- หน้าแรก
- โซโล่ เนโครแมนเซอร์!
- บทที่ 9: ฉันยินดีจะให้โอกาสเธอนะ
บทที่ 9: ฉันยินดีจะให้โอกาสเธอนะ
บทที่ 9: ฉันยินดีจะให้โอกาสเธอนะ
บทที่ 9: ฉันยินดีจะให้โอกาสเธอนะ
เรียกได้ว่าทั้งงานไม่มีใครที่ไม่รู้จักลู่หยานเลยแม้แต่คนเดียว
ในฐานะนักเรียนที่มีค่าพลังจิตสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของสถาบันเพลิงทมิฬ บรรดาอาจารย์ทุกคนต่างก็ฝากความหวังอันยิ่งใหญ่ไว้ที่ตัวของลู่หยาน
ยิ่งไปกว่านั้น อาจารย์ใหญ่เจียงเจิ้นเป่ยถึงกับได้ติดต่อกับทางสมาพันธ์วิถีสวรรค์ไว้ล่วงหน้าแล้วด้วยซ้ำ
และในฐานะผู้คุมกฎใหญ่ของสมาพันธ์วิถีสวรรค์สาขาเมืองเพลิงทมิฬ ฉินเลี่ยเองก็ได้คอยจับตามองลู่หยานมาเป็นเวลานานแล้วเช่นกัน
ดังนั้นในพิธีปลุกพลังเมื่อวานนี้ จึงมีผู้คนนับไม่ถ้วนต่างก็เฝ้ารอจับจ้องไปที่ลู่หยานมากมาย
แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับกลายเป็นว่า ลู่หยานได้ปลุกพลังเป็นอาชีพเนโครแมนเซอร์
ในชั่วพริบตานั้นเอง ความสนใจทั้งหมดที่เคยมีมาก็พลันสลายหายไปแทบจะในทันที
แต่หลังจากความรู้สึกเสียดายผ่านพ้นไป สายตาของพวกเขาก็หันไปจับจ้องที่ฉินอู่เหยาและผู้ที่ได้อาชีพระดับหายากอีกไม่กี่คนแทน
ทว่าใครจะไปคาดคิด
นี่มันเพิ่งจะผ่านไปแค่วันเดียวเท่านั้น...ไม่สิ ยังไม่ถึงวันดีด้วยซ้ำ ลู่หยานกลับไปถึงเลเวลแปดแล้ว!
ในปีก่อนๆ วันแรกของบอร์ดจัดอันดับน้องใหม่ โดยทั่วไปแล้วเลเวลสูงสุดก็อยู่ที่ประมาณเลเวลห้า ซึ่งนี่ก็ถือว่าสุดขีดจำกัดแล้ว
ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นตระกูลใหญ่ที่มุ่งเน้นการทำความเร็วในการอัปเลเวลในวันแรกอย่างสุดโต่ง ถึงขนาดที่ต้องไปเหมาพื้นที่ล่ามอนสเตอร์ในป่า ไล่ผู้เล่นใหม่คนอื่นๆออกไปเพื่อครอบครองพื้นที่มอนสเตอร์ขนาดใหญ่ พร้อมกันนั้นยังต้องใช้พันธสัญญาปาร์ตี้ราคาแพงเพื่อลดค่าบทลงโทษประสบการณ์อีกด้วย
และที่สำคัญ ตลอดกระบวนการยังต้องประสานงานกันเป็นอย่างดี เพื่อเพิ่มความเร็วในการล่ามอนสเตอร์ให้ถึงขีดสุดแบบสี่คนแบกหนึ่งคน ถึงจะพอมีโอกาสที่จะอัปเลเวลถึงหกได้ในวันแรก!
ส่วนการไปให้ถึงเลเวลเจ็ดได้ในวันแรกนั้น ในหน้าประวัติศาสตร์ก็แทบจะไม่เคยปรากฏให้เห็นเลยด้วยซ้ำ!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลเวลแปดเลย...นี่มันเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน!
ไม่มีใครรู้เลยว่าลู่หยานทำได้อย่างไร
เป็นที่รู้กันดีว่า ยิ่งเลเวลสูงขึ้นเท่าไหร่ ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ก็ยิ่งมหาศาลขึ้นเป็นทวีคูณ
ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ในการอัปจากเลเวลเจ็ดไปเลเวลแปดนั้น เทียบเท่ากับค่าประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นรวมกันเสียอีก!
และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้เพื่อไปให้ถึงเลเวลห้านั้น ยิ่งแตกต่างกันเกือบห้าเท่า!
เมื่ออยู่ต่อหน้าลู่หยานแล้ว การเก็บเลเวลแบบสี่แบกหนึ่งของตระกูลต่างๆเมื่อวานนี้ ดูราวกับกลายเป็นเรื่องตลกไปในทันที!
…..
ทางด้านข้างของลู่หยาน
ตอนนี้ เหลียงเส้าหยูถึงกับยืนนิ่งเป็นท่อนไม้ไปแล้ว
เขากำลังจ้องมองไปยังตารางอันดับอย่างไม่วางตา
ส่วนหวังหยูเจียวยิ่งตกตะลึงเข้าไปใหญ่
จากนั้นเธอก็หันไปมองลู่หยาน สายตาของเธอสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด
เธอไม่รู้หรอกว่าลู่หยานทำได้อย่างไร แต่สิ่งที่เธอคิดก็คือ...ถ้าหากเมื่อวานนี้เธอยอมที่จะไปเก็บเลเวลกับลู่หยานด้วยล่ะก็ วันนี้ในสามอันดับแรกของตาราง จะต้องมีชื่อของเธออยู่ด้วยอย่างแน่นอน!
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หวังหยูเจียวก็โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เบนตัวอ้อมผ่านเหลียงเส้าหยูแล้วพูดกับลู่หยานว่า
"ลู่หยาน ยินดีด้วยนะ ไม่นึกเลยว่าเธอจะอัปเลเวลได้เร็วขนาดนี้ ไม่รู้เลยว่าเธอทำได้ยังไง..."
แต่ยังไม่ทันที่จะพูดจบ เธอก็ถูกลู่หยานพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
"ไม่ต้องมาทำเป็นตีสนิทหรอก เมื่อวานเธอก็พูดถูกแล้วนะ...ว่าเราสองคนน่ะ ไม่ใช่คนโลกเดียวกัน"
หวังหยูเจียวอ้าปากค้าง ความหวังสุดท้ายในใจของเธอพังทลายลงในทันที
เธอยังคิดอยู่เลยว่าวันนี้จะมาขอตั้งปาร์ตี้กับลู่หยาน…ถึงแม้จะไม่รู้ว่าลู่หยานใช้วิธีไหนในการอัปเลเวล แต่ขอแค่ได้ตั้งปาร์ตี้กับลู่หยาน เธอก็จะได้รับค่าประสบการณ์ไปด้วย!
น่าเสียดาย...สายตาอันเย็นชาของลู่หยานที่มองมายังหวังหยูเจียว มันถึงกับแฝงไปด้วยความรังเกียจอยู่จางๆ
ในขณะเดียวกัน คนที่น่าจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่สุดในตอนนี้ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเหลียงเส้าหยู
ร่างของเขาแข็งทื่อ นั่งคั่นอยู่ระหว่างคนทั้งสอง
เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าหวังหยูเจียวต้องการจะกลับไปเอาใจลู่หยานอีกครั้งก็เพราะอันดับของเขา แต่ก็น่าเสียดายที่ถูกลู่หยานปฏิเสธกลับมา
หวังหยูเจียว...คนที่เขาอุตส่าห์แย่งชิงมาได้ด้วยความยากลำบาก ในตอนนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแค่ขยะที่ลู่หยานโยนทิ้งไปอย่างไร้ค่า
ยิ่งบวกกับคำพูดเยาะเย้ยของเหลียงเส้าหยูที่มีต่อลู่หยานก่อนหน้านี้ด้วยแล้ว
แค่เลเวลสี่...กลับไปโอ้อวดต่อหน้าลู่หยานอยู่ตั้งนาน แค่อันดับที่ยี่สิบสองก็ยังจะไปเยาะเย้ยเขาอีก
พอมาลองคิดดูตอนนี้แล้ว การกระทำของเหลียงเส้าหยูเมื่อครู่นี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าลู่หยานที่เลเวลแปดไปแล้ว...มันช่างไม่ต่างอะไรกับตัวตลกเลยจริงๆ!
