- หน้าแรก
- ช่างหัวคุณหนูตัวปลอม นางร้ายอย่างข้าจะไปทำฟาร์ม
- บทที่ 12 ลางสังหรณ์แห่งวิกฤต
บทที่ 12 ลางสังหรณ์แห่งวิกฤต
บทที่ 12 ลางสังหรณ์แห่งวิกฤต
บทที่ 12 ลางสังหรณ์แห่งวิกฤต
เวลาเที่ยงคืนครึ่ง
เย่เจินเพิ่งจะเดินพ้นเขตเมืองเล็กๆ ก็ได้ยินเสียงดัง โครม มาจากข้างหลัง
เมื่อหันกลับไปดูก็เห็นรถเก๋งสีดำคันหนึ่งซึ่งไม่รู้มาจากไหน พุ่งเข้าชนกับราวกั้นริมถนนอย่างจัง ครึ่งหนึ่งของหน้ารถถึงกับทะลุเข้าไปในพุ่มไม้ริมทาง
ดึกดื่นค่อนคืนขนาดนี้ รอบๆ ก็ไม่มีคนเดินผ่านไปมาให้ช่วยเลย
เย่เจินรีบวิ่งเข้าไปดู เห็นชายที่นั่งอยู่ตรงที่นั่งคนขับฟุบหน้าอยู่บนพวงมาลัย ไม่ขยับเขยื้อนเลย
เห็นได้ชัดว่าคนหมดสติไปแล้ว
ประสาทสัมผัสทั้งห้าของเย่เจินเฉียบคม เธอได้ยินเสียงน้ำมันรั่วจากรถแล้ว จึงรีบเคาะกระจกรถ "คุณคะ! เป็นอะไรหรือเปล่าคะ? คุณ!"
ชายคนนั้นไม่ตอบ
เย่เจินขมวดคิ้ว อย่างจนใจ เธอจึงต้องใช้กำลังกระชากประตูรถออก แล้วลากชายคนนั้นไปยังที่ที่ปลอดภัยข้างทาง
จะว่าไปแล้ว ชายคนนี้ดูผอมเพรียว แต่กลับหนักอึ้งชะมัด...
หลังจากส่งพลังปราณสายหนึ่งเข้าไปในร่างกายของชายคนนั้นอย่างเงียบๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตแล้ว เย่เจินก็ลุกขึ้นปัดมือ คิดจะทำตัวเป็นผู้ปิดทองหลังพระ... ทำความดีแล้วก็จากไปเงียบๆ
แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็ต้องหยุดลง
เพื่อป้องกันไม่ให้หลังจากเธอไปแล้ว รถเก๋งเกิดระเบิดจนทำร้ายผู้บริสุทธิ์ เย่เจินก้มลงไปหยิบก้อนดินขนาดเท่าเมล็ดถั่วแระสองสามก้อนจากพุ่มไม้ข้างทาง แล้วโยนไปรอบๆ รถเก๋ง...
หลังจากทำทั้งหมดนี้เสร็จ เธอก็เดินหายเข้าไปในภูเขาอย่างสบายอารมณ์ โดยไม่ทันได้สังเกตว่าชายคนที่เธอเพิ่งลากไปไว้ริมถนนและยังหมดสติอยู่นั้น เปลือกตาของเขาสั่นระริกเล็กน้อย ปลายนิ้วที่ทอดอยู่ข้างลำตัวก็ขยับเล็กน้อยอย่างมองแทบไม่เห็น
ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถเก๋งอีกคันหนึ่งก็ขับฝ่าความมืดมิดของยามค่ำคืนมาถึงที่เกิดเหตุ
เด็กสาวที่แต่งหน้าอย่างประณีตและมีใบหน้างดงามน่ารักเปิดประตูลงจากรถ
ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นนางเอกดวงปลาคาร์ป เย่เวย นั่นเอง
เย่เวยมองไปรอบๆ แต่กลับพบเพียงรถเก๋งที่ยังคงมีน้ำมันรั่วอยู่ ไม่เห็นแม้แต่เงาของคน
คนล่ะ? วาสนาของเธอหายไปไหน! เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย
ในใจพลันเกิดลางสังหรณ์แห่งวิกฤตว่าเรื่องราวกำลังจะหลุดออกจากเส้นทางเดิม...
