เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

EP.4 เดินผ่านป่า ลัดเลาะสุสาน

EP.4 เดินผ่านป่า ลัดเลาะสุสาน

EP.4 เดินผ่านป่า ลัดเลาะสุสาน


บทที่ 4 เดินผ่านป่า ลัดเลาะสุสาน

โรงโม่ของตระกูลฉู่นอกจากจะมีพวกซอมบี้แล้ว ยังมีคนงานที่มีชีวิตจำนวนไม่น้อยที่ทำหน้าที่ทั่วๆไป เช่น ดูแลความสะอาด ยกของ ส่งของ คนเหล่านี้ล้วนเป็นพวกญาติของตระกูลฉู่ที่อยู่ในเมืองหลินเหอ ส่วนคนที่ไม่ใช่คนในตระกูลก็ล้วนแต่มีความผูกพันแน่นแฟ้นกับตระกูลฉู่ มีความจงรักภักดีกับตระกูลฉู่เป็นอย่างมาก

เมื่อมาถึงลานหมายเลขสาม พอได้เห็นร่างศพที่ถูกจัดวางเรียงอย่างเป็นระเบียบ ‘หลิวโย่วเต๋า’ ผู้ที่สวมชุดต้าวผาวเนื้อผ้าแพรสีน้ำเงินเข้มก็ขมวดคิ้วทันที

"ในที่สุดก็เชิญท่านหลิวมาจนได้!" ผู้ดูแลโรงโม่เดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม

หลังจากพูดคุยกันสักพัก ผู้ดูแลโรงโม่ก็เข้าประเด็นทันที

"ซอมบี้พวกนี้เป็นพวกใหม่ที่ได้รับมาจากท่าน ตอนนี้กลับเกิดปัญหาโดยไม่มีสาเหตุ ขอท่านช่วยให้คำอธิบายด้วย"

“ตระกูลฉู่ของเราหาได้มีเจตนาจะกลั่นแกล้งท่าน เพียงแต่ว่ากิจการเล็กๆเช่นเรา ก็ไม่อาจแบกรับความเสียหายได้มากมายนัก หากเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมาจริงๆ”

หลิวโย่วเต๋า อายุราวห้าสิบปี รูปร่างสูงแต่ผอมบาง ดวงตาขุ่นมัวแฝงไว้ด้วยความเจ้าเล่ห์แบบจิ้งจอกเฒ่า เขากวาดตามองพวกศพในลานหมายเลขสามโดยไม่เอ่ยคำใด ก่อนจะปลดกระดิ่งควบคุมซอมบี้ที่ห้อยไว้ที่เอว แล้วเริ่มเขย่ากระดิ่งพร้อมร่ายคาถา

“นกกระจอกเฒ่าแปรเปลี่ยนเป็นหอย ทรงอำนาจควบคุมศพทั้งเก้า ร่างที่หลบซ่อนอยู่ใต้ธุลี จงตอบรับคำสั่งข้า จงเผยร่างอย่างฉับไว และแสดงฤทธานุภาพให้ปรากฏ!” หลิวโย่วเต๋าเริ่มต้นสั่นกระดิ่งสะกดวิญญาณขนาดใหญ่ พร้อมกับท่องคาถาเรียกผี

"ลุกขึ้น!"

เสียงกระดิ่งเขย่าอย่างสม่ำเสมอ และเมื่อหลิวโย่วเต๋าออกคำสั่ง กระดิ่งก็หยุดลงอย่างกะทันหัน

ในลานเงียบสนิทจนได้ยินเสียงเข็มตก ศพเหล่านั้นยังคงนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น ไร้ปฏิกิริยาใด ๆ

หลิวโย่วเต๋าเริ่มมีสีหน้าที่เปลี่ยนไป เขาพูดด้วยเสียงแหบพร่าราวกับมีทรายเในลำคอว่า "มีคนทำลายคาถาของข้า นี่ไม่ใช่ความผิดของข้า แต่เป็นเพราะพวกเจ้าต่างหากที่ดูแลไม่ดีเอง"

เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าผู้ดูแลตระกูลฉู่ก็เปลี่ยนไปทันที

หลิวโย่วเต๋าอ้างว่าซอมบี้พวกนี้มาจากเมืองเซียงหยาง ที่มาที่ไปของแซมบี้แต่ละตัวก็ไม่แน่ชัด สาเหตุที่ผู้ดูแลโรงโม่ตัดสินใจซื้อซอมบี้มาจากหลิวโย่วเต๋า ก็เพราะเขาขายซอมบี้ในราคาที่ถูกกว่าพ่อค้าคนอื่นๆ

ผู้ดูแลโรงโม่คิดแต่เพียงว่าการซื้อขายซอมบี้กับหลิวโย่วเต๋าโดยตรง โดยไม่ผ่านนายหน้าย่อมดีกว่า จะได้ไม่ต้องเสียเงินส่วนต่างให้พวกนายหน้าค้าซอมบี้ แต่เขาไม่คิดว่าซอมบี้พวกนี้จะมีปัญหาในเวลาอันสั้นถึงเพียงนี้ อีกทั้งคำพูดของอีกฝ่ายยังเหมือนจะปัดความรับผิดชอบอย่างชัดเจน

ตระกูลฉู่ทำธุรกิจในเขตหลินเหอมานาน ยังไม่เคยเจอเรื่องแบบนี้มาก่อน ผู้ดูแลโรงโม่เริ่มที่จะไม่พอใจ กล่าวเสียงดังขึ้นว่า:

"ซอมบี้ที่มีปัญหาพวกนี้มาจากท่าน ส่วนซอมบี้จากลานอื่นก็ไม่เห็นมีปัญหาใด ก่อนที่เราจะมาทำธุรกิจกับท่าน โรงโม่ของเราก็ไม่เคยเกิดเรื่องแบบนี้มาก่อนเลยนะ!"

"ท่านหลิว ท่านอย่าคิดว่าเราจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปง่าย ๆ!"

สิ้นเสียงก็มีลูกน้องของผู้ดูแลโรงโม่ราวสิบกว่าคนบุกเข้าลานหมายเลขสามทันที ท่าทีดูเหมือนพร้อมจะเปิดศึกได้ทุกเมื่อ!

หลิวโย่วเต๋าค่อยๆ ยืดตัวขึ้น เขามองไปรอบๆ ก่อนจะหลุบตามองต่ำในที่สุด

“ข้าเริ่มควบคุมพวกซอมบี้ตั้งแต่อายุสิบสอง ปีศาจ วิญญาณ งานขาวงานดำข้าไปมาหมด มีเรื่องไหนอีกรึ ที่ข้าจะไม่รู้?”

หลิวโย่วเต๋าพึมพำกับตัวเองพลางเดินช้าๆไปยังซอมบี้ตัวแข็งที่นอนเหยียดอยู่ตรงหน้า เขามองไปยังสัญลักษณ์ที่ใต้เสื้อ ที่ถูกผู้ดูแลโรงโม่เปิดดูก่อนหน้านี้

บริเวณอกของซอมบี้มียันต์อักขระสีแดงสด ตรงกลางเขียนว่า “บัญชาด้วยอำนาจแห่งสุริยันจันทรา ขนนกศักดิ์สิทธิ์จงนำทาง” ใต้อักขระมีรอยสลักเป็นลวดลายเส้นที่ดูซับซ้อน

หลิวโย่วเต๋าจัดเสื้อผ้าศพให้เรียบร้อย ก่อนจะลุกขึ้นยืน หันกลับมามองผู้คนตรงหน้า

“แต่ที่ท่านผู้ดูแลพูดก็มีเหตุผล คนเราย่อมมีพลาดกันได้ ม้ายังมีสะดุด ครั้งนี้อาจเป็นข้าเองที่พลาดก็เป็นได้”

เขาถอนหายใจแล้วกล่าวต่อ:

“ซอมบี้พวกนี้มีปัญหา ก็เพราะข้าเองที่ฝีมือไม่ถึงขั้น เรื่องนี้ข้ายอมรับ”

