เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 ราชครูประจำอ๋องน้อยแห่งตำหนักอ๋องอวี้

บทที่ 17 ราชครูประจำอ๋องน้อยแห่งตำหนักอ๋องอวี้

บทที่ 17 ราชครูประจำอ๋องน้อยแห่งตำหนักอ๋องอวี้


ภายในเรือน

กาน้ำชาดินเผาสีม่วงที่มีมูลค่านับพันตำลึง ถูกขว้างกระแทกใส่กรอบประตูเสียงดังสนั่น ก่อนจะแตกกระจายเกลื่อนพื้น

เหยียนเส้าถิงเบี่ยงตัวหลบออกจากตำแหน่งเดิม

สายตาของเขายังคงสงบดั่งสายน้ำ มองตรงไปยังเหยียนซื่อฝานที่กำลังโกรธจนตัวสั่น

“พอได้แล้ว!”

เหยียนซงซึ่งนั่งพิงบนเก้าอี้บุหนังเสือขาว เอ่ยขึ้นพลางกระแทกเท้ากับพื้น

เหยียนซื่อฝานเบิกตาโต อ้าปากราวกับจะโต้เถียง ทว่าเมื่อหายใจฮึดฮัดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ได้แต่ปิดปากลงอย่างเงียบๆ

เหยียนซงทอดถอนใจยาว

“เจ้าจนป่านนี้แล้วยังดูไม่ออกหรือ? สิ่งที่ฝ่าบาทต้องการก็คือความสงบเรียบร้อยในราชสำนัก กับคลังหลวงและคลังในที่เต็มเปี่ยม”

เหยียนซื่อฝานจึงพูดอย่างขัดเคืองว่า

“ตลอดหลายปีนี้ ตระกูลเหยียนของพวกเราเคยทำให้คลังในขาดเงินงั้นหรือ?”

เหยียนซงส่ายหน้า

“ปีกลายขาดดุลไปถึงแปดล้านตำลึง เจ้าจะหาเงินมาปิดช่องว่างตรงนี้ได้หรือไม่เล่า?”

พูดจบ เหยียนซงก็มองลูกชายด้วยแววตาหนักแน่น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมื่ออายุมากขึ้น เหยียนซื่อฝานก็ช่วยงานตนไปไม่น้อย

แต่เมื่อเวลาผ่านไป ลูกชายคนนี้ซึ่งเคยฝากความหวังไว้ กลับห่างไกลจากสิ่งที่เคยคาดคิดมากขึ้นทุกที

เหยียนซงทอดถอนใจอีกครั้ง

“ตอนนี้เรื่องเพิ่มผลผลิตไหมในน่านน้ำทางตะวันออกเฉียงใต้ ปีละห้าแสนพับ ตั้งราคาเพิ่มอีกยี่สิบตำลึง ราชสำนักจะมีรายได้ปีละสิบล้านตำลึง เพียงเท่านี้ จึงจะสามารถอุดช่องโหว่การขาดดุลของราชสำนักได้ หากให้เจ้ากับพวกข้างล่างไปทำ เรื่องเงินสิบล้านตำลึง เจ้าคิดว่าจะนำไปถวายฝ่าบาทได้สักเท่าใด?”

เหตุผลพูดมาชัดเจนถึงเพียงนี้แล้ว

เหยียนซื่อฝานย่อมเข้าใจดีว่าบิดาต้องการสื่ออะไร ได้แต่เม้มปากแน่นเงียบงัน

เหยียนเส้าถิงจึงกล่าวขึ้น

“ปล่อยให้จางจวี้เจิ้งไปจัดการที่ภาคตะวันออกเฉียงใต้ พวกเขาก็ไม่กล้าปล่อยปละละเลย เพราะรู้ว่าตระกูลเหยียนยังจับตามองอยู่ ตราบใดที่จางจวี้เจิ้งหรือพวกสวี่เจี๋ย เกากงเบื้องหลังของเขาบังอาจยักยอกแม้เพียงเศษเสี้ยว เราก็จะมีโอกาสฉีกพวกเขาเป็นชิ้นๆ”

เมื่อเป็นคำพูดของบิดา เหยียนซื่อฝานก็ไม่กล้าโต้กลับ

แต่พอเป็นเหยียนเส้าถิงพูดขึ้นมา เขาก็อดเดือดดาลขึ้นมาอีกครั้ง

เหยียนซื่อฝานฮึดฮัด

“แม้เป็นเช่นนั้น เจ้ากล้ารับรองหรือว่าเมื่อจางจวี้เจิ้งไปถึงที่นั่นแล้ว จะไม่ถือโอกาสจัดการคนของตระกูลเหยียนเราที่อยู่ข้างล่าง?”

