- หน้าแรก
- ประกาศิตเหนือบัลลังก์
- บทที่ 6 ความโกรธของเสนาบดีน้อย
บทที่ 6 ความโกรธของเสนาบดีน้อย
บทที่ 6 ความโกรธของเสนาบดีน้อย
ภายในเรือนด้านในของจวนสกุลเหยียน
เหยียนซื่อฝานซึ่งมิได้พักผ่อนเลยตลอดคืนที่ผ่านมา เพิ่งกลับมาถึงเรือน ก็กระวนกระวายอย่างถึงที่สุด ต้องการหาทางระบายความเครียดทันที
นั่นคืออุปนิสัยของเขา และยังเป็นเรื่องที่เขาภาคภูมิใจอย่างยิ่ง
ต่อให้ต้องตรากตรำแสนสาหัสในราชสำนักเพียงใด แต่ในแต่ละวัน จะต้องมีหญิงงามคอยปรนนิบัติ ระบายความใคร่ให้สมใจ
แต่ทว่าครานี้ พอกลับจากวังถึงจวน ตั้งใจจะหาความบันเทิงอย่างที่เคย…เหยียนซื่อฝานกลับตะลึงงัน!
เตียงงาช้างของเขาหายไปแล้ว
มุ้งไหมทองของเขาก็หายไปแล้ว
สำคัญที่สุดคือ...อนุภรรยาทั้งเก้ากับสาวใช้สิบกว่าคนของเขา...ก็หายไปหมด!
หลังจากนั้น ผู้ดูแลประจำจวนก็ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าเหยียนซื่อฝาน ซึ่งขณะนี้กำลังโกรธจนแทบจะระเบิดเพลิงออกมาทั้งตัว ไม่มีทางระบายได้
ผู้ดูแลพูดด้วยความระมัดระวัง คอยเหลือบมองสีหน้าเสนาบดีน้อยเป็นระยะ และค่อยๆ ถอยห่างทีละก้าว
มันกลายเป็นเรื่องจริง
เมื่อเหยียนซื่อฝานทราบในที่สุดว่า บรรดาอนุภรรยากับสาวใช้ที่เขารักนักหนา ถูกเหยียนเส้าถิงขายไปจนหมดสิ้น
เขาก็ถึงกับกู่ไม่กลับ คำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว!
เขาหันซ้ายแลขวา แล้วคว้าโอ่งลายครามยุคหยวนใบหนึ่งขึ้นมากำลังจะฟาดพื้น แต่เมื่อเหลือบไปเห็นห้องที่ว่างเปล่า ก็ยั้งมือลง แล้วค่อยๆ วางโอ่งลงอย่างระมัดระวัง
“ฮึ้ย!! ไอ้เจ้าลูกอกตัญญู!”
เหยียนซื่อฝานคำรามลั่น ดวงตาพลันลุกเป็นไฟ จ้องเขม็งไปยังผู้ดูแล “เจ้าลูกอกตัญญูนั่นอยู่ที่ไหน!”
...
“ท่านปู่ เรื่องทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้ ความคิดของหลานก็เช่นนั้น แต่เกรงว่าอีกเดี๋ยวท่านพ่ออาจจะ...”
ภายในเรือนหลักของจวนสกุลเหยียน เหยียนเส้าถิงยืนสงบเสงี่ยม ในขณะที่เบื้องหน้าของเขา เหยียนซงกำลังนั่งกอดอกบนเก้าอี้ข้าหลวงที่ปูด้วยหนังเสือขาวหางยาว
คงเพราะเมื่อคืนในวังไม่ได้พักผ่อนดีนัก เหยียนซงจึงก้มหน้า เปลือกตาหนักอึ้ง ใกล้หลับ
เหยียนเส้าถิงได้อธิบายสิ่งที่ตนทำไว้เมื่อวานโดยละเอียด แล้วจึงรอฟังคำชี้ขาดจาก “เฒ่าสกุลเหยียน”
ทั่วทั้งจวนสกุลเหยียน มีเพียงเรือนของเหยียนซงเท่านั้นที่รอดพ้นจากเงื้อมมือของเหยียนเส้าถิง
เหยียนซงพยักหน้าเบาๆ สองที
จากนั้นจึงค่อยๆ เงยหน้า ลืมตาขึ้นมองเหยียนเส้าถิง “เส้าถิง...”
เหยียนเส้าถิงก้าวเข้าหนึ่งก้าว “หลานอยู่ที่นี่ขอรับ”
“ทุกสิ่งบนโลกก็เหมือนโซ่เหล็กขวางแม่น้ำ ไม่เดินหน้า ก็คือถอยหลัง หากหนักหนาสะสมไว้มากแล้ว จะถอยกลับได้หรือ?”
เหยียนซงพูดช้าๆ เสียงเบาดั่งเส้นด้าย แฝงแววลังเล
คำพูดนั้นทำให้หัวใจของเหยียนเส้าถิงสะท้านเล็กน้อย
หากยึดตามประวัติศาสตร์เดิม ก็สามารถคาดเดาได้ว่า ในห้วงเวลานี้ เหยียนซงคงรู้ตัวแล้วว่า สกุลเหยียนจะจบสิ้นอย่างไร และเขาก็คิดอยากจะถอนตัวเสียที
ทว่า...ง่ายดายนักหรือจะถอนตัว?
