- หน้าแรก
- ประกาศิตเหนือบัลลังก์
- บทที่ 11 จางจวี้เจิ้งเป็นคนของพรรคเหยียน?
บทที่ 11 จางจวี้เจิ้งเป็นคนของพรรคเหยียน?
บทที่ 11 จางจวี้เจิ้งเป็นคนของพรรคเหยียน?
คำพูดของเกากงที่กล่าวออกไปนั้น หาใช่เพราะสติหลงลืมหรือจงใจทำให้ฝ่าบาทตกในที่นั่งลำบากไม่
หากแต่เป็นการใช้โอกาสนี้ กดดันให้เปิดเผยออกมาว่าเงินจำนวนนี้คือเงินจากสกุลเหยียนซึ่งนำมาโปะช่องว่างในคลังหลวง
เช่นนั้นแล้ว สกุลเหยียนมีเงินมากมายถึงเพียงนี้มาได้อย่างไร?
ย่อมมาจากการทุจริตเป็นแน่แท้
ในเมื่อโกงกิน ก็สมควรต้องได้รับโทษ
ดวงตาของฮ่องเต้เจียจิ้งทอประกายเยียบเย็น เหลือบมองเกากงเพียงครู่หนึ่งแต่หาได้เอ่ยสิ่งใดออกมา กลับเลื่อนสายตาไปยังเหยียนเส้าถิงแทน
บัญชีรายรับรายจ่ายของทั้งสองแคว้น สิบสามมณฑล และทุกกรมกองในราชวงศ์หมิงนั้น เขามีอยู่ในมือมาโดยตลอด
เงินสามล้านตำลึงนี้ได้มาอย่างไร
เขาย่อมทราบดียิ่งกว่าใครในใต้หล้า
เมื่อครั้งที่สำนักตงฉ่างรายงานเรื่องนี้ขึ้นมา ฮ่องเต้เจียจิ้งก็ทราบแล้วว่า สามล้านตำลึงนี้ คงเป็นทรัพย์สมบัติทั้งสิ้นที่สกุลเหยียนสามารถรวบรวมมาได้
ส่วนพวกของโบราณภาพเขียนเหล่านั้น ด้วยความสัมพันธ์ที่สกุลเหยียนมีต่อราชสำนักตลอดหลายปีที่ผ่านมา จะหยิบยืมมาก็ย่อมได้
มิใช่เรื่องเกินเลยอันใด ทุกสิ่งยังสามารถตกลงกันได้
เหยียนซื่อฝานกลับไม่รอให้เหยียนเส้าถิงเอ่ยปาก ก็หันขวับไปจ้องเกากงตาเขม็ง กล่าวอย่างโกรธเกรี้ยวว่า
“ท่านเสนาบดีเกา! ก่อนหน้านี้พวกท่านยังมัวแต่ก่นด่าขุนนางในราชสำนักว่าขาดดุลงบประมาณโน่นนี่ คำพูดทุกประโยคล้วนแต่ประณามพวกข้าว่าเป็นขุนนางกังฉิน บัดนี้บุตรชายของข้าทำหน้าที่แทนฝ่าบาท ออกไปค้าขายกับต่างแดน ได้เงินสามล้านตำลึงมาถวายแก่พระองค์ แต่พวกท่านกลับยังจะเอาแต่พร่ำบ่นไม่หยุด เห็นทีจะริษยากระมัง! ข้าดูแล้ว พวกท่านหาใช่แยกแยะความดีความชั่วออกไม่ มีแต่พวกใจคดแท้ๆ!”
