เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

EP.2 ขอทานนักปราชญ์

EP.2 ขอทานนักปราชญ์

EP.2 ขอทานนักปราชญ์


บทที่ 2 ขอทานนักปราชญ์

“คัมภีร์ตู้เหรินจิง” (คัมภีร์โปรดสัตว์, 度人经: สาธยายถึงมหาเทพทั้งสิบทิศ ปกป้องคุ้มครองเหล่ามนุษย์ และดวงวิญญาณ คุ้มครองให้สงบสันติเป็นสุขสู่ภพอันวิสุทธิ์ ได้ไปเกิดในภพภูมิอันดี) สามารถช่วยปลดปล่อยวิญญาณผู้ล่วงลับ พร้อมเผยให้เห็นเรื่องราวชีวิตของพวกเขาอย่างคร่าวๆ

เวลานี้ ภายในลานโรงโม่ที่ซู่ชิงอยู่ ยังมีซอมบี้อีกกว่าหลายสิบตัวกำลังทำงาน เขาประเมินดูจากเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแล้ว คิดว่าก่อนตายพวกมันคงเคยเป็นพวกใช้แรงงานแถวๆนี้

ในสายตาของซู่ชิง เรื่องราวในชีวิตของพวกมันก็เหมือนบันทึกในหน้าประวัติศาสตร์ที่มีชีวิต ช่วยให้เขาเข้าใจโลกใบนี้ได้อย่างถ่องแท้

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้มีข้อแม้อยู่หนึ่งเรื่อง — คือ    ต้องใช้แล้วได้ผลจริง

คิดอย่างเดียวไม่ได้ ต้องลงมือทำ! เมื่อความคิดผุดขึ้นมา ซู่ชิงก็ถลกแขนเสื้อขึ้น ค่อยๆเขย่งปลายเท้าย่องๆ เข้าไปใกล้ซอมบี้ตัวหนึ่งที่อยู่ใกล้ที่สุด

แม้ตอนนี้เขาเองก็กลายเป็นซอมบี้แล้ว แต่ก็ยังอดกลัวไม่ได้ กลัวว่าหากซอมบี้ตรงหน้าจู่ๆหันมากัดเขาเข้า — คงเจ็บใช่เล่น

ซู่ชิงค่อยๆเดินตามหลังซอมบี้ที่กำลังเข็นหินโม่อยู่ ใจเขาสับสนวุ่นวายพยายามต่อสู้กับความกลัวภายในใจ

“เอาวะ! ไหนๆก็ตายกันหมดแล้ว จะกลัวอะไรกันอีก!”

เมื่อตัดสินใจได้ เขาก็รวบรวมความกล้า เอื้อมมือไปวางบนไหล่ของซอมบี้ตัวนั้นทันที

ซอมบี้กลับไม่ขยับ ไม่สนใจ ยังคงเข็นหินโม่ตรงหน้าต่อไป

ซู่ชิงเห็นว่าไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ เขาก็ยิ่งมีความกล้ามากขึ้น รีบก้าวเท้าเร็วๆสองสามก้าวเดินวนมาข้างหน้า และแล้วเขาก็เห็นหน้าตาชัดๆของมันเสียที

มันเป็นซอมบี้ที่อยู่ในสภาพเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ใบหน้าสกปรกมอมแมม ถ้าดูจากการแต่งตัวแล้ว เหมือนว่าตอนมีชีวิตจะไม่ใช่คนดีอะไรนัก ราวคล้ายกับพวกคนจรขอทานข้างถนน

เมฆได้บดบังแสงจันทร์หมดแล้ว เหลือแต่เพียงแสงไฟสลัวๆ ทั่วทั้งลานโม่เงียบสงัด เว้นแต่เสียงหินโม่ที่ยังคงดังต่อเนื่อง ซู่ชิงเหลียวมองไปรอบๆอย่างเร็ว

เมื่อเห็นว่าไม่มีใครอยู่แถวนั้น เขาจึงถอยไปอยู่ข้างหลังซอมบี้ตัวนั้น เขาก้มตัวลงอย่างเร็ว จับขาทั้งสองของมันรวบไว้ แล้วใช้แรงที่มีอยู่ยกมันขึ้นทันที ราวกับกำลังถอนต้นหอมจากพื้นดินที่แห้งผาก!

