เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29: ฉีฉีเดินได้แล้วเหรอ?

บทที่ 29: ฉีฉีเดินได้แล้วเหรอ?

บทที่ 29: ฉีฉีเดินได้แล้วเหรอ?


บทที่ 29: ฉีฉีเดินได้แล้วเหรอ?

“ไม่คิดเลยว่าเวลาผ่านไปนานขนาดนี้แล้ว แถวนี้จะยังมีผู้รอดชีวิตหลงเหลืออยู่อีก?!”

ลู่ชวนที่อยู่ในตึกห้าขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อครู่ ในใจของเขาก็อดที่จะรู้สึกประหลาดใจไม่ได้

ในตอนนี้ วันสิ้นโลกจากเชื้อซอมบี้ได้ปะทุขึ้นมาเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือนแล้ว ช่วงหลังมานี้ ลู่ชวนจึงแทบจะไม่เห็นคนเป็น ๆ เลย

นอกจากเจ้าโชคร้ายคนนั้นที่ถูกซอมบี้สายความเร็วฆ่าตายไปครั้งก่อน เขาไม่ได้เจอหน้ามนุษย์คนอื่นมานานมากแล้ว

บนถนนที่ว่างเปล่า มีเพียงซอมบี้ที่ไร้ความคิดเดินเตร็ดเตร่ไปมาเต็มไปหมด

แต่ผลปรากฏว่าการลาดตะเวนในครั้งนี้เขาได้เจอคนพร้อมกันหลายคน และก็ดูเหมือนว่าจำนวนมนุษย์ที่รอดชีวิตจากวิกฤตซอมบี้ในครั้งนี้ น่าจะยังมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว

หรือเพราะในหัวของซอมบี้พวกนี้นั้นเต็มไปด้วยความกระหายเลือด คนส่วนใหญ่จึงทำได้เพียงแค่หลบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกย้อนไปถึงชายคนนั้นที่สู้กับหุ่นเชิดซอมบี้ของเขา สีหน้าของลู่ชวนก็พลันเคร่งขรึมขึ้นมาอย่างมาก

ถึงแม้ว่าชายคนนั้นจะดูมีร่างกายกำยำกว่าคนอื่น ๆ ที่อยู่รอบข้าง แต่เขาก็ไม่น่าจะมีพละกำลังที่แข็งแกร่งได้ถึงขนาดนั้น

หุ่นเชิดซอมบี้ที่เขาเลือกมาแต่ละตัวล้วนมีร่างกายที่บึกบึนแข็งแรงโดยพื้นฐานอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากกลายเป็นซอมบี้ พละกำลังของพวกมันก็เพิ่มขึ้นในระดับหนึ่ง

ต่อให้เป็นเพียงแค่ตัวซอมบี้เอง การจัดการกับผู้รอดชีวิตธรรมดา ๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

ไม่ต้องพูดถึงว่าหุ่นเชิดตัวนั้นยังอยู่ภายใต้การควบคุมของเขา ซึ่งทำให้มันสามารถใช้อาวุธต่อสู้กับศัตรูได้

แต่ใครจะไปคิดว่าหลังจากปะทะกับชายคนนั้นแล้ว แม้แต่ขวานดับเพลิงในมือก็ยังถูกฟาดจนกระเด็นหลุดมือไป นี่มันแทบจะเรียกว่าเป็นพลังระดับเทพมาเกิดชัด ๆ!

เมื่อนึกย้อนถึงประสบการณ์ในช่วงนี้ ลู่ชวนก็อดที่จะคาดเดาเรื่องต่างๆในใจไม่ได้

การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดดูเหมือนจะเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่คืนที่มีจันทราสีเลือดคืนนั้น และหลังจากคืนนั้น ซอมบี้ก็ดูเหมือนจะได้รับการวิวัฒนาการ และยังดูเหมือนว่าจะแตกแขนงออกเป็นสายวิวัฒนาการที่แตกต่างกันออกไปอีกด้วย

ในคืนที่จันทราสีเลือดลอยเด่นอยู่บนฟ้า สิ่งมีชีวิตที่ถูกแสงจันทร์อาบไล้ไม่ได้มีเพียงแค่ซอมบี้เท่านั้น

ลู่ชวนเริ่มสงสัยว่าเป็นไปได้ไหมที่สิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นเดียวกัน?

ชายปริศนาที่เจอในวันนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากว่าเขาคือมนุษย์ที่ผ่านการวิวัฒนาการแล้วเช่นกัน

พละกำลังที่น่าสะพรึงกลัวขนาดนั้น เกรงว่าคงมีแต่สิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการแล้วเท่านั้นที่จะสามารถปลดปล่อยมันออกมาได้

เมื่อคิดดังนั้น ลู่ชวนอดที่จะถอนหายใจในใจไม่ได้ ดูเหมือนว่าการเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้จะซับซ้อนกว่าที่เขาจินตนาการไว้มาก

ก่อนหน้านี้ เขามัวแต่จับจ้องไปที่พวกซอมบี้ที่เกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเมื่อเวลาผ่านไปนับจากคืนจันทราสีเลือด สิ่งมีชีวิตที่แปลกประหลาดก็จะปรากฏตัวขึ้นบนโลกใบนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ

“ช่างมันเถอะ แต่ดูท่าว่าต่อไปคงจะส่งหุ่นเชิดไปแถวนั้นไม่ได้อีกแล้ว...”