ผู้ดูแลโรงโม่ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย ยิ้มพลางพูดว่า:

“แม้การค้าขายจะไม่ลงตัว แต่มิตรภาพของเราต้องคงอยู่ ตระกูลฉู่เราทำธุรกิจมานาน ผูกสัมพันธ์กับคนในเมืองต่างๆไว้ไม่น้อย แม้พวกซอมบี้พวกนี้จะมีปัญหา เราก็ไม่ถึงกับจะเอาเรื่องท่านหลิวเลย”

“สำหรับซอมบี้ที่มีปัญหาพวกนี้ ท่านคืนเงินบางส่วนมาก็แล้วกัน ส่วนพวกที่ไม่มีปัญหา ข้าจะเก็บมันไว้ใช้งานต่อไป”

หลิวโย่วเต๋าโบกมือ พูดเสียงเรียบๆว่า:

“ข้าไม่กล้าปล่อยพวกที่เหลือนี้เอาไว้หรอก มันจะกระทบกับธุรกิจของพวกเจ้า นั่นถือเป็นบาปใหญ่ยิ่งนัก”

ผู้ดูแลโรงโม่กลับหัวเราะรับเหมือนไม่เข้าใจนัยแฝงของหลิวโย่วเต๋า และก็ยอมตามนั้นจริงๆ ส่วนเรื่องจะบาดหมางกับหลิวโย่วเต๋าหรือไม่… ผู้ดูแลโรงโม่ก็ไม่เคยเกรงกลัวใครเลย!

ว่ากันว่าในแวดวงวิชาอาคมสายมืด ตระกูลฉู่ในหลินเหอคือมือหนึ่งของแท้ แต่ถึงกระนั้นในแวดวงนี้ ก็ยังมีการแบ่งระดับความเก่งกล้าอยู่ อย่างช่างต้อนศพ ทำพิธีศพ หรือช่างเย็บศพพวกนี้  ในสายตาของเขาแล้วก็เป็นพวกไม่มีชั้นเชิง!

ด้านซู่ชิงที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มซอมบี้ มองดูความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในลานหมายเลขสาม ก็ไม่กล้าขยับให้มีพิรุธแม้แต่น้อย ตอนนี้เขายังสามารถควบคุมร่างกายได้อยู่

เมื่อการเจรจาระหว่างผู้ดูแลโรงโม่กับหลิวโย่วเต๋าสิ้นสุดลง พวกซอมบี้ในลานสามก็กลับเข้าสู่ความดูแลของช่างต้อนศพอีกครั้ง

ผู้ดูแลโรงโม่เรียกให้คนเอารถล้อลากมาขนซอมบี้พวกนี้ออกจากลานหมายเลขสามทั้งหมด ทั้งที่ตายกลายเป็นซากศพ และทั้งที่ยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็ให้เอากระสอบป่านคลุมทับร่างเอาไว้

ซู่ชิงนอนอยู่กลางกองซอมบี้เหล่านั้น  เขาไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรดี

เมื่อเสียงล้อรถลากเริ่มดังเอี๊ยดอ๊าด เขาก็แอบมองลอดรูกระสอบป่านออกไปด้านนอก เส้นทางถนนสายหินสีน้ำเงินเริ่มมีผู้คนสัญจรไปมา พ่อค้าแม่ค้าผู้ตื่นเช้ากว่าพระก็เริ่มส่งเสียงเรียกขายของกันวุ่นวาย ทำให้ถนนที่เงียบสงบตลอดทั้งคืนกลับมาคึกคักขึ้นทันตา

กลิ่นหอมของซาลาเปาหมั่นโถวโชยมาแต่ไกล น้ำเต้าหู้ร้อนๆ ส่งกลิ่นหอมถั่วฟุ้งไปทั่วทั้งถนน แม่ค้าขายน้ำเต้าหู้ใช้ทัพพีไม้เก่าๆตักน้ำเต้าหู้ที่มีสีขาวนวลใส่ลงในชามกระเบื้องอย่างงดงาม