‘ถ้าเจ้านั่นมันกล้าทำจริง ข้าคงต้องขอบใจมันด้วยซ้ำ’

เหยียนเส้าถิงลอบบ่นในใจ ก่อนจะกล่าวว่า

“มีหูจงเซี้ยน ผู้ตรวจการแห่งเจ้อเจียงดูแลอยู่ ตราบใดที่คนของเราข้างล่างไม่ทำงานแบบเสแสร้งตบตา เขาก็ไม่มีโอกาสก้าวก่ายราชการท้องถิ่น”

เหยียนซื่อฝานยังคงไม่ยอมแพ้

“แล้วความดีชอบเล่า...”

“เรื่องนี้เป็นข้อเสนอของท่านปู่” เหยียนเส้าถิงจ้องเหยียนซื่อฝานด้วยแววตานิ่งสงบ กล่าวช้าๆ

“หากสำเร็จ ตระกูลเหยียนของพวกเราย่อมมีส่วนในความชอบ หากล้มเหลว ก็เป็นความผิดของจางจวี้เจิ้ง”

เหยียนซื่อฝานฮึดฮัด ไม่ยอมมองลูกชายซึ่งเคยช่วงชิงบรรดาอนุภรรยาของตน แต่หันไปมองบิดาที่พิงเก้าอี้หนังเสือขาว

“ท่านพ่อ ท่านคิดเช่นนั้นหรือ?”

เหยียนซงเงยหน้ามองเขา

เหยียนเส้าถิงกล่าวขึ้นข้างๆ

“ท่านพ่อ ตระกูลเหยียนควรต้องคิดเผื่ออนาคตแล้วขอรับ”

เมื่อเห็นเช่นนี้ เหยียนซื่อฝานจึงอกกระเพื่อมขึ้นลงสองสามครั้ง ก่อนจะหัวเราะแผ่วเบา

จากนั้น เขาก็โค้งกายคำนับบิดา

“ท่านพ่อ ในเมื่อฝ่าบาททรงสั่งให้ข้าไปประจำในกรมโยธา ต่อไปหากมีงานใด ท่านพ่อก็ให้เจ้านี่ทำแทนเถอะ”

กล่าวจบ เหยียนซื่อฝานกำหมัดแน่น ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องไป

เมื่อออกมานอกเรือน ยืนอยู่บนลานหินซึ่งเพิ่งขจัดหิมะออกจนชื้นแฉะ เขาหันกลับไปมองบานประตูที่ปิดสนิท

ในแววตาสะท้อนประกายเย็นวาบ

ในใจเขากำลังเกิดความรู้สึกเหมือนถูกหักหลัง

เหยียนซื่อฝานฮึดฮัดในลำคอ พึมพำเบาๆ

“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะทำให้จางจวี้เจิ้งไม่มีวันทำงานสำเร็จแม้แต่เรื่องเดียว!”

ทิ้งวาจาไว้เพียงเท่านั้น ก่อนจะสะบัดแขนเสื้อจากไป

ส่วนในเรือน

เหยียนเส้าถิงมองไปยังเก้าอี้หนังเสือขาว เห็นเหยียนซงดูราวกับหลับไปแล้ว เอนตัวพิงเก้าอี้ หลับตาสนิท

เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะก้าวขึ้นไปข้างหน้าทีละน้อย

“ท่านปู่ ถึงแม้ตอนนี้พอจะช่วยฝ่าบาทอุดช่องโหว่ขาดดุลของราชสำนักได้แล้ว แต่คนบางพวกที่เคยใช้งานอยู่บนราชสำนักในอดีต ก็ควรจะต้องเว้นระยะห่างเสียบ้าง เช่นนี้ตระกูลเหยียนของเราจึงจะมีหนทางในวันหน้า”

บัญชีเรื่องเงินทองของตระกูลเหยียน นับว่าปิดเรียบร้อยแล้ว หลังจากเงินสามล้านตำลึงถูกส่งเข้าวัง

แต่ฮ่องเต้เจียจิ้งเป็นผู้ใด? ทั้งหลักแหลม ทั้งกุมอำนาจไว้ในมือ วางหมากเหนือใครทั้งหมด จะมีหรือที่เพียงแค่การกระทำครั้งเดียวของตน จะทำให้เขาเชื่อสนิทใจ

หากตระกูลเหยียนจะมีอนาคต ก็ต้องรู้จักตัดขาดจากอดีต

เหยียนซงยังคงหลับตา แต่ริมฝีปากกลับขยับกล่าวว่า

“การประชุมหน้าพระพักตร์ครั้งนี้ ถือว่าดีแล้ว”

คำกล่าวนี้นับเป็นการยอมรับในสิ่งที่เหยียนเส้าถิงได้กระทำไปในระยะหลัง และเห็นชอบกับแผนการณ์เพื่ออนาคตของตระกูลเหยียน

เหยียนเส้าถิงพยักหน้า รับคำเบาๆ

เหยียนซงกล่าวต่อ

“ปู่ของเจ้าอยู่ศูนย์กลางอำนาจมาหลายปี ฆ่าคน ลงโทษคน ปลดคน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือการรู้จักใช้คน ใช้คนให้ถูก จึงจะทำการใหญ่ได้สำเร็จ”

