เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 9: ฉันยินดีจะให้โอกาสเธอนะ

บทที่ 9: ฉันยินดีจะให้โอกาสเธอนะ

บทที่ 9: ฉันยินดีจะให้โอกาสเธอนะ


บทที่ 9: ฉันยินดีจะให้โอกาสเธอนะ

เรียกได้ว่าทั้งงานไม่มีใครที่ไม่รู้จักลู่หยานเลยแม้แต่คนเดียว

ในฐานะนักเรียนที่มีค่าพลังจิตสูงสุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของสถาบันเพลิงทมิฬ บรรดาอาจารย์ทุกคนต่างก็ฝากความหวังอันยิ่งใหญ่ไว้ที่ตัวของลู่หยาน

ยิ่งไปกว่านั้น อาจารย์ใหญ่เจียงเจิ้นเป่ยถึงกับได้ติดต่อกับทางสมาพันธ์วิถีสวรรค์ไว้ล่วงหน้าแล้วด้วยซ้ำ

และในฐานะผู้คุมกฎใหญ่ของสมาพันธ์วิถีสวรรค์สาขาเมืองเพลิงทมิฬ ฉินเลี่ยเองก็ได้คอยจับตามองลู่หยานมาเป็นเวลานานแล้วเช่นกัน

ดังนั้นในพิธีปลุกพลังเมื่อวานนี้ จึงมีผู้คนนับไม่ถ้วนต่างก็เฝ้ารอจับจ้องไปที่ลู่หยานมากมาย

แต่ผลลัพธ์ที่ออกมากลับกลายเป็นว่า ลู่หยานได้ปลุกพลังเป็นอาชีพเนโครแมนเซอร์

ในชั่วพริบตานั้นเอง ความสนใจทั้งหมดที่เคยมีมาก็พลันสลายหายไปแทบจะในทันที

แต่หลังจากความรู้สึกเสียดายผ่านพ้นไป สายตาของพวกเขาก็หันไปจับจ้องที่ฉินอู่เหยาและผู้ที่ได้อาชีพระดับหายากอีกไม่กี่คนแทน

ทว่าใครจะไปคาดคิด

นี่มันเพิ่งจะผ่านไปแค่วันเดียวเท่านั้น...ไม่สิ ยังไม่ถึงวันดีด้วยซ้ำ ลู่หยานกลับไปถึงเลเวลแปดแล้ว!

ในปีก่อนๆ วันแรกของบอร์ดจัดอันดับน้องใหม่ โดยทั่วไปแล้วเลเวลสูงสุดก็อยู่ที่ประมาณเลเวลห้า ซึ่งนี่ก็ถือว่าสุดขีดจำกัดแล้ว

ยกเว้นเสียแต่ว่าจะเป็นตระกูลใหญ่ที่มุ่งเน้นการทำความเร็วในการอัปเลเวลในวันแรกอย่างสุดโต่ง ถึงขนาดที่ต้องไปเหมาพื้นที่ล่ามอนสเตอร์ในป่า ไล่ผู้เล่นใหม่คนอื่นๆออกไปเพื่อครอบครองพื้นที่มอนสเตอร์ขนาดใหญ่ พร้อมกันนั้นยังต้องใช้พันธสัญญาปาร์ตี้ราคาแพงเพื่อลดค่าบทลงโทษประสบการณ์อีกด้วย

และที่สำคัญ ตลอดกระบวนการยังต้องประสานงานกันเป็นอย่างดี เพื่อเพิ่มความเร็วในการล่ามอนสเตอร์ให้ถึงขีดสุดแบบสี่คนแบกหนึ่งคน ถึงจะพอมีโอกาสที่จะอัปเลเวลถึงหกได้ในวันแรก!

ส่วนการไปให้ถึงเลเวลเจ็ดได้ในวันแรกนั้น ในหน้าประวัติศาสตร์ก็แทบจะไม่เคยปรากฏให้เห็นเลยด้วยซ้ำ!

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลเวลแปดเลย...นี่มันเป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน!

ไม่มีใครรู้เลยว่าลู่หยานทำได้อย่างไร

เป็นที่รู้กันดีว่า ยิ่งเลเวลสูงขึ้นเท่าไหร่ ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ก็ยิ่งมหาศาลขึ้นเป็นทวีคูณ

ค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้ในการอัปจากเลเวลเจ็ดไปเลเวลแปดนั้น เทียบเท่ากับค่าประสบการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมาตั้งแต่ต้นรวมกันเสียอีก!

และเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับค่าประสบการณ์ที่ต้องใช้เพื่อไปให้ถึงเลเวลห้านั้น ยิ่งแตกต่างกันเกือบห้าเท่า!

เมื่ออยู่ต่อหน้าลู่หยานแล้ว การเก็บเลเวลแบบสี่แบกหนึ่งของตระกูลต่างๆเมื่อวานนี้ ดูราวกับกลายเป็นเรื่องตลกไปในทันที!

…..

ทางด้านข้างของลู่หยาน

ตอนนี้ เหลียงเส้าหยูถึงกับยืนนิ่งเป็นท่อนไม้ไปแล้ว

เขากำลังจ้องมองไปยังตารางอันดับอย่างไม่วางตา

ส่วนหวังหยูเจียวยิ่งตกตะลึงเข้าไปใหญ่

จากนั้นเธอก็หันไปมองลู่หยาน สายตาของเธอสั่นไหวอย่างเห็นได้ชัด

เธอไม่รู้หรอกว่าลู่หยานทำได้อย่างไร แต่สิ่งที่เธอคิดก็คือ...ถ้าหากเมื่อวานนี้เธอยอมที่จะไปเก็บเลเวลกับลู่หยานด้วยล่ะก็ วันนี้ในสามอันดับแรกของตาราง จะต้องมีชื่อของเธออยู่ด้วยอย่างแน่นอน!

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หวังหยูเจียวก็โน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย เบนตัวอ้อมผ่านเหลียงเส้าหยูแล้วพูดกับลู่หยานว่า

"ลู่หยาน ยินดีด้วยนะ ไม่นึกเลยว่าเธอจะอัปเลเวลได้เร็วขนาดนี้ ไม่รู้เลยว่าเธอทำได้ยังไง..."

แต่ยังไม่ทันที่จะพูดจบ เธอก็ถูกลู่หยานพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน

"ไม่ต้องมาทำเป็นตีสนิทหรอก เมื่อวานเธอก็พูดถูกแล้วนะ...ว่าเราสองคนน่ะ ไม่ใช่คนโลกเดียวกัน"

หวังหยูเจียวอ้าปากค้าง ความหวังสุดท้ายในใจของเธอพังทลายลงในทันที

เธอยังคิดอยู่เลยว่าวันนี้จะมาขอตั้งปาร์ตี้กับลู่หยาน…ถึงแม้จะไม่รู้ว่าลู่หยานใช้วิธีไหนในการอัปเลเวล แต่ขอแค่ได้ตั้งปาร์ตี้กับลู่หยาน เธอก็จะได้รับค่าประสบการณ์ไปด้วย!

น่าเสียดาย...สายตาอันเย็นชาของลู่หยานที่มองมายังหวังหยูเจียว มันถึงกับแฝงไปด้วยความรังเกียจอยู่จางๆ

ในขณะเดียวกัน คนที่น่าจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจที่สุดในตอนนี้ก็คงจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากเหลียงเส้าหยู

ร่างของเขาแข็งทื่อ นั่งคั่นอยู่ระหว่างคนทั้งสอง

เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าหวังหยูเจียวต้องการจะกลับไปเอาใจลู่หยานอีกครั้งก็เพราะอันดับของเขา แต่ก็น่าเสียดายที่ถูกลู่หยานปฏิเสธกลับมา

หวังหยูเจียว...คนที่เขาอุตส่าห์แย่งชิงมาได้ด้วยความยากลำบาก ในตอนนี้กลับให้ความรู้สึกเหมือนเป็นแค่ขยะที่ลู่หยานโยนทิ้งไปอย่างไร้ค่า

ยิ่งบวกกับคำพูดเยาะเย้ยของเหลียงเส้าหยูที่มีต่อลู่หยานก่อนหน้านี้ด้วยแล้ว

แค่เลเวลสี่...กลับไปโอ้อวดต่อหน้าลู่หยานอยู่ตั้งนาน แค่อันดับที่ยี่สิบสองก็ยังจะไปเยาะเย้ยเขาอีก

พอมาลองคิดดูตอนนี้แล้ว การกระทำของเหลียงเส้าหยูเมื่อครู่นี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าลู่หยานที่เลเวลแปดไปแล้ว...มันช่างไม่ต่างอะไรกับตัวตลกเลยจริงๆ!