ซู่ชิงแอบมองบรรยากาศภายนอกผ่านช่องเล็กๆของกระสอบป่าน บางทีวัตถุดิบที่กลายเป็นน้ำเต้าหู้ที่เขาเห็นอยู่นั้น อาจจะมาจากการโม่แป้งของเขาเมื่อสองวันก่อน หรือแป้งที่ใช้ทำซาลาเปาหมั่นโถวเหล่านั้น ก็อาจมีส่วนมาจากการใช้แรงงานของเขา

รถลากพวกซอมบี้แล่นผ่านถนนที่อบอวลด้วยกลิ่นอายแห่งชีวิตยามเช้า แต่ว่าหลิวโย่วเต๋าที่เดินตามรถลากมา กลับไม่รู้สึกถึงความคึกคักนั้นเลย สำหรับเขาแล้ว ทั้งหมดคือเสียงรบกวน

"คนตายยังดูเงียบสงบกว่าเยอะ"

เมื่อนึกถึงเหตุการณ์เมื่อเช้าที่โรงโม่ มันสร้างความอัดอั้นในใจของเขามาก แม้เขาจะไม่ใช่บุคคลโด่งดังในวงการศาสตร์มืดมนต์ดำ แต่ตลอดหลายปีที่ทำงานควบคุมซอมบี้จากเมืองเซียงหยาง ไม่เคยมีใครที่ไม่ให้เกียรติเขาแบบนี้เลย?

ใครจะคิดว่าการที่เพิ่งจะมาเหยียบเมืองหลินเหอจะถูกพวกเจ้าถิ่นกดหัวเสียแล้ว!

ถึงแม้คนอื่นจะไม่รู้ แต่เขารู้ดีว่าซอมบี้ที่เขาร่ายคาถาสะกดวิญญาณมานั้น ต่อให้ใช้งานไปสามปีห้าปี หรือถึงสิบปียี่สิบปี ถ้าดูแลดีๆก็ไม่มีทางเกิดปัญหาแบบนี้แน่นอน

ชัดเจนว่าตระกูลโรงโม่นี้กำลังรังแกคนนอกอย่างเขา!

“เชอะ—แหวะ!”

หลิวโย่วเต๋าถ่มน้ำลายอย่างแรง แสดงถึงความไม่พอใจกับการค้าของเมืองหลินเหอ

ที่หน้าร้านขายซาลาเปา ‘จ้าวจงเหอ’หัวหน้าชุดลาดตระเวน ที่เมื่อคืนตามล่าชายหนุ่มเปลือยกาย กำลังกินอาหารเช้าอยู่ ด้านหลังเขามีเจ้าหน้าที่ติดตามมาหลายคน กำลังคุยกันเรื่อยเปื่อย เมื่อรถม้าบรรทุกศพแล่นผ่าน จ้าวจงเหอมองแวบหนึ่ง แล้วก็หันกลับมากินซาลาเปาต่อ

ที่ด้านหลังรถลาก หลิวโย่วเต๋าเริ่มขยับริมฝีปากอย่างเงียบๆ ชุดต้าวผาวแขนกว้างของเขากระเพื่อมเล็กน้อย

นี่คือการร่ายคาถา “หมาสิ้นเสียง”  ใช้ร่วมกับผงสมุนไพรเพื่อกลบกลิ่นศพ กลบกลิ่นคาวเลือดไม่ให้คนรอบข้างได้กลิ่น พร้อมกับความคุมศพให้ไม่เคลื่อนไหว ราวกับเป็นรูปสลักหิน

หลังจากที่รถลากแล่นผ่านถนนที่แสนจะคึกคักไปหลายสาย หลิวโย่วเต๋าก็ตามรถม้ามาหยุดที่ร้านแห่งหนึ่งในย่านจางเจียเจี้ย

