- หน้าแรก
- คุณพ่อราชาซอมบี้!!
- บทที่ 28 : ผู้รอดชีวิต: เดี๋ยวนี้ซอมบี้มันรู้จักใช้อาวุธแล้วเหรอ?
บทที่ 28 : ผู้รอดชีวิต: เดี๋ยวนี้ซอมบี้มันรู้จักใช้อาวุธแล้วเหรอ?
บทที่ 28 : ผู้รอดชีวิต: เดี๋ยวนี้ซอมบี้มันรู้จักใช้อาวุธแล้วเหรอ?
บทที่ 28 : ผู้รอดชีวิต: เดี๋ยวนี้ซอมบี้มันรู้จักใช้อาวุธแล้วเหรอ?
แม้เธอคิดแบบนั้น แต่จีรู่เสวี่ยก็ไม่ได้รู้สึกดูถูกคุณพ่อซอมบี้ของเธอในใจเลยแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม เธอกลับเข้าใจดีว่าในฐานะซอมบี้ธรรมดาตัวหนึ่ง การจะมีชีวิตรอดในยุคสุดท้ายแบบนี้ได้ก็นับว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างยิ่งแล้ว
ในความทรงจำของจีรู่เสวี่ย เมื่อเข้าสู่ยุคที่ซอมบี้ที่วิวัฒนาการแล้วและเริ่มมีสัตว์ร้ายจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ เหล่าซอมบี้ธรรมดาระดับต่ำก็ไม่ต่างอะไรกับมดปลวกข้างถนน ที่เป็นได้แค่เบี้ยตัวหนึ่งในกระดานเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากปรากฏการณ์จันทราสีเลือด ก็เริ่มมีมนุษย์ที่กลายเป็นผู้มีพลังวิวัฒนาการถือกำเนิดขึ้นมาไม่น้อยด้วย
ในช่วงแรก มนุษย์ยังทำได้เพียงแค่วิ่งหนีหัวซุกหัวซุนเมื่อต้องเผชิญหน้ากับซอมบี้ธรรมดาเหล่านี้ แต่ทว่าเมื่อพวกเขาค่อย ๆวิวัฒนาการขึ้น แม้แต่มนุษย์ก็ยังสามารถล่าซอมบี้ระดับต่ำได้อย่างง่ายดาย...
ทั้งไม่มีพลัง ทั้งไม่มีสถานะใดๆ การมีชีวิตอยู่ของซอมบี้ธรรมดาก็ยากลำบากพออยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงการต้องแบกรับภาระเพิ่มในการดูแลเธอที่เป็นเพียงทารกอีกคนหนึ่ง
และที่สำคัญ จีรู่เสวี่ยก็รู้ดีแก่ใจว่าที่คุณพ่อของเธอลงมือทำแบบนี้ จริง ๆ แล้วนั่นก็เพื่อความปลอดภัยของเธอเอง
พื้นที่ของห้องนอนบนชั้นเจ็ดแห่งนี้คือที่ที่เธออาศัยอยู่ เธอรู้ว่าเจตนาของคุณพ่อซอมบี้นั้นก็แค่หวังว่าเธอจะไม่ถูกซอมบี้ตัวอื่น ๆ มารบกวน
เมื่อมองไปยังแผ่นหลังของคุณพ่อซอมบี้ที่กำลังจ้องแผ่นไม้ด้านหน้าอย่างไม่ลดละ ความอบอุ่นสายหนึ่งก็เอ่อล้นขึ้นมาในใจของจีรู่เสวี่ย
แม้จะอยู่ในยุคสมัยอันโหดร้ายต้องเผชิญหน้ากับแรงกดดันนับไม่ถ้วนในชีวิต และวิกฤตความเป็นความตายที่อาจมาเยือนได้ทุกเมื่อ
หรือแม้ว่าในใจของคุณพ่อซอมบี้จะหวาดกลัวอย่างที่สุดกระทั่งหวาดผวากับวันสิ้นโลกจนไม่กล้าแม้แต่จะก้าวออกจากบ้าน
แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังไม่เคยคิดที่จะทอดทิ้งตัวถ่วงอย่างเธอเลยแม้แต่น้อย...ถึงแม้จะไม่มีพลังที่แข็งแกร่งพอ แต่เขาก็ยังคงพยายามอย่างสุดความสามารถเพื่อหาทางปกป้องเธอให้ปลอดภัย
คุณพ่อซอมบี้ของเธอถึงแม้จะเป็นซอมบี้ แต่ทว่าจิตใจของเขากลับเหนือกว่ามนุษย์ส่วนใหญ่ในยุคสุดท้ายนี้เสียอีก
อย่างน้อยที่สุด สำหรับจีรู่เสวี่ยแล้ว ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือชาตินี้ นี่คือครั้งแรกที่เธอได้สัมผัสกับความรักจากพ่อที่หนักแน่นและลึกซึ้งถึงเพียงนี้
“คุณพ่อซอมบี้! รอหนูก่อนนะคะ อีกไม่นาน พ่อก็จะไม่ต้องมาหวาดกลัวแบบนี้อีกแล้ว”
“ขอแค่ให้เวลาหนูได้เติบโต เมื่อถึงตอนนั้น หนูจะเป็นคนปกป้องพ่อเอง!”