เหยียนเส้าถิงเหลือบมองไปทางเจ้าโจรตาเดียวด้วยหางตา
เจ้าคนผู้นี้เมื่อคราก่อนอยู่ในบ้านหาได้เอ่ยเช่นนี้เลย บัดนี้กลับพูดคำว่า “บุตรข้า” ได้อย่างหน้าตาเฉย
ส่วนเกากงที่อับจนด้วยคำตอบ ก็ได้แต่จ้องเหยียนซื่อฝานด้วยความเคียดแค้น ในใจมีเพลิงโทสะปะทุแต่ก็ไม่อาจกล่าวสิ่งใดออกมา
การที่พวกเขาไม่สามารถจัดหาเงินมาช่วยราชสำนักและวังหลวงได้ เป็นปัญหาที่มีมาแต่เก่าก่อน และเรื่องนี้เองที่ทำให้พวกเขาโค่นล้มสกุลเหยียนไม่สำเร็จเสียที
ครานี้ฮ่องเต้เจียจิ้งจึงทอดสายตาไปยังเหยียนซื่อฝานแล้วกล่าวว่า
“เหยียนซื่อฝาน เจ้าน่าจะเรียนรู้จากบุตรชายเจ้าบ้าง! การโต้เถียงกันในที่นี้ก็มากพอแล้ว หากสามารถแก้ปัญหาได้ ก็นับว่าเป็นสิ่งดี แผ่นดินต้าหมิงเรามิมีขุนนางกังฉิน มีแต่ขุนนางผู้ภักดี!”
เหยียนซื่อฝานถึงกับชะงัก แต่ก็มิกล้าเอ่ยคำใด ได้แต่ก้มหน้าประสานมือ
ส่วนเหยียนเส้าถิงยังคงสีหน้าเรียบเฉย เพียงแต่ในใจกลับคิดว่าสมควรมีวลีขยายความวรรคทองของฮ่องเต้อีกสักหน่อย
‘ผู้ใดหาเงินมาถวายฝ่าบาทได้ ผู้นั้นก็คือขุนนางผู้ภักดีแห่งต้าหมิง’
เขาหันไปทางเกากง
“ท่านเสนาบดีเกาไม่ทราบเรื่องเงินสามล้านตำลึงนี้ ก็มีเหตุผลของท่าน การค้าครั้งนี้ เดิมทีฝ่าบาทมอบหมายให้ข้าเป็นผู้ดำเนินการ เป็นการค้าของวังหลวง เส้นทางล้วนผ่านการค้ากับต่างแดน บัดนี้ข้าถึงได้เข้าใจ ว่าเมื่อครั้งมหาขันทีซานเปาล่องทะเลใต้ สามารถกอบโกยผลประโยชน์ได้มากมายเพียงใด”
เจ้ากล้าดื้อรั้นกับฝ่าบาทด้วยหรือ?
ท้ายประโยค เหยียนเส้าถิงยังนำเรื่องราวในอดีตเมื่อครั้งเจิ้งเหอล่องเรือไปต่างแดนขึ้นมาเปรียบเปรย แอบสื่อเป็นนัยถึงผลกำไรมหาศาลจากการค้าต่างแดน
เกากงเหลือบมองเหยียนเส้าถิงเพียงชั่วครู่ ก่อนจะปิดปากเงียบไป
เรื่องเงินสามล้านตำลึงนี้ ต่อให้ขุดคุ้ยต่อไปก็ไร้ประโยชน์แล้ว
ต่อให้เขาจะกล่าวว่าสกุลเหยียนขายทรัพย์สินจนสิ้นเนื้อประดาตัวมาหาเงินก้อนนี้ ฮ่องเต้ก็ไม่มีวันยอมรับ
สำหรับฮ่องเต้ในยามนี้ ย่อมไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าเงิน
ทว่าเหยียนเส้าถิงกลับมิได้ปล่อยเกากงไปง่ายๆ
เขาจ้องมองขุนนางใหญ่ในตำแหน่งมหาเสนาบดีที่ยังมีโทสะเต็มเปี่ยม เปิดปากกล่าวว่า
“ยังมีอีกเรื่อง ข้าเห็นว่าท่านในฐานะที่เป็นถึงมหาเสนาบดี สมควรใช้ความคิดใส่ใจกับราชการบ้านเมืองให้มากกว่านี้จะดีกว่า”
เมื่อคำพูดนี้ดังขึ้น บรรยากาศในท้องพระโรงก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นพิกล
เกากงจ้องมองบุตรชายขุนนางสกุลเหยียนที่ช่างกล้าหาญด้วยสายตาเยียบเย็น
“คุณชายใหญ่เหยียน! เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ข้าดำรงตำแหน่งขุนนาง ยังต้องให้เจ้ามาสั่งสอนด้วยหรือ?”