ส่วนเหยียนซื่อฝานน่ะหรือ?
ช่างเถอะ...อย่าพูดถึงเลย
เหยียนเส้าถิงพยักหน้าแรง “ต่อให้ฝ่าบาทจะเป็นเช่นไร ก็ย่อมยังรำลึกถึงบุญคุณที่ท่านปู่สร้างไว้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา บัดนี้ราชสำนักก็ฝืดเคือง เงินทองขาดแคลน โจรสลัดญี่ปุ่นรุกรานทางตะวันออกเฉียงใต้ ด่านชายแดนทั้งเก้าล้วนต้องระดมพล ราชวงศ์ตกในสภาพลำบากทั้งภายนอกและภายใน ขอเพียงทำให้ฝ่าบาทคลายกังวลลงได้บ้าง สกุลเหยียนของเราก็อาจยังมีความหวังอยู่เล็กน้อย”
ที่เหยียนเส้าถิงกล่าวเช่นนี้ ไม่ใช่กล่าวลอยๆ
เพราะฮ่องเต้ในรัชศกเจียจิ้งผู้นั้น ฉลาดล้ำลึกถึงที่สุด เล่ห์เหลี่ยมการปกครองของฮ่องเต้ก็เรียกได้ว่าถึงขีดสุด
แต่ลึกๆ แล้ว เขาก็ยังเป็นคนเห็นแก่ตัว
เจียจิ้งจะไม่รู้หรือว่าสกุลเหยียนทำอะไรไว้ตลอดหลายปีนี้?
เขาย่อมรู้...เพียงแต่สกุลเหยียนสามารถหาเงินให้กับการบำเพ็ญภาวนาของเขาได้ และคอยเอากระดาษไปปิดรูรั่วในหน้าต่างที่ทะลุพรุนของราชวงศ์หมิงได้ เขาจึงให้อภัยเสมอมา แถมยังให้สิทธิพิเศษเรื่อยมาอีกด้วย
และนี่เอง คือความเป็นไปได้เพียงน้อยนิดที่เหยียนเส้าถิงมองเห็นในการแสวงหาเส้นทางรอดให้สกุลเหยียนในอนาคต
เหยียนซงเงียบไปพักหนึ่ง แล้วถามต่อว่า
“เจ้าหมายความว่า...จะให้สกุลเหยียนของเรา ก้มหัวให้กับสวี่เจี๋ย เกากง หรือจางจวี้เจิ้งกระนั้นรึ?”
“เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!”
เหยียนเส้าถิงกล่าวหนักแน่น ดวงตาเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่น
เหยียนซงจึงเงยหน้าขึ้นมองเหยียนเส้าถิงแน่นิ่ง แล้วผายมือเป็นสัญญาณให้พูดต่อ
เหยียนเส้าถิงกล่าวว่า “ในยามนี้ แผ่นดินต้าหมิงเป็นของฝ่าบาท ยังขาดสกุลเหยียนของเราในงานว่าราชกิจไม่ได้ที่ แล้วพวกสวี่เจี๋ยล่ะ? จะสามารถทำการใดได้บ้าง? สิ่งที่หลานเป็นห่วงก็คือตอนนี้คนพวกนั้น ล้วนอยู่ข้างกายอวี้อ๋อง!”
“ถึงในตอนนี้ สกุลเหยียนของเราจะยังปลอดภัยดี แต่หากวันใดอวี้อ๋องได้ขึ้นครองราชย์ แล้วมีพวกสวี่เจี๋ยอยู่รอบกาย… สกุลเหยียนของเราจะยืนหยัดอยู่ตรงไหนได้อีกเล่า?”
ขณะที่เหยียนเส้าถิงอธิบาย เหยียนซงก็เงียบงันอยู่ตลอด มีเพียงตอนที่พูดถึงจุดสำคัญบางประการเท่านั้นที่พยักหน้าเล็กน้อย
เหยียนเส้าถิงกล่าวต่อ “บัดนี้ สกุลเหยียนของเรา ไม่เพียงต้องคิดว่าจะทำอย่างไรให้ฝ่าบาทพึงใจ เรายังต้องวางแผนให้ดีว่า หากวันข้างหน้าอวี้อ๋องขึ้นครองบัลลังก์แล้ว สกุลเหยียนจะยังได้รับความไว้วางใจต่อไป มิใช่ถูกพวกสวี่เจี๋ยย้อนรอยตามคิดบัญชี!”
เหยียนซงก็ยังคงพยักหน้าช้าๆ
สิ่งที่เหยียนเส้าถิงพูดออกมา ก็ล้วนเป็นเรื่องที่เหยียนซงขบคิดมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เพียงแต่ ณ ตอนนี้เขาอายุมากแล้ว เรี่ยวแรงไม่เหมือนก่อน เรื่องงานการนอกเรือนและราชสำนัก เขาก็วางมือ ปล่อยให้เหยียนซื่อฝานเป็นผู้จัดการแทบทั้งหมด
แต่แล้ว…
จู่ๆ ก็มีเสียงคำรามลั่นมาจากด้านนอกเรือน
“ไอ้เจ้าลูกอกตัญญู!!!!”