จีรู่เสวี่ยมองแผ่นหลังของคุณพ่อซอมบี้ ในขณะที่แววตาของเธอฉายประกายแห่งความเด็ดเดี่ยวซึ่งไม่เหมือนเด็กในวัยเดียวกันออกมา
การมาถึงของวันสิ้นโลกได้พรากสิ่งต่างๆ ไปจากมนุษย์มากมายเหลือเกิน
จีรู่เสวี่ยไม่อยากจะสูญเสียสายใยครอบครัวอันล้ำค่าที่เธอไม่เคยได้รับเลยตลอดสองชาติภพของเธอไปอีกแล้ว...
…
ตึง! ตึง! ตึง!
ลู่ชวนตอกตะปูอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดก็สามารถเสริมการป้องกันหน้าต่างบานนี้ได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม ลู่ชวนไม่ได้ตอกปิดตายเสียทีเดียว เขายังคงเว้นช่องไว้สองช่องเล็กๆสำหรับให้แสงลอดเข้ามาและเพื่อการระบายอากาศ
ถึงแม้ว่าความปลอดภัยจะสำคัญมาก แต่ลู่ชวนก็ไม่อยากให้ฉีฉีต้องใช้ชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่อึดอัดและน่าหดหู่ตั้งแต่ยังเด็กขนาดนี้
ยิ่งไปกว่านั้น ในตอนนี้หน้าต่างห้องนอนก็ถูกตอกด้วยแผ่นไม้แล้ว ซึ่งมันก็จะช่วยป้องกันได้ในระดับหนึ่ง
เมื่อมองหน้าต่างห้องนอน ลู่ชวนก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ
เจ้าอสูรกายสีเลือดตัวนั้นแข็งแกร่งมากก็จริง แต่ถึงอย่างนั้นต่อให้มันอยากจะพังกระจกและแผ่นไม้หลายชั้นนี้เข้ามา มันก็คงต้องใช้เวลาและความพยายามไม่น้อยเลยทีเดียว
การโจมตีของเจ้าอสูรกายสีเลือดต่อซอมบี้นั้นแทบจะเรียกได้ว่าเป็นการสังหารหมู่ แต่เมื่อเทียบเรื่องพละกำลังแล้ว มันยังอ่อนแอกว่าเจ้าซอมบี้รถถัง​ที่เคยเจออยู่หลายขุม
อย่างน้อยที่สุด การป้องกันของหน้าต่างห้องนอนบานนี้ ก็เพียงพอที่จะซื้อเวลาให้เขาได้มีโอกาสตอบโต้กลับ
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก เพียงพริบตาเดียวก็ผ่านไปอีกสามวัน
ลู่ชวนสั่งให้หุ่นเชิดซอมบี้คอยค้นหาในบริเวณใกล้เคียงอย่างต่อเนื่อง ทว่าเจ้าอสูรกายสีเลือดตัวนั้นหลังจากที่หายตัวไป ก็ไม่เคยปรากฏตัวให้เขาเห็นอีกเลย
เมื่อไม่เห็นร่างอันน่าสะพรึงกลัวของเจ้าตัวนั้น ลู่ชวนก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกเล็กน้อย
แต่ทว่าลู่ชวนก็ไม่ได้ประมาท เขายังคงสั่งให้หุ่นเชิดซอมบี้สองตัวคอยลาดตระเวนอยู่ภายในตึกห้าทุกวันไม่เคยขาด
อย่างไรเสีย พวกซอมบี้เหล่านี้ก็ไม่ต้องกิน ไม่ต้องดื่ม ไม่ต้องพักผ่อน แถมยังไม่ต้องจ่ายเงินเดือนให้อีกด้วย