ในความคิดของลู่ชวน มนุษย์ที่วิวัฒนาการแล้วน่ากลัวยิ่งกว่าซอมบี้เสียอีก

นั่นเป็นเพราะซอมบี้ไม่มีสมอง เขายังสามารถใช้หุ่นเชิดซอมบี้เพื่อใช้ยุทธวิธีแบบใช้จำนวนเข้าว่า หรือใช้อุบายวางกับดักเพื่อสังหารพวกมันได้

แต่ว่ากลยุทธ์เดียวกันนี้เมื่อนำไปใช้กับมนุษย์ มันกลับไม่ได้ผลดีขนาดนั้น

ในตอนนี้ ลู่ชวนไม่อยากจะสร้างเรื่องวุ่นวายอะไรอีก เขาจึงเพียงแค่หวังว่าจะมีพลังที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตในยุคสุดท้ายนี้ต่อไปได้อย่างดี และเลี้ยงดูให้ฉีฉีเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงและมีความสุข

มนุษย์มีความคิดที่ซับซ้อนอย่างยิ่งและมีสติปัญญาสูงส่ง เบาะแสที่ซอมบี้ไม่ทันสังเกตเห็น ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้รอดชีวิตที่เป็นมนุษย์จะไม่สังเกตเห็น

ลู่ชวนไม่อยากจะเสี่ยงถูกกลุ่มผู้รอดชีวิตมนุษย์กลุ่มนี้จับตามอง เพียงเพื่อแลกกับเสบียงเพียงเล็กน้อย

และท้ายที่สุดแล้ว เขาก็ไม่ได้ตัวคนเดียว ที่จะสามารถพาหุ่นเชิดซอมบี้หนีไปได้ทุกเมื่อ

เพราะในห้องนอนของเขายังมีทารกอย่างฉีฉีอยู่ ดังนั้นไม่ว่าจะลงมือทำอะไร ลู่ชวนจึงต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของยัยหนูน้อยเป็นอันดับแรก

ด้วยความคิดนี้ ลู่ชวนจึงหวังเพียงแค่จะใช้หุ่นเชิดซอมบี้ของตัวเองออกค้นหาและวางกับดักสังหารซอมบี้วิวัฒนาการที่หลงฝูง เพื่อที่จะได้กลืนกินผลึกแกนกลางของพวกมันและทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น มีพลังที่มากขึ้น

ถ้าหากวันสิ้นโลกซับซ้อนขึ้นเรื่อย ๆ มีเพียงการมีพลังที่แข็งแกร่งพอเท่านั้น ถึงจะทำให้เขากับยัยหนูน้อยสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้อย่างสงบสุข

ส่วนเรื่องที่ว่าโลกภายนอกจะเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นบ้างนั้น อันที่จริงลู่ชวนก็ไม่ได้คิดที่จะสนใจเลย

ในเมื่อตัวเขาเองก็มายังโลกใบนี้อย่างงง ๆ และถูกซอมบี้กัดอย่างงง ๆ

สำหรับลู่ชวนแล้ว ตราบใดที่ไม่มีอะไรมารบกวนชีวิตของเขากับยัยหนูน้อย โลกใบนี้จะเป็นอย่างไรก็ปล่อยให้มันเป็นไป เพราะมันไม่เกี่ยวกับเขาสักนิด

หลังจากเหตุการณ์ที่ได้พบกับผู้รอดชีวิตมนุษย์โดยบังเอิญผ่านไป ในพริบตาก็ผ่านไปอีกหลายวัน

ในตอนนี้ลู่ชวนก็ได้หยุดรวบรวมเสบียงแล้ว เพราะว่าประสิทธิภาพหลายวันมานี้ของหุ่นเชิดซอมบี้สูงเกินกว่าที่เขาคาด ซึ่งก็ทำให้ทุกห้องในตึกห้าตอนนี้เต็มไปด้วยเสบียงนานาชนิดกองอยู่จนเต็มไปหมด

เสบียงเหล่านี้มีจำนวนเพียงพอสำหรับฉีฉีแล้ว ดังนั้นการกักตุนมากเกินไปก็ไม่มีความหมายอะไร

อีกทั้งเมื่อเวลาผ่านไป เสบียงเหล่านี้ก็จะต้องหมดอายุในไม่ช้าก็เร็ว

ต่อให้เขากักตุนไว้มากแค่ไหน แต่ถ้าไม่ได้ใช้ มันก็เป็นการเสียเวลาและแรงงานไปโดยเปล่าประโยชน์ นอกจากนั้น เผลอ ๆ มันก็อาจจะนำพาปัญหาที่ไม่จำเป็นมาให้เขาด้วยซ้ำ