ซอมบี้ขอทานล้มลงกับพื้นในทันที ซู่ชิงใช้จังหวะนั้นคร่อมตัวมันไว้ แต่มันก็ยังพยายามดิ้นจนแขนข้างหนึ่งหลุดออกมา แต่ว่าไอ้แขนที่หลุดออกมาได้นั้น ก็ยังพยายามจะเอื้อมไปจับคันหมุนของลูกโม่หิน ในใจมันคงคิดแต่เพียงอย่างเดียวว่า —จะต้องหมุนลูกโม่หินให้ทำงานให้ได้ ไม่มีความคิดอื่นใดเลย

กว่าจะควบคุมซอมบี้ตรงหน้าได้ เล่นเอาซู่ชิงเหนื่อยแทบขาดใจ แต่แล้วเขาก็ต้องเจอกับปัญหาสำคัญเข้าให้

“แล้วจะทำการโปรดวิญญาณยังไงดี?”

ชาติก่อนเขาไม่เคยศึกษาวิชาที่ว่าด้วยพุทธธรรมมาก่อน เขาไม่รู้เลยจริงๆ ว่าจะช่วยปลดปล่อยดวงวิญญาณได้อย่างไร!

“หนทางแห่งมนุษย์นั้นเลือนราง หนทางแห่งเซียนนั้นก็คลุมเครือ แต่หนทางแห่งภูตผี กลับชื่นบานยิ่งนัก เมื่อมนุษย์ให้ความสำคัญกับการเกิด เซียนให้ค่ากับการมีชีวิต ภูตผีให้ความสำคัญกับจุดจบ”

ข้อความนี้สะท้อนความแตกต่างของมุมมองต่อชีวิตและความตายในแต่ละภพภูมิได้อย่างลึกซึ้ง

เมื่อ “คัมภีร์ตู้เหรินจิง” เปิดตัวเองไปทีละหน้า ความทรงจำของผู้ตายก็ถูกเปิดออก ราวกับดอกฮิกันบานะที่ถูกแช่แข็งแล้วค่อยๆผลิบานทีละดอก

บนเส้นทางที่ทอดยาวสู่แดนยมโลก ใครๆก็ว่า *‘ศิลาสามภพ’สามารถเผยอดีตชาติทั้งสามของบุคคลได้ (ในทางวรรณคดี หมายถึง สวรรค์ มนุษยโลก และบาดาล) แม้ซู่ชิงจะไม่มีพลังเช่นนั้น แต่เวลานี้เขากลับได้เห็นอดีตชาติของผู้ตายด้วยตาตนเอง

ซอมบี้ตัวนี้ชื่อ "เฟิ่งชุนไหล" ตอนมีชีวิตอยู่เคยเป็นศิษย์ของสำนัก “ย่าวเหมิน” ซึ่งพูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ ขอทานเร่ร่อนที่ใช้ชีวิตด้วยการขอข้าวปลาอาหารจากผู้คน

ในบรรดาสำนักทั้งแปด “ย่าวเหมิน” ถือว่าเป็นศาสตร์ลึกซึ้งที่สุด ยึดหลัก “ทางแห่งความตกต่ำ” เป็นสำนักที่เรียนรู้ยากที่สุด

เฟิ่งชุนไหลเป็นคนมีปัญญาแตกฉาน แม้จะตกอับจนกลายเป็นขอทาน แต่เขาก็ขยันทำงาน และมีคติประจำตัวว่า “ความชำนาญเกิดจากความขยัน สูญสิ้นจากความเหลวไหล”  ในหมู่พวกขอทาน เฟิ่งชุนไหลมักจะเป็นคนที่ออกไปขอทานเป็นคนแรก และกลับมาเป็นคนสุดท้ายอยู่เสมอ

คนโบราณว่า “เหล้ายิ่งเก่ายิ่งกลมกล่อม คนยิ่งแก่ยิ่งเฉลียวฉลาด”

เฟิ่งชุนไหล ผู้ซึ่งทุ่มเททำงานในอาชีพขอทานมาหลายสิบปี ในคืนหนึ่ง เขาก็ได้บรรลุถึงแก่นแท้ของ “ย่าวเหมิน” อย่างถ่องแท้!