ขณะที่เขากำลังพักผ่อนอยู่ทันใดนั้น ลู่ชวนก็รู้สึกถึงคลื่นพลังจิตที่ส่งผ่านมาในหัวของเขา
หุ่นเชิดซอมบี้ตัวหนึ่งที่กำลังค้นหาเสบียงอยู่ไกลออกไปได้พบเจออะไรบางอย่างเข้าระหว่างการค้นหาเสบียง
หุ่นเชิดซอมบี้ที่พึ่งได้เดินทางมาถึงร้านขายของชำแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ห่างออกไปสองช่วงตึก หลังจากที่งัดประตูเข้าไปได้ มันก็เริ่มเตรียมที่จะรวบรวมเสบียง
“บ้าเอ๊ย! ในร้านนี้ทำไมยังมีคนอยู่อีกวะ?!”
“จะสนทำไมล่ะ ในเมื่อมาเจอพวกเราเข้าก็ถือว่ามันซวยไป รีบจัดการมันซะ!”
ในตอนนั้นเอง จู่ๆก็มีกลุ่มผู้รอดชีวิตที่เป็นมนุษย์สองสามคนพุ่งเข้ามาจากข้างนอก ในมือของพวกเขาถือทั้งท่อเหล็กและมีดทำครัว
แต่ละคนจ้องมองมาที่หุ่นเชิดซอมบี้ด้วยท่าทีที่ดุร้าย
แต่ทว่า เมื่อลู่ชวนบังคับให้หุ่นเชิดหันกลับไป มองคนกลุ่มนั้น พวกเขาก็ถึงกับตัวแข็งทื่อกันเป็นแถว
“เชี่ยเอ๊ย, นี่มัน...ซอมบี้นี่หว่า?!”
กลุ่มคนที่เพิ่งพุ่งตัวเข้ามา พอเห็นหุ่นเชิดที่ลู่ชวนควบคุมอยู่ก็ถึงกับตกใจสุดขีด
ทั้งร่างกายที่ซีดขาวและดวงตาสีเลือด ล้วนเป็นเครื่องยืนยันถึงตัวตนความเป็นซอมบี้ของอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี
กลุ่มคนที่ตอนแรกยังดูฮึกเหิม บัดนี้กลับยืนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่ แววตาเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอีกฝ่าย
ถึงแม้ว่าวันสิ้นโลกจะดำเนินมาได้ระยะหนึ่งแล้ว แต่ผู้รอดชีวิตที่เป็นมนุษย์ก็ยังคงมีความกลัวต่อซอมบี้ฝังลึกอยู่โดยสัญชาตญาณ
ลู่ชวนเองก็ตกใจกับคนกลุ่มนี้ที่พุ่งออกมาเช่นกัน อีกอย่างเขาไม่คิดเลยว่าในบริเวณใกล้เคียงนี้จะยังมีผู้รอดชีวิตซ่อนตัวอยู่
ด้วยความที่เขาไม่อยากจะสร้างเรื่องวุ่นวาย ลู่ชวนจึงเตรียมที่จะควบคุมหุ่นเชิดให้ออกจากร้านค้านี้ไป
“ดูพวกแกทำหน้ากันเข้าสิ ก็แค่ซอมบี้ตัวเดียว จะไปกลัวอะไรมันนักหนา!”
ทันใดนั้น ชายคนหนึ่งในกลุ่มซึ่งมีร่างกายค่อนข้างกำยำก็ถือท่อนเหล็กพุ่งเข้ามาหาหุ่นเชิดซอมบี้ของลู่ชวน
ลู่ชวนส่ายหัวอย่างจนใจ อันที่จริงเขาไม่อยากจะสร้างเรื่องวุ่นวาย แต่เมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว ก็จึงทำได้เพียงแค่ควบคุมหุ่นเชิดให้เหวี่ยงขวานดับเพลิงเข้าต่อสู้เท่านั้น
ปัง!
