- หน้าแรก
- คุณพ่อราชาซอมบี้!!
- บทที่ 29: ฉีฉีเดินได้แล้วเหรอ?
บทที่ 29: ฉีฉีเดินได้แล้วเหรอ?
บทที่ 29: ฉีฉีเดินได้แล้วเหรอ?
บทที่ 29: ฉีฉีเดินได้แล้วเหรอ?
“ไม่คิดเลยว่าเวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว แถวนี้จะยังมีผู้รอดชีวิตหลงเหลืออยู่อีก?!”
ลู่ชวนที่อยู่ในตึกห้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ในใจของเขาก็อดที่จะรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
ในตอนนี้ วันสิ้นโลกจากเชื้อซอมบี้ได้ปะทุขึ้นมาเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนแล้ว ช่วงหลังมานี้ ลู่ชวนจึงแทบจะไม่เห็นคนเป็น ๆ เลย
นอกจากเจ้าโชคร้ายคนนั้นที่ถูกซอมบี้สายความเร็วฆ่าตายไปครั้งก่อน เขาไม่ได้เจอหน้ามนุษย์คนอื่นมานานมากแล้ว
บนถนนที่ว่างเปล่า มีเพียงซอมบี้ที่ไร้ความคิดเดินเตร็ดเตร่ไปมาเต็มไปหมด
แต่ผลปรากฏว่าการลาดตะเวนในครั้งนี้เขาได้เจอคนพร้อมกันหลายคน และก็ดูเหมือนว่าจำนวนมนุษย์ที่รอดชีวิตจากวิกฤตซอมบี้ในครั้งนี้ น่าจะยังมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว
หรือเพราะในหัวของซอมบี้พวกนี้นั้นเต็มไปด้วยความกระหายเลือด คนส่วนใหญ่จึงทำได้เพียงแค่หลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกย้อนไปถึงชายคนนั้นที่สู้กับหุ่นเชิดซอมบี้ของเขา สีหน้าของลู่ชวนก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมาอย่างมาก
ถึงแม้ว่าชายคนนั้นจะดูมีร่างกายกำยำกว่าคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบข้าง แต่เขาก็ไม่น่าจะมีพละกำลังที่แข็งแกร่งได้ถึงขนาดนั้น
หุ่นเชิดซอมบี้ที่เขาเลือกมาแต่ละตัวล้วนมีร่างกายที่บึกบึนแข็งแรงโดยพื้นฐานอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากกลายเป็นซอมบี้ พละกำลังของพวกมันก็เพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง
ต่อให้เป็นเพียงแค่ตัวซอมบี้เอง การจัดการกับผู้รอดชีวิตธรรมดา ๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
ไม่ต้องพูดถึงว่าหุ่นเชิดตัวนั้นยังอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา ซึ่งทำให้มันสามารถใช้อาวุธต่อสู้กับศัตรูได้
แต่ใครจะไปคิดว่าหลังจากปะทะกับชายคนนั้นแล้ว แม้แต่ขวานดับเพลิงในมือก็ยังถูกฟาดจนกระเด็นหลุดมือไป นี่มันแทบจะเรียกว่าเป็นพลังระดับเทพมาเกิดชัด ๆ!
เมื่อนึกย้อนถึงประสบการณ์ในช่วงนี้ ลู่ชวนก็อดที่จะคาดเดาเรื่องต่างๆในใจไม่ได้
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดดูเหมือนจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่คืนที่มีจันทราสีเลือดคืนนั้น และหลังจากคืนนั้น ซอมบี้ก็ดูเหมือนจะได้รับการวิวัฒนาการ และยังดูเหมือนว่าจะแตกแขนงออกเป็นสายวิวัฒนาการที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย
ในคืนที่จันทราสีเลือดลอยเด่นอยู่บนฟ้า สิ่งมีชีวิตที่ถูกแสงจันทร์อาบไล้ไม่ได้มีเพียงแค่ซอมบี้เท่านั้น
ลู่ชวนเริ่มสงสัยว่าเป็นไปได้ไหมที่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน?
ชายปริศนาที่เจอในวันนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเขาคือมนุษย์ที่ผ่านการวิวัฒนาการแล้วเช่นกัน
พละกำลังที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนั้น เกรงว่าคงมีแต่สิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการแล้วเท่านั้นที่จะสามารถปลดปล่อยมันออกมาได้
เมื่อคิดดังนั้น ลู่ชวนอดที่จะถอนหายใจในใจไม่ได้ ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้จะซับซ้อนกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก
ก่อนหน้านี้ เขามัวแต่จับจ้องไปที่พวกซอมบี้ที่เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเมื่อเวลาผ่านไปนับจากคืนจันทราสีเลือด สิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดก็จะปรากฏตัวขึ้นบนโลกใบนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ
“ช่างมันเถอะ แต่ดูท่าว่าต่อไปคงจะส่งหุ่นเชิดไปแถวนั้นไม่ได้อีกแล้ว...”