แล้วประจวบเหมาะกับตอนนั้นพอดี ลู่หยานกลับหันไปมองเหลียงเส้าหยูด้วยความสนใจ แล้วเอ่ยขึ้นว่า

"คุณชายใหญ่เหลียง ทำไมเงียบไปแล้วล่ะ? อันดับของคุณก็ไม่เลวนี่นา อย่างน้อยก็ยังติดอันดับนะ ในขณะที่เพื่อนร่วมห้องหลายคนยังไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะติดอันดับด้วยซ้ำ น่าดีใจออก...ก็แค่ช่องว่างมันอาจจะห่างไปหน่อย ก็พยายามต่อไปแล้วกัน"

น้ำเสียงที่เหมือนกับกำลังสั่งสอนนั้น ทำเอาเหลียงเส้าหยูโกรธจนหน้าเขียว!

แต่เขากลับไม่สามารถเอ่ยคำโต้แย้งใดๆ ออกมาได้เลยแม้แต่คำเดียว

ความจริงมันก็ปรากฏให้เห็นอยู่ตรงหน้าแล้ว...ลู่หยานเลเวลแปด กับเหลียงเส้าหยูเลเวลสี่ ช่องว่างระหว่างกันและกันนี้มันไม่ได้ง่ายแค่คูณสองเท่านั้น

แต่มันห่างกันเป็นสิบๆเท่า!

…..

บนเวที บรรดาผู้ใหญ่ต่างก็เริ่มได้สติกลับมา

จากนั้น อาจารย์ใหญ่เจียงเจิ้นเป่ยก็กล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า

"ดูเหมือนว่านักเรียนรุ่นนี้ของเราจะมีเสือซ่อนมังกรหลบอยู่จริงๆนะ…ไม่เลว ไม่เลวเลย ควรค่าแก่การยกย่องจริงๆ"

ส่วนฉินเลี่ยนั้น สายตาของเขากลับคมปลาบราวกับคบเพลิง กวาดมองไปทั่วบริเวณเบื้องล่าง เพื่อค้นหาร่างของลู่หยานในกลุ่มคน

เพราะเขานึกถึงท่าทีแปลกๆ ของฉินอู่เหยาเมื่อวานนี้ขึ้นมาได้

ตอนที่กินข้าวกัน เธอย้ำแล้วย้ำอีกเกี่ยวกับเรื่องเนโครแมนเซอร์!

แล้วเมื่อเช้านี้ เธอก็ยังยืนยันอย่างหนักแน่นอีกว่าตัวเองไม่มีทางได้ที่หนึ่งอย่างแน่นอน!

ฉินอู่เหยาต้องรู้อะไรบางอย่างแน่ๆ!

แค่ชั่วพริบตาเดียวฉินเลี่ยก็สามารถรวบรวมข้อมูลทั้งหมดแล้วได้ข้อสรุปออกมา

แต่ส่วนที่ว่าลู่หยานทำได้อย่างไรนั้น ฉินเลี่ยเองก็ยังคิดไม่ออก

….

จากนั้น ตามธรรมเนียมปฏิบัติ เจียงเจิ้นเป่ยก็ได้อธิบายรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ ที่ต้องระวังเกี่ยวกับการลงดันเจี้ยนและล่ามอนสเตอร์นอกเมืองสำหรับอาชีพที่เพิ่งปลุกพลังใหม่ๆ

สุดท้ายเขาก็กล่าวสรุปว่า

"ก็ได้เวลาพอสมควรแล้ว หากนักเรียนในแต่ละห้องยังมีคำถามอะไรเพิ่มเติม ก็สามารถไปสอบถามรายละเอียดกับอาจารย์ประจำห้องของตัวเองได้...เลิกประชุมได้ครับ"

หลังจากเลิกประชุม ขณะที่ลู่หยานกำลังจะเดินออกจากลานกว้าง…ทันใดนั้น หวังหยูเจียวก็มายืนขวางหน้าเขาไว้ด้วยท่าทีน่ารักน่าเอ็นดู

"ลู่หยาน ขอโทษนะ เรื่องเมื่อวานนี้..."