ขวานและท่อนเหล็กปะทะกัน และเพียงแค่การปะทะครั้งแรก ลู่ชวนก็ถึงกับตกใจอย่างมาก
หุ่นเชิดที่เขาเลือกมาล้วนเป็นพวกที่มีร่างกายค่อนข้างแข็งแรง อีกทั้งพละกำลังของซอมบี้เองก็มากกว่ามนุษย์ธรรมดาอยู่แล้ว
แต่ลู่ชวนไม่คิดว่าพละกำลังของชายคนนี้จะมหาศาลกว่านั้น แรงปะทะอันรุนแรงที่ส่งผ่านมาทางท่อเหล็กทำให้แขนของหุ่นเชิดถึงกับชาหนึบ จนกระทั่งมันไม่สามารถจับขวานดับเพลิงไว้ได้ และถูกอีกฝ่ายฟาดจนกระเด็นหลุดมือไป!
ยิ่งไปกว่านั้นแล้ว ชายคนนี้ยังสังหารซอมบี้หุ่นเชิดได้อย่างเด็ดขาด อีกทั้งการโจมตีของเขาก็ต่อเนื่องและรวดเร็วมาก เพราะยังไม่ทันที่ลู่ชวนจะได้ทันตั้งตัว ท่อเหล็กนั้นก็ฟาดลงมาที่หัวของหุ่นเชิดแล้ว
ปัง!
พร้อมกับเสียงทึบดังขึ้น ก่อนที่หัวของหุ่นเชิดจะแตกกระจายราวกับลูกแตงโม
ชายคนนั้นเดินมาข้างๆ ศพหุ่นเชิดของลู่ชวนด้วยความสงสัย พลางมองไปที่ขวานดับเพลิงที่ถูกฟาดกระเด็นไปอย่างครุ่นคิด
“โลกใบนี้มันจะบ้าบอเกินไปแล้วนะเว้ย แม้แต่ซอมบี้ก็ยังรู้จักใช้อาวุธแล้วเหรอ?”
“หรือว่านี่จะเป็นซอมบี้สายพันธุ์วิวัฒนาการในรูปแบบใหม่อีก?”
แต่ในไม่ช้า เขาก็เลิกสนใจเรื่องนี้ และหันกลับไปมองเพื่อนร่วมทางที่อยู่ข้างหลังพร้อมกับเร่งเร้า
“เอาล่ะ พวกเรารีบขนเสบียงกันได้แล้ว ถ้าเกิดว่าเรียกพวกซอมบี้วิวัฒนาการตัวอื่นมาอีก เดี๋ยวจะซวยกันหมด”
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็รีบลงมือกันในทันที พวกเขาต่างรีบยัดอาหารและน้ำดื่มนานาชนิดลงในกระเป๋าเป้ของตัวเอง
ในยุคสุดท้ายแบบนี้ หากสามารถเจอร้านค้าที่ยังไม่ถูกปล้นได้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับสวรรค์บนดินเลยทีเดียว
“โชคดีจริงๆที่มีพี่กังจื่ออยู่ด้วย ไม่งั้นพวกเราคงหาอาหารได้ไม่เยอะขนาดนี้หรอก!”
“ใช่แล้ว ซอมบี้วิวัฒนาการแล้วมันจะทำไม? ด้วยพลังของพี่กังจื่อ ก็แค่ทุบทีเดียวมันก็จอดแล้ว!”
เมื่อเห็นว่าชายที่แข็งแกร่งคนนั้นสามารถทุบซอมบี้ให้ตายได้ในไม้เดียว เพื่อนร่วมทางคนอื่นๆก็ต่างพากันยกยอปอปั้นในขณะที่กำลังเก็บเสบียง
ในท้ายที่สุดแล้ว ยุคสุดท้าย การมีเพื่อนร่วมทางที่แข็งแกร่งก็การันตีโอกาสรอดชีวิตที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ชายที่ถูกเรียกว่ากังจื่อ เมื่อได้ยินคำเยินยอและคำชมจากทุกคน ใบหน้าของเขาก็เผยให้เห็นถึงความภาคภูมิใจในตัวเอง
………………….