นั่นก็คือคำสัจธรรมที่ว่า: “การเลือกให้หรือขอ ควรรู้จักดูคน”

ประโยคนี้สะท้อนหลักคิดแห่ง “ย่าวเหมิน” ได้อย่างลึกซึ้ง—แม้จะอยู่ในวิถีแห่งขอทาน ก็ต้องมีจรรยาบรรณ และแยกแยะว่าใครควรขอ หรือใครไม่ควรเบียดเบียน

ในคืนส่งท้ายปีเก่าที่หิมะตกอย่างหนัก เฟิ่งชุนไหลดื่มเหล้าจนเมาไม่ได้สติ กำลังเต้นรำอยู่กลางถนนอย่างสนุกสนาน เบื้องหลังเป็นกำแพงสูงของบ้านตระกูลจ้าว สุนัขของตระกูลจ้าวก็ส่งเสียงเห่าหอนราวกับกำลังบรรเลงเสียงดนตรีประกอบให้เขา

เช้าตรู่วันเดียวกัน คนงานบ้านตระกูลจ้าวตื่นแต่เช้าออกมากวาดหิมะหน้าบ้าน

และเขาก็ได้พบ.....ศพของขอทานเฒ่า’เฟิ่งชุนไหล’

เขาจากไปโดยที่ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข

เฟิ่งชุนไหลไม่มีทั้งพ่อแม่ ลูกหลาน หรือญาติพี่น้องใดๆ ทางการจึงรับเป็นเจ้าภาพจัดการเก็บศพของเขาปทำพิธี แต่ลับหลังกลับโยนหน้าที่จัดการศพนี้ให้ “ช่างต้อนศพ” รับไปจัดการแทน

พวกเขาจะรับเงินจากญาติผู้เสียชีวิต แล้วพาศพของผู้ที่ตายต่างถิ่นกลับสู่บ้านเกิด พวกเขาเชื่อว่า “เมื่อใบไม้ร่วงโรยโปรดส่งกลับสู่ราก”  คือให้ผู้ล่วงลับได้กลับคืนถิ่นเกิดอย่างสงบ

แต่หากเป็นศพไร้ญาติ พวกเขาก็จะต้อนศพไปยัง ‘อี้จวง’ (义庄 — สถานที่เก็บศพชั่วคราวสำหรับผู้ตายไร้ญาติ) หรือพาไปพักไว้ที่พักที่กำหนดไว้เป็นการเฉพาะ

แต่ก็จะมีช่างต้อนศพบางคนไร้จรรยาบรรณ เอาศพไร้ญาติเหล่านั้นไปทำปลุกชีพให้เป็น “ซอมบี้” เพื่อขายเป็นแรงงานทาสต่ออย่างลับ ๆ

และช่างต้อนศพที่รับเอาศพของขอทานเฒ่าเฟิ่งชุนไหลไปก็เป็นพวกนี้นี่แหละ หลังจากทำพิธีปลุกชีพศพของขอทานเฒ่า ให้กลายเป็นซอมบี้เรียบร้อยแล้ว ก็จะนำมาขายให้โรงโม่ใช้เป็นแรงงานทาส

ด้วยความบังเอิญจริงๆ ช่างต้อนศพคนนี้ก็คือคนๆเดียวกับที่เคยเก็บศพของซู่ชิงไปทำพิธีปลุกชีพ แล้วขายต่อให้กับพวกโรงโม่!

“พวกมักง่าย หากินกับคนตายนี่มันเลวสุดๆ เลยจริงๆ!”

ซู่ชิงสบถในใจ เป็นเวลาเดียวกันกับที่เขาก็ได้เห็นเรื่องราวทั้งหมดในชีวิตของขอทานเฒ่าผ่าน “คัมภีร์ตู้เหรินจิง”

            “คัมภีร์ตู้เหรินจิง” ได้ใประเมินศพขอทานเฒ่าว่า ‘มนุษย์ระดับล่าง’

ส่วนซู่ชิงก็ได้รับรางวัล “การอุทิศส่วนกุศลให้ศพ” จาก“คัมภีร์ตู้เหรินจิง”——เป็นบทเพลงสองบท "ต้าเหลียนฮวาลั่ว" และ "ช่างฉู่ไหลเป่า" พร้อมกับฉาบอันเล็กๆที่ดูประณีตสวยงาม ที่ทำจากแผ่นไม้ไผ่เคลือบทองร้อยต่อกันเป็นชุด บทเพลงทั้งสองบทนี้มันดังก้องในหัวของซู่ชิง

ส่วนฉาบเล็กๆ นั้น —ซู่ชิงลองใช้เขี้ยวซอมบี้ของเขาที่คมเฉียบกัดดู มันเห็นเป็นรอยฟันชัดเจน

“ของแท้ทองคำแท้แน่นอน!”