“วันนี้ข้าจะดูสิว่าเจ้าจะหนีไปหลบอยู่ที่ไหนได้อีก!”
เสียงตะโกนนั้น ตามมาด้วยร่างของเหยียนซื่อฝานที่ผลักเหยียนหู่ผู้รับใช้ที่สีหน้าตื่นตระหนกออกไป แล้วพรวดพราดเข้ามาในห้อง
เหยียนซื่อฝานเหลือบตามองเหยียนหู่ด้วยแววตาเย็นชา ก่อนจะผลักอีกฝ่ายไปด้านข้าง แล้วตวาดลั่นว่า “เรื่องนี้เจ้าก็มีส่วน! เดี๋ยวข้าจะหักขาเจ้าซะเลย!”
เหยียนหู่ตกใจจนทรุดเข่าคุกลง ไม่กล้าเปล่งเสียงแม้แต่น้อย
แม้เหยียนเส้าถิงในใจจะไม่เต็มใจ แต่เบื้องหน้าเฒ่าสกุลเหยียน เขาก็ยังคงประสานมือคารวะต่อเหยียนซื่อฝานอย่างนอบน้อม
“ท่านพ่อ”
จากนั้นก็โบกมือให้เหยียนหู่ถอยไป
เหยียนหู่รีบลุกขึ้น เดินย่องออกไป พร้อมปิดประตูห้องให้ด้วย
“ข้าไม่ใช่พ่อของเจ้า!”
เหยียนซื่อฝานสะบัดแขนเสื้อแรงๆ เดินพรวดไปข้างตัวเหยียนซง แล้วชี้หน้าด่าหยาบ
“แค่วันเดียว! ข้าไม่อยู่แค่วันเดียว ท่านดูสิ! ท่านดูดีๆ! จวนสกุลเหยียนของพวกเราถูกเจ้าหลานดีคนนี้ของท่านขายเรียบไม่มีเหลือ!”
เหยียนซื่อฝานในตอนนี้ โกรธแทบคลั่ง
ข้าวของล้ำค่าทั้งหมดในบ้านหายหมดยังพอทน
แต่อนุภรรยาและสาวใช้ที่เขารักนักหนา…ไม่มีเหลือสักคน!
เหยียนซื่อฝานสบถลั่น “วันนี้เขาขายสมบัติของสกุลเหยียนไปครึ่งหนึ่ง พรุ่งนี้ล่ะ? พรุ่งนี้เขาจะขายข้ากับท่านพ่อไปด้วยหรือไม่!”
“เจ้าหุบปาก!”
เหยียนซงขมวดคิ้วไอเสียงดัง พลางตวาดห้าม แล้วก็ปรายตามองเหยียนซื่อฝานอย่างเย็นชา
เหยียนเส้าถิงก็เอ่ยขึ้น “ท่านพ่อ ขอได้โปรดให้ข้าอธิบายเถิด”
“อธิบายบ้านเจ้าน่ะสิ!”
เหยียนซื่อฝานตะโกนด่าลั่น ดวงตาเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ “เจ้าลูกอกตัญญู ข้าทุ่มเททำงานแทบตายแทนสกุลเหยียน แต่เจ้ากลับเอาแต่บ่อนทำลายบ้านเรา!”
เหยียนเส้าถิงสีหน้าไม่เปลี่ยน ยังคงกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบ “ข้าทำทั้งหมดนี้ก็เพื่ออนาคตของสกุลเหยียน ขอท่านพ่อโปรดฟังคำอธิบายก่อนเถิด”
พูดจบ เหยียนเส้าถิงก็เหลือบตามองเฒ่าสกุลเหยียนซึ่งยังไม่ออกปากใดๆ
เหยียนซื่อฝานกลับแค่นเสียงเยาะ “แค่เจ้า? เจ้าก็คิดจะพูดว่าทำเพื่อสกุลเหยียนรึ?”
ภายในห้อง เหยียนซงไอรุนแรงหลายครั้ง
ทำให้เหยียนซื่อฝานตกใจ รีบหันไปประคองเหยียนซงไว้ แล้วตบแผ่นหลังของเขาเบาๆ แต่สายตายังคงจ้องเหยียนเส้าถิงเขม็งไม่วางตา
เหยียนซงเอ่ยขึ้นว่า “เหยียนซื่อฝาน”
“ท่านพ่อ!” เหยียนซื่อฝานรีบตอบรับ สีหน้าตึงเครียด
เหยียนซงเงยหน้ามองเขา กล่าวเสียงหนักแน่น “ให้เขาพูด”
แม้เหยียนซื่อฝานจะยังโกรธจัด แต่เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของบิดา ก็ได้แต่ข่มใจเอาไว้ กัดฟันจ้องเหยียนเส้าถิง
“พูดมา! ถ้าเจ้าอธิบายให้ข้าเข้าใจได้ทุกประการ…วันนี้ข้าจะเรียกเจ้าว่าพ่อเอง!”