แล้วประจวบเหมาะกับตอนนั้นพอดี ลู่หยานกลับหันไปมองเหลียงเส้าหยูด้วยความสนใจ แล้วเอ่ยขึ้นว่า
"คุณชายใหญ่เหลียง ทำไมเงียบไปแล้วล่ะ? อันดับของคุณก็ไม่เลวนี่นา อย่างน้อยก็ยังติดอันดับนะ ในขณะที่เพื่อนร่วมห้องหลายคนยังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะติดอันดับด้วยซ้ำ น่าดีใจออก...ก็แค่ช่องว่างมันอาจจะห่างไปหน่อย ก็พยายามต่อไปแล้วกัน"
น้ำเสียงที่เหมือนกับกำลังสั่งสอนนั้น ทำเอาเหลียงเส้าหยูโกรธจนหน้าเขียว!
แต่เขากลับไม่สามารถเอ่ยคำโต้แย้งใดๆ ออกมาได้เลยแม้แต่คำเดียว
ความจริงมันก็ปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว...ลู่หยานเลเวลแปด กับเหลียงเส้าหยูเลเวลสี่ ช่องว่างระหว่างกันและกันนี้มันไม่ได้ง่ายแค่คูณสองเท่านั้น
แต่มันห่างกันเป็นสิบๆเท่า!
…..
บนเวที บรรดาผู้ใหญ่ต่างก็เริ่มได้สติกลับมา
จากนั้น อาจารย์ใหญ่เจียงเจิ้นเป่ยก็กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า
"ดูเหมือนว่านักเรียนรุ่นนี้ของเราจะมีเสือซ่อนมังกรหลบอยู่จริงๆนะ…ไม่เลว ไม่เลวเลย ควรค่าแก่การยกย่องจริงๆ"
ส่วนฉินเลี่ยนั้น สายตาของเขากลับคมปลาบราวกับคบเพลิง กวาดมองไปทั่วบริเวณเบื้องล่าง เพื่อค้นหาร่างของลู่หยานในกลุ่มคน
เพราะเขานึกถึงท่าทีแปลกๆ ของฉินอู่เหยาเมื่อวานนี้ขึ้นมาได้
ตอนที่กินข้าวกัน เธอย้ำแล้วย้ำอีกเกี่ยวกับเรื่องเนโครแมนเซอร์!
แล้วเมื่อเช้านี้ เธอก็ยังยืนยันอย่างหนักแน่นอีกว่าตัวเองไม่มีทางได้ที่หนึ่งอย่างแน่นอน!
ฉินอู่เหยาต้องรู้อะไรบางอย่างแน่ๆ!
แค่ชั่วพริบตาเดียวฉินเลี่ยก็สามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมดแล้วได้ข้อสรุปออกมา
แต่ส่วนที่ว่าลู่หยานทำได้อย่างไรนั้น ฉินเลี่ยเองก็ยังคิดไม่ออก
….
จากนั้น ตามธรรมเนียมปฏิบัติ เจียงเจิ้นเป่ยก็ได้อธิบายรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่ต้องระวังเกี่ยวกับการลงดันเจี้ยนและล่ามอนสเตอร์นอกเมืองสำหรับอาชีพที่เพิ่งปลุกพลังใหม่ๆ
สุดท้ายเขาก็กล่าวสรุปว่า
"ก็ได้เวลาพอสมควรแล้ว หากนักเรียนในแต่ละห้องยังมีคำถามอะไรเพิ่มเติม ก็สามารถไปสอบถามรายละเอียดกับอาจารย์ประจำห้องของตัวเองได้...เลิกประชุมได้ครับ"
หลังจากเลิกประชุม ขณะที่ลู่หยานกำลังจะเดินออกจากลานกว้าง…ทันใดนั้น หวังหยูเจียวก็มายืนขวางหน้าเขาไว้ด้วยท่าทีน่ารักน่าเอ็นดู
"ลู่หยาน ขอโทษนะ เรื่องเมื่อวานนี้..."