แต่เขาก็แอบบ่นอยู่ในใจ “ทองคำบริสุทธิ์ขนาดนี้จะมีประโยชน์กับเรายังไง?”

เขารู้สึกเหมือนของที่ได้มามันก็มีค่า แต่ก็ไร้ประโยชน์กับตัวเขาเองในตอนนี้

“ถ้าเป็นตอนยังมีชีวิตอยู่นะ อย่างน้อยมันก็ช่วยจ่ายหนี้บ้านได้บ้าง...”

ขณะดึงสติกลับมา ซู่ชิงก็หันไปมองซอมบี้ขอทานเฒ่าที่นอนนิ่งอยู่ใต้หว่างขาของเขา มือที่ก่อนหน้านี้มันยื่นไปหมุนคันโยกลูกโม่หิน ตอนนี้มันกลับหยุดนิ่งเฉย ใบหน้าดูเปี่ยมสุข มีรอยยิ้มจางๆที่มุมปาก แถมดวงตาปิดสนิทด้วย

ซู่ชิงลุกขึ้น ขยับร่างศพเบาๆ ตัวเย็นเฉียบแข็งทื่อ ไม่มีปฏิกิริยาใดๆ

เขายังไม่เชื่อว่าซอมบี้จะไม่ขยับจริงๆ ลองจัดท่าศพให้นั่งหน้าลูกโม่หินอีกครั้ง จัดท่าให้มือจับที่คันโยกเหมือนเดิม

ก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ

ซู่ชิงเริ่มรู้สึกกังวลใจว่า “ถ้าพรุ่งนี้มีคนในโรงโม่มาเจอศพเข้า จะไม่กลายเป็นเรื่องใหญ่หรอกหรือ?”

แต่พอคิดอีกที เขาก็ถอนหายใจโล่งอก...

ขอทานเฒ่าไม่ยอมทำงาน แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเขาด้วยเล่า?

เดี๋ยวพอสะสางซอมบี้ในลานโม่แห่งนี้เสร็จ เขาก็จะรีบเก็บข้าวของหนีในคืนนี้ทันที ปล่อยให้โรงโม่แห่งนี้จมอยู่กับความวุ่นวายไปเถอะ!

คิดได้เช่นนั้น ซู่ชิงก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันที ถกแขนเสื้อมุ่งเดินหน้าไปยังซอมบี้ตัวถัดไป!

ซอมบี้ส่วนใหญ่ในโรงโม่แห่งนี้มักจะออกมาทำงานกันในตอนกลางคืน ส่วนตอนกลางวันจะมีเพียงซอมบี้ที่เป็นพวกช่างเท่านั้นที่จะมาทำความสะอาดรางลูกโม่หิน และเติมเมล็ดธัญพืชทั้งหลายลงในรางโม่ไว้เพื่อเตรียมให้ซอมบี้กะกลางคืนเข้ามาทำงานต่อ

ซอมบี้กะกลางคืน พวกมันทำงานไม่ต่างไปจากพวกลาและล่อ พวกมันทำงานกันโดยไม่มีตัวไหนบ่นเหนื่อยสักตัว ราวกับพวกมันป็นเครื่องจักรดีๆนี่เอง

ไม่นาน ซู่ชิงก็มาถึงอีกจุดหนึ่งที่เป็นรางโม่วงกลมขนาดใหญ่ เขาจัดการควบคุมซอมบี้ที่นั่นตามแบบเดิม แล้วเปิด“คัมภีร์ตู้เหรินจิง”อีกครั้ง

ซอมบี้ตัวนี้เป็นขอทานเช่นเดียวกับเฟิ่งชุนไหล แต่อายุน้อยกว่านัก

วันที่29 เดือน12 เขาอยู่ในบ้านร้างกับพวกขอทานอีกกลุ่มหนึ่ง ดื่มเหล้า แทะน่องไก่กินอย่างสบายใจ ใครจะคิดว่าอยู่ๆ ก็มีโจรสวมหน้ากากบุกเข้ามา ไล่ฆ่าเรียบจนไม่เหลือใคร

หลังจากได้เห็นชีวิตในอดีตของขอทานนั้น ซู่ชิงก็ได้รับรางวัล — “ชามเหล็ก” (สื่อถึงอาชีพมั่นคง) และ “ไม้ไล่หมา” 1 อัน

แต่ซู่ชิงก็นึกไม่ออกว่าทำไมขอทานหนุ่มถึงถูกหมายหัวขนาดนั้น

“โจรพวกนี้ไม่ไปปล้นบ้านเศรษฐี กลับบุกมาฆ่าขอทานเนี่ยนะ?”