ในความคิดของลู่ชวน มนุษย์ที่วิวัฒนาการแล้วน่ากลัวยิ่งกว่าซอมบี้เสียอีก
นั่นเป็นเพราะซอมบี้ไม่มีสมอง เขายังสามารถใช้หุ่นเชิดซอมบี้เพื่อใช้ยุทธวิธีแบบใช้จำนวนเข้าว่า หรือใช้อุบายวางกับดักเพื่อสังหารพวกมันได้
แต่ว่ากลยุทธ์เดียวกันนี้เมื่อนำไปใช้กับมนุษย์ มันกลับไม่ได้ผลดีขนาดนั้น
ในตอนนี้ ลู่ชวนไม่อยากจะสร้างเรื่องวุ่นวายอะไรอีก เขาจึงเพียงแค่หวังว่าจะมีพลังที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตในยุคสุดท้ายนี้ต่อไปได้อย่างดี และเลี้ยงดูให้ฉีฉีเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงและมีความสุข
มนุษย์มีความคิดที่ซับซ้อนอย่างยิ่งและมีสติปัญญาสูงส่ง เบาะแสที่ซอมบี้ไม่ทันสังเกตเห็น ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้รอดชีวิตที่เป็นมนุษย์จะไม่สังเกตเห็น
ลู่ชวนไม่อยากจะเสี่ยงถูกกลุ่มผู้รอดชีวิตมนุษย์กลุ่มนี้จับตามอง เพียงเพื่อแลกกับเสบียงเพียงเล็กน้อย
และท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ไม่ได้ตัวคนเดียว ที่จะสามารถพาหุ่นเชิดซอมบี้หนีไปได้ทุกเมื่อ
เพราะในห้องนอนของเขายังมีทารกอย่างฉีฉีอยู่ ดังนั้นไม่ว่าจะลงมือทำอะไร ลู่ชวนจึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของยัยหนูน้อยเป็นอันดับแรก
ด้วยความคิดนี้ ลู่ชวนจึงหวังเพียงแค่จะใช้หุ่นเชิดซอมบี้ของตัวเองออกค้นหาและวางกับดักสังหารซอมบี้วิวัฒนาการที่หลงฝูง เพื่อที่จะได้กลืนกินผลึกแกนกลางของพวกมันและทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น มีพลังที่มากขึ้น
ถ้าหากวันสิ้นโลกซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ มีเพียงการมีพลังที่แข็งแกร่งพอเท่านั้น ถึงจะทำให้เขากับยัยหนูน้อยสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างสงบสุข
ส่วนเรื่องที่ว่าโลกภายนอกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้างนั้น อันที่จริงลู่ชวนก็ไม่ได้คิดที่จะสนใจเลย
ในเมื่อตัวเขาเองก็มายังโลกใบนี้อย่างงง ๆ และถูกซอมบี้กัดอย่างงง ๆ
สำหรับลู่ชวนแล้ว ตราบใดที่ไม่มีอะไรมารบกวนชีวิตของเขากับยัยหนูน้อย โลกใบนี้จะเป็นอย่างไรก็ปล่อยให้มันเป็นไป เพราะมันไม่เกี่ยวกับเขาสักนิด
หลังจากเหตุการณ์ที่ได้พบกับผู้รอดชีวิตมนุษย์โดยบังเอิญผ่านไป ในพริบตาก็ผ่านไปอีกหลายวัน
ในตอนนี้ลู่ชวนก็ได้หยุดรวบรวมเสบียงแล้ว เพราะว่าประสิทธิภาพหลายวันมานี้ของหุ่นเชิดซอมบี้สูงเกินกว่าที่เขาคาด ซึ่งก็ทำให้ทุกห้องในตึกห้าตอนนี้เต็มไปด้วยเสบียงนานาชนิดกองอยู่จนเต็มไปหมด
เสบียงเหล่านี้มีจำนวนเพียงพอสำหรับฉีฉีแล้ว ดังนั้นการกักตุนมากเกินไปก็ไม่มีความหมายอะไร
อีกทั้งเมื่อเวลาผ่านไป เสบียงเหล่านี้ก็จะต้องหมดอายุในไม่ช้าก็เร็ว
ต่อให้เขากักตุนไว้มากแค่ไหน แต่ถ้าไม่ได้ใช้ มันก็เป็นการเสียเวลาและแรงงานไปโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากนั้น เผลอ ๆ มันก็อาจจะนำพาปัญหาที่ไม่จำเป็นมาให้เขาด้วยซ้ำ
ณ ห้องนอนชั้นเจ็ด
ในช่วงเวลานี้ จีรู่เสวี่ยได้ฝึกฝนวิชาลมปราณหลิวหลีทั้งวันทั้งคืนอย่างต่อเนื่อง เธอหายใจเข้าออกเพื่อดูดซับปัจจัยพลังงานในอากาศ และพลังของเธอเองก็ค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้นภายใต้การปรับเปลี่ยนจากปัจจัยพลังงานเหล่านี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังจิตที่เคยอ่อนแออย่างมากของเธอตอนนี้กลับพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด!