"เธอยังมีธุระอะไรรึเปล่า?" ลู่หยานพูดแทรกขึ้นมาทันที
"เธอกำลังจะไปอัปเลเวลเหรอ? เรามาตั้งปาร์ตี้กันเถอะนะ" หวังหยูเจียวรีบพูดอย่างร้อนรน
ลู่หยานหัวเราะเบาๆในลำคอ แล้วเอ่ยว่า
"อะไรกัน? คุณชายใหญ่เหลียงไม่ได้ไปกับเธอด้วยเหรอ? ฉันก็เป็นแค่เนโครแมนเซอร์ธรรมดาๆคนหนึ่ง จะให้ไปตั้งปาร์ตี้อะไรกับเธอได้? แล้วอีกอย่าง เธอก็เป็นคนพูดเองไม่ใช่เหรอ...ว่าเราไม่ใช่คนโลกเดียวกันน่ะ"
"เธอ..." สีหน้าของหวังหยูเจียวพลันดูย่ำแย่ลง
"เธอยังโกรธฉันอยู่ใช่ไหม? ฉัน...เมื่อคืนฉันกับเหลียงเส้าหยู...คือฉันเมาน่ะ ไม่ได้เต็มใจเลยนะ ถ้าเธออยากได้...ฉันก็ให้เธอได้นะ ตอนนี้เลยก็ได้! เราไปบ้านเธอกันดีไหม?"
พูดตามตรงเลยว่า ในวินาทีนี้ลู่หยานกลับรู้สึกโล่งใจขึ้นมา
สภาพของหวังหยูเจียวในตอนนี้ ได้ทำลายความรู้สึกอาลัยอาวรณ์สุดท้ายที่ลู่หยานเคยมีต่อเธอจนหมดสิ้น
คนชั้นต่ำแบบนี้...ฉินอู่เหยาพูดถูกแล้ว เรียนจบแล้วก็เลิกกันไปน่ะดีแล้ว จะได้ลดความเสียหายให้น้อยที่สุด ถือเป็นเรื่องดี!
"ทำแบบนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก" ลู่หยานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
"ฉันรู้ว่าเธอยังชอบฉันอยู่ ฉันยินดีจะให้โอกาสเธอนะ เรากลับมาคบกันใหม่ แล้วก็ตั้งปาร์ตี้อัปเลเวลด้วยกันดีไหม?" น้ำเสียงของหวังหยูเจียวแทบจะกลายเป็นการอ้อนวอน
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ
และลู่หยานก็ยังไม่ทันจะได้ตอบอะไรกลับไป
ฉินอู่เหยาก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาควงแขนของลู่หยานอย่างสนิทสนม แล้วเอ่ยขึ้นว่า
"ลู่หยานมาทำอะไรอยู่ตรงนี้เนี่ย รีบไปกันได้แล้ว เราต้องไปตั้งตี้ลงดันเจี้ยนกันนะ"
ในทันทีนั้นเอง สีหน้าของหวังหยูเจียวก็พลันแข็งค้างอยู่บนใบหน้า
หลังจากพูดจบ ฉินอู่เหยาก็เหลือบมองไปที่หวังหยูเจียว แล้วแสร้งทำเป็นประหลาดใจ
"อ้าวนี่...หวังหยูเจียวไม่ใช่เหรอไง? เป็นอะไรไปล่ะ คุณชายใหญ่เหลียงของเธอไม่พาไปอัปเลเวลด้วยเหรอ?"
สีหน้าของหวังหยูเจียวยิ่งดูย่ำแย่ลงไปอีก
เธอรู้ดีว่าฉินอู่เหยาเป็นใคร ขนาดเหลียงเส้าหยูยังไม่กล้าต่อกรกับฉินอู่เหยาเลย แล้วนับประสาอะไรกับเธอ
"เส้าหยูไปเข้าห้องน้ำน่ะค่ะ เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว...งั้น...งั้นฉันไปก่อนนะคะ"
เมื่อพูดจบ เธอก็รีบเดินจากไปอย่างหงอๆ
ลู่หยานได้แต่หัวเราะอย่างจนใจพลางมองไปที่ฉินอู่เหยา
แต่ในใจของเขากลับรู้สึกขอบคุณเธออยู่ไม่น้อย เขามองออกอย่างชัดเจนว่าที่ฉินอู่เหยาทำแบบนี้ ก็เพราะเห็นว่าหวังหยูเจียวกำลังจะเข้ามาพัวพันกับเขานั่นเอง
(จบตอน)