เวลาล่วงเลยมาจนตีสาม ซู่ชิงโปรดวิญญาณไปแล้วเจ็ดถึงแปดตน ล้วนแต่เป็นขอทานจากในแถบเมืองทั้งหมด

เขาเหลือบมองที่เอวซึ่งตอนนี้เต็มไปด้วยฉาบเล็กๆ ที่ทำจากทอง เงิน เหล็ก เรียงรายสลับกันไป สุดท้ายเขาก็กลั้นหัวเราะไม่ไหว

“นี่มันอะไรเนี่ย! ไม่มีซักคนที่เป็นเศรษฐี ขุนนาง หรือแม้แต่โจรก็ไม่มีเลยหรือไง?”

เวลาล่วงเลยไปครึ่งค่อนคืน ซอมบี้ในลานยังเหลือกว่าครึ่ง ซู่ชิงตัดสินใจ

“ขอเลือกอีกแค่ไม่กี่ตัว ไม่ว่าได้รางวัลอะไร เขาก็จะต้องหยุดแล้ว!”

เขามองหาเป้าหมายใหม่ เลือกตัวที่ดูสะอาดสะอ้านหน่อย

คราวนี้แหละ เขาเจอกับแจ็คพอตเข้าให้แล้ว !

ซอมบี้ตัวนี้เมื่อยังมีชีวิต เป็นเพียงนักศึกษายากจนในตระกูลต่ำต้อย อาศัยอยู่คนเดียว แต่โชคดีที่ยังพอรู้หนังสืออยู่บ้าง เขาเปิดแผงเขียนจดหมาย รับงานวาดรูปพอประทังชีวิตไปได้

แต่น่าเสียดายที่ความสุขนั้นอยู่ได้ไม่นาน นักศึกษาหนุ่มผู้นี้กลับไปตกหลุมรักหญิงโสเภณีชื่อ “ซูหงซิ่ว”  หญิงผู้ซึ่งเติบโตมาในหอนางโลมตั้งแต่เด็ก ผ่านโลกมานับไม่ถ้วน นักศึกษาหนุ่มผู้อ่อนประสบการณ์เช่นเขาจะควบคุมเธอได้อย่างไร?

นางเจ้าเล่ห์นัก รู้จักหลอกใช้ผู้ชาย นางมักแกล้งป่วยขอเงินค่าหมอ ขอเงินซื้อเครื่องสำอาง แต่พอรู้ว่าหนุ่มนักศึกษาไม่เคยขัดใจเลยเวลาขอเงิน นางก็ไม่เสแสร้งแกล้งทำอีกแล้ว ขอกันไปตรงๆเลย

ถ้าเป็นคนปกติก็คงจะทนไม่ไหว แต่หนุ่มนักศึกษาคนนี้ไม่ธรรมดา!

นางขอเท่าไหร่ เขาก็สนองยื่นให้แต่โดยดี แล้วยังถามนางกลับอีกว่า

“พอไหม? ถ้าไม่พอเดี๋ยวจะหาเพิ่มให้”

ซูหงซิ่วเป็นดาวเด่นประจำหอนางโลม ปากก็เที่ยวพูดกับใครต่อใครว่า “ตัวเองขายแต่ศิลปะ ไม่ขายร่างกาย” แต่นักศึกษาหนุ่มกลับทำงานหาเงินมาทุ่มให้นางทุกวัน สุดท้ายแม้แต่ปลายเท้าของนางก็ยังไม่มีโอกาสได้ลิ้มลอง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังหน้ามืดตามัว หลงใหลนางไม่หยุด

แถวแผงหนังสือของนักศึกษาหนุ่มมีหมอดูคนหนึ่ง ทนเห็นสภาพของเขาไม่ไหว จึงปั้นตุ๊กตาดินเผาให้ —เอาไม้ไผ่ทำเป็นแกนตรงกลาง ด้านหนึ่งเป็นหมา อีกด้านเป็นกระต่าย พอหมุน หมาก็ไล่กระต่าย แต่หมุนไปชั่วชีวิต หมาก็ไม่มีวันไล่จับกระต่ายได้ทัน

เหมือนกับเขาที่ตามไม่ทัน “ซูหงซิ่ว”

หนุ่มนักศึกษาเห็นเช่นนั้นก็โมโห ด่าหมอดูว่า “เสือกไม่เข้าเรื่อง!”