กล่าวจบก็เหลือบไปมองเหยียนซง ก่อนจะก้มกายคำนับต่อหน้าพระพักตร์
ความหมายชัดเจนยิ่งนัก
เขาเกากงเป็นถึงมหาเสนาบดี วิธีการทำงานของเขา ยังมิถึงคราวให้คนหนุ่มเช่นเหยียนเส้าถิงมาสั่งสอน
เหยียนเส้าถิงกลับยิ้มแล้วกล่าวว่า
“ก่อนหน้านี้ ท่านเสนาบดีเกากล่าวหาว่าบิดาข้ามีอนุถึงเก้าคน เรื่องนี้เกี่ยวพันกับราชการบ้านเมืองอย่างไร? ต่อให้ไม่กล่าวถึงความเกี่ยวข้องกับราชการแล้วไซร้ หากท่านเสนาบดีคิดว่ามีเก้าคนจริง ก็ตามไปค้นหาที่จวนสกุลเหยียนเถิดว่ามีจริงหรือไม่?”
เกากงหันไปด้วยสีหน้าเย็นชา
“หาใช่ความจริงหรอกหรือ?”
เหยียนเส้าถิงหัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า
“สกุลเหยียนของข้าเมตตาต่อบ่าวไพร่ในบ้าน ที่ว่ามีอนุเก้าคนนั้น ที่แท้ก็เป็นเพียงสกุลเหยียนช่วยหาคู่ครองให้ราษฎรในเรือนชานนอกเมืองเท่านั้น หากท่านเสนาบดีไม่เชื่อ ก็โปรดส่งคนไปตรวจสอบดูเถิด”
กล่าวจบ เหยียนเส้าถิงก็ยังคงยิ้มพลางเหลือบมองผู้คนในท้องพระโรง
จงดูเอาเถิด!
สกุลเหยียนของเราบัดนี้ช่างรักใคร่บ่าวไพร่เพียงใด
ถึงขั้นลงแรงช่วยจัดหาคู่ครองให้กับบ่าวไพร่เองกับมือ
นี่นับเป็นการอุทิศตนต่อการเพิ่มพูนประชากรของต้าหมิงอย่างไร้สิ่งตอบแทน
เกากงถึงกับรู้สึกแน่นอึดอัดอยู่กลางอก เมื่อตั้งแต่เหยียนเส้าถิงกล่าวออกมาเช่นนี้แล้ว เรื่องนี้ก็มิใช่สิ่งที่เขาจะหักล้างได้
ส่วนเหยียนซื่อฝานก็กระอักกระอ่วนในใจ พิลึกพิลั่นจนสีหน้าเปลี่ยนไปหลายครา
จู่ๆ ฮ่องเต้เจียจิ้งก็หัวเราะขึ้นมา ก่อนจะกวาดตามองทั่วท้องพระโรงด้วยสายตาลึกซึ้ง
“เรื่องในบ้าน เรื่องในราชการ เรื่องแผ่นดิน การปกครองบ้านเมืองก็เช่นเดียวกับดูแลครอบครัว ดูแลราษฎรให้มีการสืบทอดวงศ์ตระกูล ถือเป็นเรื่องดี”
กล่าวจบ ก็เหลือบตาไปทางเหยียนเส้าถิงด้วยแววตาคลุมเครือ
เขาเองก็อยากเห็นนักว่า เมื่อลูกชายไปกวาดเอาสนมของบิดามาเป็นเมียบ่าวไพร่เสียแล้ว วันหน้าภายในสกุลเหยียนจะกลายเป็นเรื่องตลกวุ่นวายขนาดไหน
เมื่อเหยียนซงเห็นดังนั้น จึงค่อยๆ เอ่ยขึ้นว่า