ในขณะเดียวกัน เย่เจินก็ได้มาถึงส่วนลึกของเขาหวาตูแล้ว
เธอมองหาลำธารในหุบเขาแห่งหนึ่งทางทิศใต้ของเทือกเขา ที่นี่มีภูมิประเทศที่สูงชัน ลำธารไหลจากที่สูงลงมา หยดน้ำกระเซ็นกลายเป็นม่านหมอกจางๆ
บรรยากาศงดงาม พลังปราณเข้มข้น เป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การบ่มเพาะพลังอย่างยิ่ง
เย่เจินพลิ้วตัวเพียงครั้งเดียวก็กระโดดขึ้นไปบนก้อนหินใหญ่ที่โผล่พ้นน้ำกลางลำธาร หลับตาลงเบาๆ แล้วเริ่มนั่งขัดสมาธิโคจรลมปราณ
ท่ามกลางม่านหมอก กลิ่นหอมสดชื่นของต้นไม้ใบหญ้า แทรกซึมเข้าสู่ร่างกายพร้อมกับลมหายใจเข้าออก ทำให้รู้สึกสดชื่นอย่างบอกไม่ถูก
โดยไม่รู้ตัว เย่เจินก็เข้าสู่สภาวะที่ลึกล้ำ
สถานการณ์ของเธอในตอนนี้ค่อนข้างพิเศษ
เพราะในด่านเคราะห์ เธอถูกอัสนีสวรรค์เร้นลับสายสุดท้ายฟาดกลับมายังยุคปัจจุบัน ทำให้แม้แต่ตัวเธอเองก็ไม่รู้ว่า ด่านเคราะห์เปลี่ยนเทวะของเธอครั้งนี้ ถือว่าผ่านหรือไม่ผ่านกันแน่
ในทะเลปราณของเธอ ทารกหยวนอิงได้หายไปแล้ว แต่กลับไม่มีร่างอวตารแห่งจิตเทวะปรากฏขึ้นมา มีเพียงทะเลอัสนีบาตอันกว้างใหญ่ไพศาลที่มองไม่เห็นขอบเขตและเต็มไปด้วยสายฟ้าฟาดฟันอยู่ภายใน
สถานการณ์ที่แปลกประหลาดเช่นนี้ ตอนที่เย่เจินอยู่ในโลกของผู้ฝึกตนก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน
แต่จริงๆ แล้วเธอก็ไม่ได้กังวลอะไรมาก
ก็เป็นการบ่มเพาะพลังแบบวิทยาศาสตร์นี่นา ด้วยพลังของเทคโนโลยียุคใหม่ ยังไงก็ต้องหาทางควบคุมทะเลอัสนีบาต หรือกระทั่งนำมันมาใช้เป็นของตัวเองได้บ้างแหละ
เย่เจินตั้งอกตั้งใจบ่มเพาะพลัง...
จนกระทั่งขอบฟ้าเริ่มสว่าง หมู่เมฆสีแดงฉานม้วนตัวขึ้นมา ดวงอาทิตย์กลมโตทะลวงผ่านม่านเมฆ ไอม่วงแห่งรุ่งอรุณที่มาพร้อมกับแสงสีทองอ่อนๆ สาดส่องลงบนร่างของเธอ ทะเลอัสนีบาตในทะเลปราณของเธอพลันปั่นป่วนขึ้นมา...
ทันใดนั้น เย่เจินก็ลืมตาขึ้น แหงนหน้ามองท้องฟ้า ดวงอาทิตย์ค่อยๆ ลอยสูงขึ้น
ผ่านไปครู่ใหญ่ เธอก้มหน้ามองแสงสีม่วงจางๆ ที่ยังไม่ทันจะสลายไปหมดจากปลายนิ้ว แล้วยิ้มออกมาเงียบๆ
ได้ผลจริงๆ ด้วย
ตอนที่ถืออาหารเช้ากลับมาถึงโฮมสเตย์ พวกของเย่จิ้นก็ตื่นกันแล้ว
ทุกคนรีบกินอาหารเช้ากันอย่างรวดเร็ว แล้วตามเย่เจินเข้าเขาไป
บ่ายวันนั้น ร้านขายยาสมุนไพรเพียงแห่งเดียวในเมืองเล็กๆ ก็ได้ต้อนรับลูกค้ารายเล็กๆ สองสามคน
ร้านนี้ตั้งอยู่ในทำเลที่ค่อนข้างเปลี่ยว
เย่หว่านก้าวเข้าไปในร้านเป็นคนแรก เธอมองซ้ายมองขวา แล้วหันกลับมากระซิบกับเย่เจิน "พี่ใหญ่ ทำไมหนูรู้สึกว่าที่นี่ดูไม่เหมือนร้านค้าของคนดีๆ เลยล่ะคะ?"