นี่คือสิ่งที่เหยียนซงปฏิบัติมาโดยตลอดในหลายสิบปี

เวลานี้เหยียนซงลืมตาขึ้น จ้องมองเหยียนเส้าถิง

เมื่อครู่ยังดูเหมือนง่วงเหงาหาวนอน แต่บัดนี้กลับแววตาคมกริบเป็นประกาย

เหยียนซงยิ้มกล่าว

“ในเมื่อจะเตรียมการเพื่ออนาคต ก็ย่อมต้องตัดขาดจากคนในอดีต เพียงแต่จะตัดเช่นไร ต้องคิดให้รอบคอบ อย่าทำให้ใครมีปากมีเสียง อย่าให้ตระกูลเหยียนของเราต้องถูกตราหน้าว่าทรยศหักหลัง”

เหยียนเส้าถิงรีบพยักหน้ารับ

“หลานจะจำไว้”

“อืม...” เหยียนซงขานเบาๆ ก่อนจะหลับตาลงอีกครั้ง ราวกับจะเคลิ้มหลับไปจริงๆ แต่ขณะที่เหยียนเส้าถิงกำลังจะขอตัวถอยออกไปนั้น

เหยียนซงกลับเอ่ยขึ้นอีก

“วันนี้เจ้าคิดจะยืมมือของลวี่ฟาง เพื่อเข้าไปในตำหนักอ๋องอวี้งั้นหรือ?”

เหยียนเส้าถิงที่กำลังก้าวถอยหลัง ชะงักเงยหน้าขึ้น สายตาจับจ้องไปยังเหยียนซงซึ่งหลับตาพิงอยู่กับเก้าอี้

ครู่ใหญ่จึงค่อยพยักหน้า

“ใช่แล้วขอรับ ข้าได้แย้มเป็นนัยกับเขาไว้ และลวี่ฟางก็ตอบรับแล้ว”

เหยียนซงนิ่งคิดอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวว่า

“สามารถถือโอกาสเชื่อมสัมพันธ์กับตำหนักอ๋องอวี้ได้ ก็นับเป็นเรื่องดี เพียงแต่เจ้าจงจำไว้ ในราชวงศ์ต้าหมิง หากหวังจะไปได้ไกลและสูงขึ้นอีกในวันหน้า จงอย่าผูกสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับพวกขันทีในวังเด็ดขาด! พวกนั้นไว้ใจไม่ได้!”

ทั้งหมดนี้ คือประสบการณ์ที่เหยียนซงสั่งสมมากว่ายี่สิบปีแห่งการกุมอำนาจในราชสำนัก

เหยียนเส้าถิงรับคำทันที

“หลานจะจำใส่ใจขอรับ”

เหยียนซงพยักหน้าพึงพอใจ

“ไปเถอะ หากลวี่ฟางรับปากจริง อีกไม่นานในวังก็จะมีข่าวออกมา”

เป็นดังที่เหยียนซงคาดไว้

รุ่งเช้าวันถัดมา ก็มีพระราชโองการออกมาจากตำหนักซีหยวน

"ขุนพลแห่งองครักษ์เสื้อแพร เหยียนเส้าถิง มีความชอบแก่ราชสำนัก ได้สร้างผลงานอันที่ที่ประจักษ์ จึงโปรดเลื่อนขั้นเป็น ผู้ช่วยรองแม่ทัพ ตำแหน่งฝ่ายบู๊ขั้นสี่แห่งองครักษ์เสื้อแพร และดำรงตำแหน่งข้าหลวงตำหนักราชวงศ์ ขุนนางขั้นห้าฝ่ายขวา เข้าประจำตำหนักอ๋องอวี้ เป็นผู้ถวายการศึกษาแก่ซื่อจื่อ ดำรงตำแหน่งราชครูประจำอ๋องน้อยแห่งตำหนักอ๋องอวี้"

ตำแหน่งผู้ช่วยรองแม่ทัพในองครักษ์เสื้อแพรนั้น โดยมากเป็นตำแหน่งเชิด ไม่ต้องไปเข้าเวรประจำที่กรมบัญชาการองครักษ์เสื้อแพร

ส่วนตำแหน่งขุนนางฝ่ายขวาในตำหนักราชวงศ์ ข้างบนมีมหาราชครูฝ่ายขวา ข้างล่างมีรองมหาเสนาบดีฝ่ายขวา

และอีกเรื่องหนึ่ง

เมื่อก่อน จางจวี้เจิ้งก็เคยเข้าสู่ตำหนักอ๋องอวี้ในตำแหน่งรองมหาเสนาบดีฝ่ายขวาเช่นนี้ ก่อนจะได้เป็นราชครูประจำท่านอ๋องจูจ้ายจี้

มาบัดนี้

เหยียนเส้าถิงก็จะเข้าสู่ตำหนักอ๋องอวี้ในฐานะขุนนางฝ่ายขวา

กลายเป็นราชครูประจำอ๋องน้อย

จบบทที่ บทที่ 17 ราชครูประจำอ๋องน้อยแห่งตำหนักอ๋องอวี้

คัดลอกลิงก์แล้ว