"เธอยังมีธุระอะไรรึเปล่า?" ลู่หยานพูดแทรกขึ้นมาทันที

"เธอกำลังจะไปอัปเลเวลเหรอ? เรามาตั้งปาร์ตี้กันเถอะนะ" หวังหยูเจียวรีบพูดอย่างร้อนรน

ลู่หยานหัวเราะเบาๆในลำคอ แล้วเอ่ยว่า

"อะไรกัน? คุณชายใหญ่เหลียงไม่ได้ไปกับเธอด้วยเหรอ? ฉันก็เป็นแค่เนโครแมนเซอร์ธรรมดาๆคนหนึ่ง จะให้ไปตั้งปาร์ตี้อะไรกับเธอได้? แล้วอีกอย่าง เธอก็เป็นคนพูดเองไม่ใช่เหรอ...ว่าเราไม่ใช่คนโลกเดียวกันน่ะ"

"เธอ..." สีหน้าของหวังหยูเจียวพลันดูย่ำแย่ลง

"เธอยังโกรธฉันอยู่ใช่ไหม? ฉัน...เมื่อคืนฉันกับเหลียงเส้าหยู...คือฉันเมาน่ะ ไม่ได้เต็มใจเลยนะ ถ้าเธออยากได้...ฉันก็ให้เธอได้นะ ตอนนี้เลยก็ได้! เราไปบ้านเธอกันดีไหม?"

พูดตามตรงเลยว่า ในวินาทีนี้ลู่หยานกลับรู้สึกโล่งใจขึ้นมา

สภาพของหวังหยูเจียวในตอนนี้ ได้ทำลายความรู้สึกอาลัยอาวรณ์สุดท้ายที่ลู่หยานเคยมีต่อเธอจนหมดสิ้น

คนชั้นต่ำแบบนี้...ฉินอู่เหยาพูดถูกแล้ว เรียนจบแล้วก็เลิกกันไปน่ะดีแล้ว จะได้ลดความเสียหายให้น้อยที่สุด ถือเป็นเรื่องดี!

"ทำแบบนี้ไปก็ไม่มีประโยชน์หรอก" ลู่หยานกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

"ฉันรู้ว่าเธอยังชอบฉันอยู่ ฉันยินดีจะให้โอกาสเธอนะ เรากลับมาคบกันใหม่ แล้วก็ตั้งปาร์ตี้อัปเลเวลด้วยกันดีไหม?" น้ำเสียงของหวังหยูเจียวแทบจะกลายเป็นการอ้อนวอน

แต่ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ

และลู่หยานก็ยังไม่ทันจะได้ตอบอะไรกลับไป

ฉินอู่เหยาก็วิ่งพรวดพราดเข้ามาควงแขนของลู่หยานอย่างสนิทสนม แล้วเอ่ยขึ้นว่า

"ลู่หยานมาทำอะไรอยู่ตรงนี้เนี่ย รีบไปกันได้แล้ว เราต้องไปตั้งตี้ลงดันเจี้ยนกันนะ"

ในทันทีนั้นเอง สีหน้าของหวังหยูเจียวก็พลันแข็งค้างอยู่บนใบหน้า

หลังจากพูดจบ ฉินอู่เหยาก็เหลือบมองไปที่หวังหยูเจียว แล้วแสร้งทำเป็นประหลาดใจ

"อ้าวนี่...หวังหยูเจียวไม่ใช่เหรอไง? เป็นอะไรไปล่ะ คุณชายใหญ่เหลียงของเธอไม่พาไปอัปเลเวลด้วยเหรอ?"

สีหน้าของหวังหยูเจียวยิ่งดูย่ำแย่ลงไปอีก

เธอรู้ดีว่าฉินอู่เหยาเป็นใคร ขนาดเหลียงเส้าหยูยังไม่กล้าต่อกรกับฉินอู่เหยาเลย แล้วนับประสาอะไรกับเธอ

"เส้าหยูไปเข้าห้องน้ำน่ะค่ะ เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว...งั้น...งั้นฉันไปก่อนนะคะ"

เมื่อพูดจบ เธอก็รีบเดินจากไปอย่างหงอๆ

ลู่หยานได้แต่หัวเราะอย่างจนใจพลางมองไปที่ฉินอู่เหยา

แต่ในใจของเขากลับรู้สึกขอบคุณเธออยู่ไม่น้อย เขามองออกอย่างชัดเจนว่าที่ฉินอู่เหยาทำแบบนี้ ก็เพราะเห็นว่าหวังหยูเจียวกำลังจะเข้ามาพัวพันกับเขานั่นเอง

(จบตอน)

จบบทที่ บทที่ 9: ฉันยินดีจะให้โอกาสเธอนะ

คัดลอกลิงก์แล้ว