เย่เจินตบมือเธอเบาๆ เป็นเชิงให้วางใจ แล้วก็พาเจ้าอ้วนเย่เถียนเถียนไปที่เคาน์เตอร์
เย่เถียนเถียนทำหน้าที่ได้อย่างยอดเยี่ยม ไม่นานก็ได้คะแนนความประทับใจจากอีกฝ่ายไปเต็มๆ แถมยังหลอกถามข้อมูลออกมาได้ไม่น้อยอย่างแนบเนียน
เย่จิ้นเดินรั้งท้ายสุด กำลังจะแอบอู้งีบหลับ ก็รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง
"พี่ใหญ่" เขาเดินเข้าไปช้าๆ แล้วพูดขึ้นทันที "ร้านนี้ดูไม่ค่อยเท่าไหร่เลย สงสัยจะซื้อโสมป่าหัวใหญ่ที่เราเพิ่งขุดได้ในเขาไม่ไหวหรอก..."
เย่เจินรีบเอามือปิดปากเขา ทำทีเป็นมองค้อนน้องชายที่ปากไม่มีหูรูดคนนี้ แล้วดุว่า "พูดอะไรเหลวไหล? เราจะมีโสมป่าที่ไหนกัน..."
แต่เห็นได้ชัดว่าห้ามไม่ทันแล้ว
ตอนบ่ายในร้านแทบจะไม่มีคนอยู่แล้ว ตอนนั้นเย่เถียนเถียนก็เพิ่งจะหยุดพักพอดี ทั้งร้านจึงเงียบสนิท ทำให้เสียงเนิบนาบเกียจคร้านของเย่จิ้นโดดเด่นขึ้นมาทันที
พอได้ยินคำว่าโสมป่า เจ้าของร้านคนนั้นก็ตาวาวขึ้นมาทันที แล้วพูดอย่างกระตือรือร้น "พ่อหนุ่ม พวกเธอมีโสมอยู่ในมือเหรอ? ให้ฉันดูหน่อยได้ไหม?"
เย่จิ้นเหลือบมองเย่เจินแวบหนึ่ง ลังเลไม่กล้าพูด
ในตอนนั้นเอง ก็มีชายฉกรรจ์สองสามคนเดินเข้ามาในร้าน หนึ่งในนั้นพูดเยาะเย้ย "เด็กที่ไหนมาพูดจาโอ้อวด แค่พวกแกเนี่ยนะ... จะเข้าเขาไปขุดโสมป่าได้?"
คนท้องถิ่นต่างก็รู้ว่าในเขามีโสม แต่ขุดกันมาหลายปีขนาดนี้ รอบนอกก็คงขุดกันจนเกลี้ยงแล้ว เว้นแต่จะเข้าไปในป่าลึก...
แต่ทางสถาบันศาสตร์เร้นลับก็เตือนทุกคนมานานแล้วว่าในป่าลึกอันตราย คนธรรมดาทั่วไปไม่กล้าเข้าไปหรอก ต่อให้เข้าไป ก็กลับออกมาไม่ได้
แค่เด็กตัวครึ่งๆ กลางๆ ไม่กี่คนเนี่ยนะ...
"นี่มันเด็กที่ไหนกันเนี่ย สงสัยจะเป็นพวกสิบแปดมงกุฎล่ะมั้ง?" พวกไทยมุงเริ่มเข้ามาล้อมวง พูดคุยกันเจี๊ยวจ๊าว
"เด็กพวกนี้ก็จริงๆ เลยนะ ไม่เรียนเอาดี มาเป็นมิจฉาชีพตั้งแต่เด็ก..."
"ที่นี่มันถิ่นของสถาบันศาสตร์เร้นลับนะ ที่นี่เรามีแต่น้ำใจไมตรี ไม่ต้อนรับพวกหลอกลวงแบบนี้..."
"ใช่ๆ รีบๆ ไล่พวกมันออกไป!"