ในตอนแรก จีรู่เสวี่ยแค่ควบคุมใบไม้ก็รู้สึกร่างกายเหนื่อยล้าแล้ว แต่ตอนนี้เธอถึงกับเริ่มพยายามใช้พลังจิตเพื่อพยุงร่างกายของตัวเองให้ลอยขึ้นได้
ในโลกใบนี้ ถ้าหากไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ก็
คงจะอยู่ในสถานะการณ์ที่ลำบาก อย่างน้อยที่สุดเมื่อวันสิ้นโลกมาถึง เธอก็ต้องมีความสามารถในการเอาชีวิตรอดในระดับหนึ่งให้ได้
คุณพ่อซอมบี้ของเธอ เท่าที่ดูในตอนนี้เป็นเพียงซอมบี้ระดับต่ำธรรมดา ๆ คนหนึ่ง จีรู่เสวี่ยจึงเข้าใจดีว่าเธอจะเอาแต่นอนเป็นทารกอยู่บนเตียงอย่างเดียวไม่ได้
เธอต้องรีบปรับตัวให้เข้ากับชีวิตในยุคสุดท้ายโดยเร็วที่สุด เพราะไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาทั้งสองคนอาจจะต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตแน่ๆ
จีรู่เสวี่ยตั้งใจใช้พลังของตัวเองฝึกคลานอยู่บนเตียงในห้องนอนอย่างต่อเนื่อง
หลังจากที่วิชาลมปราณหลิวหลีได้ปรับเปลี่ยนร่างกายของเธอในช่วงที่ผ่านมา พละกำลังของจีรู่เสวี่ยก็เหนือกว่าทารกในวัยเดียวกันไปมากแล้ว
และเมื่อจีรู่เสวี่ยสามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ความเร็วในการคลานบนเตียงของเธอก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน
ในที่สุด จีรู่เสวี่ยก็ลองเริ่มใช้พลังจิตเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย
หลังจากนั้น ด้วยการช่วยเหลือของพลังจิต เธอก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจากการคลานสี่ขามาเป็นการยืนตัวตรง
ถ้าหากใช้พลังจิตโดยตรงเพื่อทำให้ตัวเองลอยขึ้นไปในอากาศ มันจะสิ้นเปลืองพลังงานอย่างมาก
แต่ทว่าการใช้พลังจิตเพื่อช่วยพยุงร่างกายให้อยู่ในสภาวะที่เหมือนมีตัวช่วย เพื่อเร่งให้เรียนรู้การยืนตัวตรงได้เร็วขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลย
ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากรอบ ๆ ร่างกายของเธอมีพลังจิตคอยพยุงอยู่ตลอดเวลา จีรู่เสวี่ยจึงไม่ต้องกังวลว่าจะล้มลงหากเกิดความผิดพลาด
ภายใต้สถานการณ์การเรียนรู้ที่ไร้ความกังวลเช่นนี้ ในไม่ช้า จีรู่เสวี่ยก็เริ่มที่จะยืนและเดินได้
เอี๊ยด~
ในตอนนั้นเอง ลู่ชวนก็ผลักประตูเข้ามา และเมื่อเขาเห็นภาพบนเตียง ลู่ชวนก็ถึงกับตกใจจนอ้าปากค้าง
ลู่ชวนถึงกับสงสัยว่าตัวเองกำลังตาฝาดไปหรือเปล่าเมื่อมองไปที่ยัยหนูน้อย
ฉีฉีเป็นแค่ทารกอายุไม่กี่เดือนเองไม่ใช่หรือ แต่ทำไมกลับเริ่มยืนเดินเองบนเตียงได้แล้วล่ะ?
ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ายัยหนูน้อยหัดคลานได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ลูกสาวของเขากลับเริ่มหัดเดินแล้วเนี่ยนะ?!