ณ ห้องนอนชั้นเจ็ด

ในช่วงเวลานี้ จีรู่เสวี่ยได้ฝึกฝนวิชาลมปราณหลิวหลีทั้งวันทั้งคืนอย่างต่อเนื่อง เธอหายใจเข้าออกเพื่อดูดซับปัจจัยพลังงานในอากาศ และพลังของเธอเองก็ค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้นภายใต้การปรับเปลี่ยนจากปัจจัยพลังงานเหล่านี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังจิตที่เคยอ่อนแออย่างมากของเธอตอนนี้กลับพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด!

ในตอนแรก จีรู่เสวี่ยแค่ควบคุมใบไม้ก็รู้สึกร่างกายเหนื่อยล้าแล้ว แต่ตอนนี้เธอถึงกับเริ่มพยายามใช้พลังจิตเพื่อพยุงร่างกายของตัวเองให้ลอยขึ้นได้

ในโลกใบนี้ ถ้าหากไม่สามารถดูแลตัวเองได้ ก็

คงจะอยู่ในสถานะการณ์ที่ลำบาก อย่างน้อยที่สุดเมื่อวันสิ้นโลกมาถึง เธอก็ต้องมีความสามารถในการเอาชีวิตรอดในระดับหนึ่งให้ได้

คุณพ่อซอมบี้ของเธอ เท่าที่ดูในตอนนี้เป็นเพียงซอมบี้ระดับต่ำธรรมดา ๆ คนหนึ่ง จีรู่เสวี่ยจึงเข้าใจดีว่าเธอจะเอาแต่นอนเป็นทารกอยู่บนเตียงอย่างเดียวไม่ได้

เธอต้องรีบปรับตัวให้เข้ากับชีวิตในยุคสุดท้ายโดยเร็วที่สุด เพราะไม่ช้าก็เร็ว พวกเขาทั้งสองคนอาจจะต้องเผชิญหน้ากับวิกฤตแน่ๆ

จีรู่เสวี่ยตั้งใจใช้พลังของตัวเองฝึกคลานอยู่บนเตียงในห้องนอนอย่างต่อเนื่อง

หลังจากที่วิชาลมปราณหลิวหลีได้ปรับเปลี่ยนร่างกายของเธอในช่วงที่ผ่านมา พละกำลังของจีรู่เสวี่ยก็เหนือกว่าทารกในวัยเดียวกันไปมากแล้ว

และเมื่อจีรู่เสวี่ยสามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ ความเร็วในการคลานบนเตียงของเธอก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน

ในที่สุด จีรู่เสวี่ยก็ลองเริ่มใช้พลังจิตเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย

หลังจากนั้น ด้วยการช่วยเหลือของพลังจิต เธอก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจากการคลานสี่ขามาเป็นการยืนตัวตรง

ถ้าหากใช้พลังจิตโดยตรงเพื่อทำให้ตัวเองลอยขึ้นไปในอากาศ มันจะสิ้นเปลืองพลังงานอย่างมาก

แต่ทว่าการใช้พลังจิตเพื่อช่วยพยุงร่างกายให้อยู่ในสภาวะที่เหมือนมีตัวช่วย เพื่อเร่งให้เรียนรู้การยืนตัวตรงได้เร็วขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาอะไรเลย

ยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากรอบ ๆ ร่างกายของเธอมีพลังจิตคอยพยุงอยู่ตลอดเวลา จีรู่เสวี่ยจึงไม่ต้องกังวลว่าจะล้มลงหากเกิดความผิดพลาด

ภายใต้สถานการณ์การเรียนรู้ที่ไร้ความกังวลเช่นนี้ ในไม่ช้า จีรู่เสวี่ยก็เริ่มที่จะยืนและเดินได้

เอี๊ยด~

ในตอนนั้นเอง ลู่ชวนก็ผลักประตูเข้ามา และเมื่อเขาเห็นภาพบนเตียง ลู่ชวนก็ถึงกับตกใจจนอ้าปากค้าง

ลู่ชวนถึงกับสงสัยว่าตัวเองกำลังตาฝาดไปหรือเปล่าเมื่อมองไปที่ยัยหนูน้อย

ฉีฉีเป็นแค่ทารกอายุไม่กี่เดือนเองไม่ใช่หรือ แต่ทำไมกลับเริ่มยืนเดินเองบนเตียงได้แล้วล่ะ?

ตัวเขาเองยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่ายัยหนูน้อยหัดคลานได้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่ลูกสาวของเขากลับเริ่มหัดเดินแล้วเนี่ยนะ?!

จบบทที่ บทที่ 29: ฉีฉีเดินได้แล้วเหรอ?

คัดลอกลิงก์แล้ว