ครึ่งปีต่อมา ซูหงซิ่วถูกเศรษฐีแก่คนหนึ่งซื้อไปเป็นเมียน้อย

เมื่อนักศึกษาหนุ่มได้ข่าว ก็รีบไปยังบ้านเศรษฐี หวังจะพานางหนี

เขาปีนกำแพงเข้าไปในบ้าน แต่ภาพที่เขาเห็นตรงหน้า กลับทำเขาใจแทบสลาย — ซูหงซิ่วกำลังอิงแอบกอดจูบกับเศรษฐีแก่ในสวนหลังบ้านอย่างไม่สนใจอะไรรอบตัวอีกแล้ว

เขายังคงปฏิเสธความจริงที่เห็นอยู่เบื้องหน้า พยายามปลอบใจตัวเองว่านางทำไปเพราะจำยอมกับสถานการณ์ที่ถูกบีบบังคับ

ครั้นเมื่อเศรษฐีขับรถออกจากบ้านไปในรุ่งเช้าของวันหนึ่ง เขาจึงปีนกำแพงบ้านเพื่อเข้าไปหานางอีกครั้ง พร้อมทั้งบอกกับนางว่า “เราหนีไปกันเถอะ ฉันจะไม่ให้ใครมารังแกเธออีก!”

ซูหงซิ่วสะบัดมือออกอย่างแรง “คุณทำฉันเจ็บนะ”

“แล้วจำไว้นะ... เราอย่าเจอกันอีกเลย ฉันกลัวว่านายท่านเข้าใจผิด”

สาวงามที่ใบหน้างดงาม แต่คำพูดที่ออกมาราวกับมีดกรีดลงกลางใจ

เขาฝืนยิ้ม แล้วยื่นเงินทั้งหมดที่เตรียมไว้เพื่อหนีไปด้วยกันให้นาง

ออกจากบ้านเศรษฐีมา เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเดินกลับมายังไง แค่รู้ว่าวันนั้นหนาวมาก... หนาวเหมือนตกลงไปในหลุมน้ำแข็ง

เขาเดินผ่านริมแม่น้ำ นึกถึงคำพูดหนึ่ง

“หญิงหอนางโลมไร้ใจ นักแสดงไร้คุณธรรม...แล้วเรานี่แหละ... ไอ้โง่!”

เวลาผ่านไปไม่นาน ในแม่น้ำที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ ก็มีร่างลอยตามกระแสน้ำอยู่หนึ่งร่าง —ถูกช่างต้อนศพลากศพขึ้นมาบนฝั่ง

“ความแค้นแรงกล้าแบบนี้นี่แหละ เหมาะที่จะเป็นซอมบี้ที่สุด!”

นี่คือเรื่องราวของหนุ่มนักศึกษาที่ลุ่มหลงในความรัก

“คัมภีร์ตู้เหรินจิง” ได้มอบรางวัลตอบแทนให้ซู่ชิงตามสมควรเช่นกัน เป็นหนังสือ *“คัมภีร์ซู่จิงระดับกลางในสายมนุษย์” หนึ่งเล่ม และยาเม็ด *“ ทงซินตัน” (通心丹) หนึ่งเม็ด

*คัมภีร์ซู่จิง (คัมภีร์จารึก :书经  : Classic of Documents เป็นหนึ่งใน "ห้าคัมภีร์" (五经) ของลัทธิขงจื๊อ เป็นของวิเศษที่เกี่ยวข้องกับการปกครอง ปัญญา หรือเวทมนตร์แห่งคำพูดและบันทึก)

ทงซินตาน; 通心丹 ตามชื่อแปลตรงตัวว่า “ยาเม็ดเปิดใจ” หรือ “ยาเชื่อมใจ” เป็นชื่อยาสมุนไพรหรือโอสถวิเศษที่มักปรากฏในวรรณกรรมหรือเรื่องเล่าแนวแฟนตาซีจีน แม้จะไม่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์การแพทย์จีน แต่ในบริบทของนิยายหรือเกม 通心丹 มักมีคุณสมบัติ เชื่อมจิตกับผู้อื่น เปิดทางให้รับรู้ความคิดหรือความรู้สึก

(จบบทนี้)

จบบทที่ EP.2 ขอทานนักปราชญ์

คัดลอกลิงก์แล้ว