“แผ่นดินต้าหมิง บ้านเมืองสังคมทั้งหลาย ต่างผูกพันอยู่ที่ฝ่าบาทผู้เดียว หากขุนนางทั้งหลายสามารถช่วยบรรเทาภาระได้บ้าง ก็สมค่ากับพระเมตตาที่ไว้วางพระทัยแล้ว”
ฮ่องเต้เจียจิ้งถอนสายตากลับ แล้วกล่าวว่า
“ราชกิจทั้งปวง หากไร้พวกเจ้า เกรงว่าเราก็คงทำไม่สำเร็จ”
คำกล่าวนี้ย่อมเป็นเพียงการกล่าวอวยกันระหว่างเจ้านายกับขุนนาง
จากนั้น ฮ่องเต้เจียจิ้งก็ทอดสายตาไปทางจางจวี้เจิ้ง
“จางจวี้เจิ้ง เจ้าเมื่อครู่อยู่ข้างในคำนวณรายรับรายจ่ายอย่างละเอียดถี่ถ้วน เจ้ากล่าวว่า ตราบใดที่เส้นทางการค้าทางทะเลยังเปิดโล่ง เรือสินค้าต้าหมิงก็สามารถขนสินค้าส่งไปถึงเปอร์เซีย อินเดีย แต่ละปีสามารถเพิ่มรายได้มากกว่าสิบล้านตำลึง เมื่อครู่เหยียนเส้าถิงก็พูดถึงเรื่องมหาขันทีซานเปาล่องเรือไปต่างแดน ต้าหมิงเราก็ได้ประโยชน์ไม่น้อย”
จางจวี้เจิ้งพยักหน้ารับ
“คำกล่าวของท่านขุนพลเหยียนหาใช่เรื่องเท็จ ในรัชศกหย่งเล่อ องค์ฮ่องเต้ต้าจงโปรดให้เจิ้งเหอคุมกองเรือออกล่องทะเลใต้ถึงเจ็ดครั้ง การค้าขายต่างแดนเฟื่องฟู ต่อเนื่องมาจนถึงรัชศกเจียจิ้งหลายสิบปี ทว่าเมื่อมีพวกโจรสลัดญี่ปุ่นก่อกวน เส้นทางเดินเรือก็เริ่มไม่สงบ การค้าขายได้รับผลกระทบ ขุนนางในกรมทหารจึงคิดเห็นว่า ควรเพิ่มเบี้ยเลี้ยงให้กับทหารในเจ้อเจียง ฝูเจี้ยน ให้แม่ทัพฉีจี้กวงกับอวี่ต้าหยิวระดมพลสร้างกองเรือรบ ออกโจมตีปราบปรามพวกโจรสลัด ฟื้นฟูเส้นทางการค้าทางทะเลขึ้นมาอีกครั้ง เรื่องนี้...”
ทั่วทั้งต้าหมิง มิเคยมีผู้ใดกล้ากล่าวว่า การล่องเรือในรัชศกหย่งเล่อเป็นการค้าขาดทุน
ทุกผู้คนต่างรู้ดีว่า การค้าต่างแดนนั้นสามารถสร้างผลประโยชน์มหาศาลให้แก่ต้าหมิงเพียงใด
ความหมายของจางจวี้เจิ้งจึงคือ การผลักดันให้เปิดการค้าต่างแดนที่ดำเนินการโดยราชสำนักขึ้นอีกครา
เหยียนเส้าถิงเห็นจังหวะเหมาะก็รีบแทรกขึ้นทันที
“เรื่องนี้ ท่านเสนาบดีจางเคยปรึกษากับท่านอัครมหาเสนาบดีเหยียนมาก่อน กระหม่อมเองก็อยู่ในที่นั้นด้วย”
สิ้นคำกล่าว จางจวี้เจิ้งก็เงยหน้าขึ้นมองปู่หลานสกุลเหยียนทันที
ในใจพลันคิดพลิกแพลง
‘เหตุใดข้าจางจวี้เจิ้งถึงไม่รู้เรื่องนี้เลย?’