นี่คือร้านที่หลิวโย่วเต๋านำเงินเก็บที่มีมาซื้อเอาไว้ เพราะเห็นว่าทำเลมันดี แต่เดิมมันเป็นร้านขายโลงศพ เขาตั้งใจจะใช้ทำกิจการเล็กๆเลี้ยงชีพในยามแก่เฒ่า

แต่ธุรกิจยังไม่ทันเริ่ม ก็เจอเรื่องให้รำคาญใจแบบวันนี้เสียก่อน

เมื่อขนซากซอมบี้ลงจากรถลากเรียบร้อย คนลากรถม้าก็หันหัวม้ากลับ แล้วลากรถเปล่ากลับไปที่โรงโม่โดยไม่มีคำพูดกล่าวลาใดๆ

“ซวยจริง!”

หลิวโย่วเต๋าปิดประตูร้าน มองไปยังกองซอมบี้ตรงหน้าที่คลุมด้วยกระสอบป่าน แล้วก็อดสบถออกมาไม่ได้

“เทียบกันแล้ว คนที่เซียงหยางยังซื่อสัตย์และจริงใจ ไม่เหมือนคนหลินเหอที่แสนจะเจ้าเล่ห์!”

ภายใต้กระสอบป่าน ซู่ชิงไม่เห็นว่าหลิวโย่วเต๋ากำลังทำอะไรอยู่ ได้ยินเพียงเสียงถ่มน้ำลาย และเสียงเคาะโต๊ะไม้ให้ส่งเสียงเป็นจังหวะ

ซู่ชิงไม่กล้าหายใจแรง เพราะซอมบี้เมื่อเจอกับช่างต้อนศพก็ไม่ต่างอะไรกับหนูที่เจอแมว และหลิวโย่วเต๋านี่ก็เหมือนแมวเฒ่าผู้มีอำนาจน่าเกรงขาม หากถูกจับได้ขึ้นมา เขาแทบไม่อยากจะคิดถึงผลที่จะตามมาเลย!

ซู่ชิงไม่เคยรู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้าขนาดนี้มาก่อน จนกระทั่งยามพลบค่ำ จู่ๆกระสอบป่านที่คลุมตัวเขาอยู่ก็ถูกมือเหี่ยวแห้งเปิดออก! ละอองฝุ่นบางเบาลอยคละคลุ้ง    ซู่ชิงรู้สึกเหมือนสายธนูที่ดีดกลับในเสี้ยววินาที ความรู้สึกมันตึงเครียดขึ้นมาทันที

“ตะวันตกดินแล้ว พวกพ้องทั้งหลาย กินให้อิ่มไว้จะได้มีแรงทำงานกัน” เสียงหลิวโย่วเต๋าฟังดูนุ่มนวลเป็นพิเศษ ฟังดูเหมือนพูดกับเพื่อนเก่าที่คุ้นเคย

เหล่าซากซอมบี้รอบข้างซู่ชิงที่เขายังไม่ได้ทำพิธีปลดปล่อยวิญญาณให้เริ่มขยับตัว ลุกขึ้นนั่งอย่างเชื่องช้า จมูกเริ่มขยับสูดกลิ่น เขารีบทำตาม ลุกขึ้นอย่างช้าๆ พอเห็นหลิวโย่วเต๋าถือธูปสีเหลืองกำใหญ่ เต็มไปด้วยควันขาวพวยพุ่งออกมาเหมือนการพ่นลมหายใจออกในฤดูหนาว กลิ่นนั้นหอมแปลกประหลาดเหลือเกิน ราวกับจะเป็นการดึงวิญญาณให้ออกจากร่าง

ในร้านตอนนี้มีซอมบี้เคลื่อนไหวอยู่ทั้งหมดเจ็ดตัว หลิวโย่วเต๋าให้พวกมันดมกลิ่นธูปไปทีละตัวจากขวาไปซ้าย

ซู่ชิงแอบชำเลืองมอง เขาเห็นชัดว่าศพที่ได้สูดกลิ่นและควันธูปเข้าไปแล้ว อกของพวกมันเริ่มพองโตขึ้นทันตา เหมือนคนที่กินเวย์โปรตีนแล้วเข้ายิมออกกำลังกายมาตลอดทั้งปี!

