่รู้หรอกว่า ทุกๆปีเหมืองถ่านหินที่ภูเขาฟ่านจิงซานต้องใช้แรงงานเมากท่าไหร่? คนงานกว่าครึ่งหนึ่งที่ทำงานขุดถ่านล้วนแต่เป็นซอมบี้ที่ถูกส่งมาจากเมืองหลวงทั้งนั้น!”
“ถึงแม้ชาวบ้านจะไม่รู้เรื่องนี้ แต่ท่านผู้ว่าจะไม่รู้เชียวหรือ?”
“ส่วนเรื่องความปลอดภัยที่เอาซอมบี้มาใช้แรงงานนั้น ท่านไม่ต้องห่วงเลย เพราะข้ายังไม่เคยเจอกับเหตุการณ์ที่แปลกๆอะไร” ผู้คุมโรงโม่กล่าวสั้นๆกับจ้าวจงเหอ
จ้าวจงเหอก็ดูเหมือนว่าไม่ได้ตกใจอะไรกับเรื่องนี้ เพราะเขาพอจะรู้เรื่องซอมบี้นี้มานานแล้ว
ช่วงที่มีภัยพิบัติในสิบหกอำเภอของอิ๋งโจว ถึงกับมีข่าวว่าค่าจ้างแรงงานซอมบี้แพงกว่าค่าจ้างแรงงานคนเป็นๆเสียอีก !
ข้าวเพียงแค่หนึ่งถ้วยแลกได้กับแรงงานคนหนึ่งคน แต่สำหรับแรงงานซอมบี้ ต้องจ่ายมากถึงสิบตำลึง ก็เพราะเหตุนี้แหละ ที่ธุรกิจซากศพต้องทำกันอย่างลับๆ
จ้าวจงเหอเตือนหลายครั้ง จนผู้ดูแลโรงโม่รับปากว่าจะตรวจสอบความปลอดภัยของโรงโม่ให้ดี เขาจึงยอมจากไป
พอจ้าวจงเหอเดินไปแล้ว ลูกน้องของผู้ดูแลโรงโม่จึงถามว่า “ท่านจะไปตรวจสอบตามที่เขาสั่งจริงๆ หรือครับ?”
“ตรวจบ้าอะไร! ข้าไปงีบต่อดีกว่า คิดว่าตัวเองเป็นใคร ใหญ่มากนักหรือไง!”
ผู้ดูแลโรงโม่พูดไปก็หาวไป ขณะที่เขากำลังจะกลับไปนอน ทันใดนั้นก็มีคนงานวิ่งหน้าตาตื่นมา
“เกิดเรื่องแล้ว เกิดเรื่องแล้ว! นายท่านต้องรีบมาดู พวกซอมบี้ในลานหมายเลขสาม จู่ๆก็ล้มตายไปครึ่งหนึ่ง ข้ากับเจ้าเหลินก็ตรวจไม่พบอะไรผิดปกติเลย!”
ได้ยินดังนั้น ผู้ดูแลโรงโม่ก็สะดุ้งตื่นเต็มตา ลืมความง่วงที่มีไปหมด แล้วรีบตะโกนเสียงดัง
“พูดให้ชัด! พวกซอมบี้พวกนั้นจะล้มตายไปได้ยังไงกัน?”
ลูกน้องคนนั้นกลับไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่โบกไม้โบกมือเรียกให้มาดูเร็วๆ
ผู้ดูแลโรงโม่จึงรีบชี้มือไปที่หน้าประตู “เจ้านำทางไปเลย! ข้าจะไปดูให้เห็นกับตาตัวเองนี่แหละ!”
ที่ลานหมายเลขสาม
ผู้ดูแลโรงโม่มองซอมบี้ที่นอนอยู่ระเกะระกะ สีหน้าเขาดูแย่และเป็นกังวลสุดๆ เขาเปิดเสื้อซอมบี้ดู เห็นบนหน้าอกก็ยังมีอักขระสีแดงดูซับซ้อนถูกจารึกเอาไว้
“ยันต์ที่ร่ายไว้สำหรับควบคุมซอมบี้ยังอยู่ครบ แต่กลิ่นของความอาฆาตและพลังของซอมบี้กลับหายไปหมด หรือว่าจะมีพระหรือนักบวชมาปลดปล่อยวิญญาณ?”
แต่เมื่อลองมองไปรอบๆก็ยังคงเห็นซอมบี้ที่เหลือยังทำงานอยูตามปกติ ถ้าหากมีใครมาทำพิธีปลดปล่อยวิญญาณจริง ซอมบี้ตัวที่เหลือก็ต้องตายด้วยเหมือนกัน
“เจ้าเหลิน เจ้าไปที่ถนนทางใต้ที่อยู่ติดกับบ่อน้ำ เรียกช่างต้อนศพให้มาหาข้าด่วน!” ผู้ดูแลโรงโม่สั่งการลูกน้อง
ที่มุมนึงชองลานหมายเลขสาม มีซอมบี้ตัวหนึ่งกำลังหมุนลูกโม่หินบดอยู่อย่างเงียบๆ ไม่แสดงท่าทางพิรุธใดๆ เหมือนไม่ได้ยินการสนทนาที่เกิดขึ้นเมื่อครู่เลย
"ช่างต้อนศพ?" ซู่ชิงคิดในใจ ขณะยังคงหมุนลูกโม่หินบดอย่างเงียบๆ
ผู้ดูแลโรงโม่ยังไม่สังเกตเห็นความผิดปกติของเขา แต่สิ่งที่เรียกว่า “ช่างต้อนศพ” นี่แหละคือความไม่แน่นอนที่อาจเปิดโปงตัวตนของเขา
ตอนนี้เขาจะหนีก็ไม่ได้แล้ว ขอบฟ้าเริ่มสว่าง งานในโรงโม่เริ่มเปลี่ยนชุดทำงานเป็นซอมบี้กะกลางวัน ที่แย่ยิ่งไปกว่านั้นยังมีผู้คุมเดินตรวจซากศพี่นอนตายอย่างถี่ถ้วน
ทางเดียวที่จะรอด คือต้อง “นิ่งไว้ก่อน” แล้วค่อยหาทางหนีทีไล่
หมดเวลาของซอมบี้ที่ทำงานกะกลางคืนแล้ว พวกมันจะถูกปิดด้วยผ้ายันต์สีเหลือง เพื่อให้ร่างกายหยุดทำงานทันที
เมื่อถึงคิวของซู่ชิง เขาก็แกล้งทำตามน้ำไปอย่างเนียนๆ กลายเป็นซอมบี้ที่ไร้สติเหมือนตัวอื่นๆ
ประมาณครึ่งชั่วยามหลังจากนั้น ก็มีเสียงกระดิ่งดังแว่วมาจากด้านนอก
ซู่ชิงเหลือบตามองเล็กน้อย เห็นชายชราในชุดนักบวชสีน้ำเงินเข้ม เดินก้าวเข้ามาในลาน ที่เอวเขามีระฆังที่เอาไว้ควบคุมซอมบี้ห้อยอยู่สามอัน อันใหญ่หนึ่ง อันเล็กสอง มันสั่นไปมาเบาๆ
(จบบทนี้)