แต่เหยียนเส้าถิงก็กล่าวต่อไปแล้ว
“ตามความเห็นของท่านเสนาบดีจาง ขอเพียงกวาดล้างเส้นทางค้าทางทะเลให้สะอาด การค้ากับพ่อค้าต่างชาติก็ย่อมนำผลประโยชน์มหาศาลมาสู่ต้าหมิงเรา”
จางจวี้เจิ้งกระพริบตาถี่รัว
แต่ฮ่องเต้เจียจิ้งก็มิปล่อยโอกาสให้เขาเอ่ยแย้ง กลับถามขึ้น
“โอ้? เช่นนั้นตามที่พวกเจ้าปรึกษากันมา การค้าสินค้าใดจะสร้างผลกำไรได้มากที่สุด?”
เหยียนเส้าถิงตอบว่า
“เดิมที กระหม่อมกับท่านอัครมหาเสนาบดีเหยียนเห็นว่า เส้นทะเลทางตะวันออกเฉียงใต้นั้นเหมาะแก่การค้าขายที่สุด สินค้าที่เหมาะย่อมเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าไหม แต่ความเห็นของท่านเสนาบดีจางคือ หากจะทำการค้าจริงๆ แล้วไซร้ การค้าผ้าไหมย่อมทำกำไรได้สูงสุด”
กล่าวจบ เหยียนเส้าถิงก็มิได้ใส่ใจต่อสีหน้าของจางจวี้เจิ้ง แต่กลับเหลือบตามองไปยังหัอาจารย์ของเขา สวี่เจี๋ย
การเปลี่ยนจากปลูกข้าวเป็นปลูกหม่อน หรือเปลี่ยนจากปลูกข้าวเป็นปลูกฝ้าย
ที่แท้แล้ว ล้วนเป็นนโยบายที่มีอยู่ควบคู่กัน
เปลี่ยนปลูกเป็นหม่อนนั้น เป็นสิ่งที่พรรคเหยียนต้องการ
ส่วนเปลี่ยนปลูกเป็นฝ้าย… ย่อมอีกฝ่ายหนึ่ง
เมื่อเหยียนเส้าถิงกล่าวว่าจางจวี้เจิ้งสนับสนุนการค้าผ้าไหมกับต่างแดนแล้ว
สวี่เจี๋ยซึ่งชราและเงียบขรึมมาตลอด พลันเหลือบมองลูกศิษย์คนโปรดของตนขึ้นมาในบัดดล
สีหน้าของเกากงก็ยิ่งประหลาดพิสดาร
ศิษย์คนโปรดของสวี่เจี๋ยกลับไปปรึกษาเรื่องค้าทะเลกับพรรคเหยียน มิหนำซ้ำยังสนับสนุนค้าผ้าไหมเสียอีก
หรือว่าจางจวี้เจิ้งผู้นี้จะกลายเป็นคนของพรรคเหยียนเสียแล้ว?
แต่ฮ่องเต้เจียจิ้งหาได้สนใจสิ่งเหล่านี้ไม่ สิ่งที่เขาห่วงใยที่สุดคือ ต้าหมิงจะมีเงินทองมากขึ้นได้อย่างไร
“จางจวี้เจิ้ง หากจะค้าขายกับต่างแดนทางตะวันออกเฉียงใต้ เหตุใดจึงกล่าวว่าผ้าไหมย่อมได้กำไรมากกว่าหรือ?”