ไม่นานนัก หลิวโย่วเต๋าก็มาถึงตรงหน้าซู่ชิง เขาแกล้งทำเป็นสูดมันเข้าไปอย่างแรง ราวกับนักแสดงฝีมือระดับตำนาน!

“ดูสิ พวกเจ้าหิวโซกันขนาดนี้ ไอ้พวกพ่อค้าโลภมากนี่น่าจะสูญพันธุ์ให้หมดจริง ๆ!”

หลิวโย่วเต๋าบ่นอุบอิบก่อนจะเก็บธูป แล้วหยิบกระดิ่งสะกดวิญญาณออกมาแกว่ง ทันทีที่ได้ยินเสียงกระดิ่ง ซอมบี้ทั้งเจ็ดก็ยกเปลหามที่ทำจากไม้ไผ่ขึ้นอย่างพร้อมเพรียงกัน ทุกย่างก้าวเป็นจังหวะเดียวกันเป๊ะราวกับหุ่นยนต์

ซู่ชิงเดินอยู่ท้ายสุดของขบวน เปลหามที่เขาช่วยแบกเป็นซากซอมบี้ที่เขาเคยทำพิธีปลดปล่อยวิญญาณไปแล้วก่อนหน้านี้ บางพวกหามชายชราขอทาน บางพวกหามหนุ่มนักศึกษาผู้คลั่งรัก บ้างก็หามขอทานจากเมืองใหญ่ที่อดอยากและสิ้นหวัง

หลิวโย่วเต๋าเดินไปที่หน้าร้าน เปิดประตูแง้มออก มองดูรอบๆภายนอก เมื่อเห็นว่าท้องฟ้ามืดสนิท และผู้คนเดินผ่านไปมาโดยไม่ทันสังเกต จึงถอดชุดต้าวผาวสีน้ำเงินที่ใส่เมื่อตอนกลางวันออก แล้วเปลี่ยนเป็นชุดทำงานของช่างต้อนศพสวมรองเท้าฟาง เสื้อผ้าฝ้ายสีน้ำเงิน หมวกผ้าฝ้ายสีเดียวกัน และสายคาดเอวสีดำนี่คือเครื่องแต่งกายเฉพาะของช่างต้อนศพ หากเดินทางในยามค่ำมืดแล้วเจอพรรคพวกที่เป็นศาสตร์มืดมนต์ดำเช่นเดียวกันก็จะไม่ถูกรังแกหรือหาเรื่อง

เมื่อเตรียมตัวเรียบร้อย หลิวโย่วเต๋าก็เอากระดิ่งมาคาดเอว ควบคุมเหล่าซอมบี้ขึ้นรถลากมุ่งหน้าสู่ “อี้จวง” หรือศาลาพักศพ

เมื่อออกจากถนนจิ่งเซี่ยเจียแล้วเลี้ยวผ่านทางเข้าตลาดสด ขบวนของหลิวโย่วเต๋าและเหล่าซอมบี้ทั้งหลายเลือกเดินทางบนถนนเส้นที่มีแสงสว่างน้อยที่สุด   ซู่ชิงเดินปิดท้ายแถว ไม่กล้าคิดแม้แต่จะหนีออกจากขบวน แม้ว่าช่างต้อนศพจะอยู่ด้านหน้าของขบวน แต่ใครจะรู้ว่าเจ้าคนประเภทนี้จะมี "ตาที่สาม" ไว้สอดส่องจากข้างหลังหรือไม่

เดินมาได้ราวหกลี้(ประมาณ 3กิโลเมตร) ถนนที่เคยเต็มไปด้วยหินสีน้ำเงินเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นถนนดินสีส้มแดง อีกสิบลี้(ประมาณ5กิโลเมตร) หลิวโย่วเต๋าก็เปลี่ยนเส้นทางอย่างกะทันหัน เบี่ยงออกจากถนนหลวงที่ราบเรียบตรงเข้าสู่ป่าทึบข้างทาง