ขณะที่พูด ชายฉกรรจ์สองสามคนก็มองหน้ากัน แล้วทำท่าจะเข้ามาจับตัว
ส่วนเจ้าของร้านที่เมื่อครู่ยังแสดงท่าทีกระตือรือร้นเมื่อได้ยินว่าพวกเขามีโสม ก็ถอยไปกอดอกดูละครอยู่ข้างๆ ไม่พูดอะไรอีก
แผนการแบบนี้ เย่เจินที่เคยเห็นการฆ่าคนชิงสมบัติมาทุกวี่ทุกวันในโลกของผู้ฝึกตน จะไม่เข้าใจได้อย่างไร? เย่เจินก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว บังน้องๆ ไว้ข้างหลัง แล้วเงยหน้าขึ้นพูด "พวกเราไม่ใช่พวกหลอกลวง..."
"ยังไม่ยอมรับอีก" ชายฉกรรจ์คนหนึ่งตะโกนเสียงดัง "ถ้ามีโสมป่าจริงๆ ก็เอาออกมาให้ทุกคนดูสิ!"
"ใช่ๆ เอาออกมาให้พวกเราดูหน่อยสิ"
"เอาออกมาไม่ได้ล่ะสิ..."
ชายฉกรรจ์สองสามคนกับเจ้าของร้านสบตากัน แล้วล้อมพวกเย่เจินไว้ตรงกลาง ทำท่าเหมือนถ้าไม่เอาของออกมาก็จะไม่ให้ไปไหน
นี่มันไม่ใช่การบังคับซื้อบังคับขายแล้ว
แต่คิดจะปล้นกันซึ่งๆ หน้าเลยต่างหาก
เย่เจิน: "..." ให้ตายสิ ดูเหมือนว่าจะมาถูกที่แล้วจริงๆ
ปลายนิ้วที่ทอดอยู่ข้างลำตัวของเธอขยับเล็กน้อยอย่างมองแทบไม่เห็น ทำสัญญาณที่มีแต่คนของตัวเองเท่านั้นที่จะเข้าใจ
ในวินาทีต่อมา เย่หว่านก็ดึงแขนเสื้อของเย่เจิน แล้วพูดอย่างหวาดกลัว "พี่ใหญ่ หรือว่า... เราเอาของออกมาให้ทุกคนดูดีไหมคะ..."
เด็กสาวอายุสิบห้าสิบหกดูเหมือนจะตกใจกลัว กุมกระเป๋าเป้ของตัวเองไว้แน่น
ในทันที สายตาของทุกคนก็พุ่งเป้าไปที่กระเป๋าเป้ของเธอ
เย่เจินรีบก้าวไปข้างหน้า บังเย่หว่านไว้ข้างหลัง
"น้องสี่ เธอลืมที่ท่านปู่เคยพูดแล้วเหรอ ของมีค่าอย่าให้ใครเห็น..." ปากของเธอดุน้องสาว แต่ตัวเองกลับทำท่าลังเลหวาดกลัวเช่นกัน
แบบนี้มีลุ้น! เจ้าของร้านกับหัวหน้ากลุ่มชายฉกรรจ์แอบสบตากันอย่างลับๆ
ในตอนนั้นเอง หญิงวัยกลางคนที่ดูใจดีมีเมตตาก็เบียดเข้ามา แล้วมองเย่เจินพูดเกลี้ยกล่อม "หนูจ๊ะ ถ้าในมือหนูมีโสมจริงๆ ก็เอาออกมาให้พวกเราดูหน่อยสิ ดูสิ ที่นี่คนเยอะขนาดนี้ จะมีใครมาปล้นของหนูได้ยังไงกัน?"
"ใช่ๆ แถวนี้ไม่มีคนไม่ดีหรอกน่า กลางวันแสกๆ แบบนี้ หนูจะกลัวอะไร..." พวกไทยมุงข้างๆ ก็พากันพูดเกลี้ยกล่อม
ดูเหมือนเย่เจินจะถูกพูดจนใจอ่อน
เธอเม้มปาก รับกระเป๋าเป้ของเย่หว่านมา แล้วหยิบของที่ห่อด้วยหนังสือพิมพ์ออกมาจากข้างใน ค่อยๆ เปิดออก
ทันใดนั้น กลิ่นดินสดใหม่ที่ยังคงมีหยดน้ำค้างเกาะอยู่ก็ลอยออกมา...