ซู่ชิงได้ยินเสียงลมพัดใบไม้ เสียงนกกลางคืนร้องอยู่ไกลๆ ทำให้รู้สึกว่าอากาศมันเย็นยะเยือกวูบวาบที่แผ่นหลัง เหมือนมีดวงตามากมายนับไม่ถ้วนจับจ้องเขาอยู่ พอเดินพ้นผืนป่าทึบ ก็เห็นหลุมศพที่มีแสงเขียวสว่างเรืองสลัวๆ ปรากฏให้เห็นเป็นลางๆ

ในใจซู่ชิงเริ่มรู้สึกนับถือความกล้าของช่างต้อนศพที่เดินนำอยู่หน้าขบวน แค่เดินลัดผ่านป่าทึบกลางดึกเข้าไปในสุสานก็เพียงพอให้คนทั่วไปขนหัวลุก แต่เขากลับกล้าพาเหล่าซอมบี้เดินตามไปด้วยแบบไม่หวั่นเกรงเลยสักนิด

ขณะความคิดกำลังล่องลอย เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นจากบริเวณหลุมศพร้างที่เพิ่งเดินผ่านเหมือนดั่งหนูร้อง หรือเด็กสามสี่คนกำลังเล่นซ่อนแอบอยู่ในป่าทึบ เสียงเล็กแหลมฟังดูไม่ชัดเจนในตอนแรก แต่อีกไม่กี่อึดใจต่อมาก็เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ จนเหมือนเสียงนั้นมาอยู่ข้างหูเขาแล้ว

ซู่ชิงรู้สึกเย็นวาบที่ต้นคอ รู้สึกเหมือนมีบางอย่างกำลังใกล้เข้ามา!

เขาไม่กล้าก้มมอง รู้สึกแค่ว่ามีบางสิ่งกำลังไต่ส้นเท้าผ่านแผ่นหลังขึ้นไป ต่อไปยังไหล่ สุดท้ายมาหยุดที่กลางหัว !

ข้างในใจซู่ชิงร้องลั่น เขาไม่เคยปรารถนาจะให้หลิวโย่วเต๋าหันกลับมามองเท่านี้มาก่อนเลย!

แต่นับว่าโชคดี ที่สิ่งที่อยู่บนหัวเขามันเกาะอยู่ไม่นานนัก มันกระโดดลงไปเหมือนแค่มา "ขอติดรถ" ชั่วคราวเท่านั้น

ตอนนี้ท้องฟ้าก็มืดลงมากแล้ว หลิวโย่วเต๋าที่อยู่หัวขบวนก็ไม่รู้ไปเอากระถางธูปมาจากไหน เขาจุดไฟธูปด้วยไม้ขีดไฟ ไม่นานกลุ่มควันจางๆก็เริ่มลอยออกมาทางด้านข้างของขบวน เหมือนริ้วผ้าไหมบางๆ ที่โอบกอดทุกคนไว้

ซู่ชิงรู้สึกเหมือนมีลมพัดใต้เท้า ทุกก้าวที่เหยียบดูราวกับเหยียบอยู่บนเมฆ แค่เพียงก้าวเดียวเขาสามารถขยับได้ไกลถึงสามเมตร

เมื่อมองไปข้างหน้าขบวนที่ซึ่งตอนนี้หลิวโย่วเต๋าไม่ได้เดินนำแล้ว หากแต่กลับขึ้นนั่งอยู่บนเปลหามแทน มือหนึ่งถือกระถางธูป อีกมือแกว่งกระดิ่งสะกดวิญญาณฟังดูเป็นจังหวะ

ขบวนของพวกเขาในตอนนี้ราวกับล่องลอยอยู่ในม่านหมอกกลางหุบเขา ใช้เวลาเพียงไม่นานก็ข้ามภูเขาข้ามป่ามาถึงถนนดินแห่งหนึ่ง

(จบบท)

จบบทที่ EP.4 เดินผ่านป่า ลัดเลาะสุสาน

คัดลอกลิงก์แล้ว