- หน้าแรก
- ประกาศิตเหนือบัลลังก์
- บทที่ 2 ตระกูลเหยียนไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์
บทที่ 2 ตระกูลเหยียนไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์
บทที่ 2 ตระกูลเหยียนไม่เลี้ยงคนไร้ประโยชน์
หน้าประตูอู่เหมิน
บรรยากาศเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด แม้ทุกวันนี้หิมะจะยังไม่ตกในกรุงปักกิ่งสักครา แต่ก็อย่าลืมว่านี่ยังเป็นฤดูเหมันต์
ลมเหนือเย็นเยียบพัดหวีดหวิวใต้กำแพงวังหลวงตรงหน้าประตูเมือง โบกสะบัดเกราะผ้าและเสื้อคลุมของทหารองครักษ์หลวงให้พัดปลิวเสียงดังซู่ซ่า
เมื่อเหยียนเส้าถิงมาถึงพร้อมกับเหล่าทหารองครักษ์เสื้อแพร ภายหลังจากกำชับรายละเอียดต่างๆ กับเหยียนหู่เรียบร้อยแล้ว เขาก็เห็นเจ้าโง่โจวอวิ้นอี้ ขุนนางกรมโหรแห่งสำนักโหรหลวง กำลังคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าประตูอู่เหมินพอดี
โจวอวิ้นอี้ในยามนี้สวมเพียงชุดขุนนางผืนบาง ท่ามกลางสายลมหนาวที่พัดโบกจนร่างสั่นสะท้าน คุกเข่าแนบพื้นอย่างน่าสังเวช
เหยียนเส้าถิงกลับไม่มีแม้แต่น้อยที่จะแสดงความสงสาร
พวกขุนนางฝ่ายคุณธรรมทั้งหลายนั้น พูดแต่เรื่องอุดมคติหรูหราวิจิตรพิสดาร หากถามพวกเขาว่า จะทำอย่างไรให้ไม่ขึ้นภาษีแต่ยังสามารถเติมเงินในคลังหลวงได้ พวกเขาก็จะพากันเงียบปากไม่กล้ากล่าวคำ
ราชวงศ์หมิงมาถึงขั้นนี้แล้ว
ขันทีก็สมควรตาย พรรคเหยียนก็สมควรตาย ขุนนางคุณธรรมเหล่านี้...ก็สมควรตายไม่ต่างกัน!
เขาสาปแช่งทุกฝ่ายอยู่ในใจคราหนึ่ง แล้วสายตาก็เหลือบไปมองประตูเมืองทั้งห้าซุ้มด้านหลังประตูอู่เหมิน
แม้องค์ฮ่องเต้ผู้ทรงธรรมของต้าหมิงผู้นั้น...ก็สมควรตาย!
ต่อให้เจียจิ้งจะปกครองอย่างไร ก็ไม่มีทางลบล้างความจริงที่ว่า...ตั้งแต่ต้นจนจบ เขาก็ทำทุกอย่างเพื่อรักษาบัลลังก์ของตนเอง
ในใจของฮ่องเต้เจียจิ้ง ไม่เคยมีแผ่นดินประชาราษฎร์หรือบ้านเมืองแต่อย่างใด
มีเพียง “ตัวเขาเอง” เท่านั้น
หลังประตูอู่เหมิน
ขันทีเฟิงเป่าเดินออกมาพร้อมข้ารับใช้หลวงจำนวนหนึ่ง สีหน้าเคร่งเครียดเย็นชา
ด้านหลังของเฟิงเป่า ยังมีคนของสำนักลับตงฉ่างตามมาด้วย
เฟิงเป่าเดินมาถึงตัวโจวอวิ้นอี้ ทว่าทันใดนั้น เขาก็สังเกตเห็นเหยียนเส้าถิงอยู่ที่นี่ด้วย
ใบหน้าเขาฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย แต่ก็ยกมือคารวะ ยิ้มกล่าวว่า
“ที่แท้เป็นคุณชายเหยียนนี่เอง ไม่ทราบว่าท่านจะเข้าไปที่สำนักเสนาบดี เพื่อพบท่านอัครเสนาบดีและท่านชายเหยียนหรือ?”
เหยียนเส้าถิงไม่ตอบคำถามนั้น หากแต่หันไปมองโจวอวิ้นอี้ที่คุกเข่าอยู่แทน แล้วเอ่ยถามว่า
“เกิดอะไรขึ้น?”
เฟิงเป่าหันไปมองโจวอวิ้นอี้ สีหน้าก็เย็นลงตามทันที
“ขุนนางกรมโหรผู้นี้ดีๆ ไม่อยู่ อยากจะเล่นบทวีรบุรุษ กล่าวหาว่าราชสำนักใช้งบเกินควร ขุนนางก็ฉ้อฉลกันถ้วนหน้า ทำให้ราษฎรลำบากจนถึงขั้นฟ้าดินเกิดอาเพศ สวรรค์จึงไม่โปรยหิมะลงมานี่ไม่ใช่หาเรื่องตายหรือ?”
โจวอวิ้นอี้ได้ยินเสียงขันที พอเงยหน้าขึ้นมา สีหน้าก็เต็มไปด้วยโทสะ
“ราชสำนักกดขี่รีดภาษีอย่างไร้ปรานี! บัดนี้เป็นเพียงปีที่สามสิบเก้าแห่งรัชศกเจียจิ้งเท่านั้น ทว่าในปีนี้ ขาดดุลคลังหลวงถึงแปดล้านสี่แสนสามหมื่นตำลึงเงินขาว! หากเทียบกับงบประมาณของปีที่แล้ว ก็เกินงบไปแล้วถึงหนึ่งล้านสี่แสนตำลึง!”
ตัวเลขอันน่าสะพรึงพรั่นทะยานออกจากปากของโจวอวิ้นอี้ทีละคำ แต่ใบหน้าของเฟิงเป่ากลับเคร่งขรึมลงเรื่อยๆ
โจวอวิ้นอี้กลับหาได้หวาดหวั่นไม่ ตะโกนลั่นว่า
“หากมิใช่การบริหารแผ่นดินอันเลวร้าย แล้วไยผู้คนจะร่ำไห้ฟ้าสวรรค์สะท้าน ถึงขั้นหิมะก็ไม่ยอมตก!”
เฟิงเป่าแค่นเสียงเย็น กล่าวขึ้น
“ข้ามิอยากพูดมากกับเจ้าคนต่ำทราม เจ้าเพียงตอบข้ามาเถิด ฟ้าครานี้ไยจึงไม่มีหิมะตก! แล้วผู้ใดเป็นคนสอนเจ้าร่างฎีกาแบบนี้ถวายเบื้องบน?”
โจวอวิ้นอี้ซึ่งในตอนนี้ถูกสองคนจากสำนักตงฉ่างกดร่างไว้กับพื้น หยัดตัวขึ้นยากลำบาก เขาจ้องหน้ากลับไปอย่างสงบแล้วกล่าวว่า
“ข้าคือขุนนางแห่งต้าหมิง ขุนนางของใต้หล้า ข้าทำตามหน้าที่ของข้า ไม่ต้องให้ใครมาสั่งสอน”
ดวงตาของเฟิงเป่าเย็นเยียบ มือทั้งสองสอดกลับเข้าในแขนเสื้อ แล้วหันไปมองคนของสำนักตงฉ่างซึ่งถือกระบองอยู่ด้านข้าง
“โบ..”
คำว่า โบยให้ตาย ยังกล่าวไม่ทันจบ เสียงหัวเราะเยาะเบาๆ ก็ดังขึ้น
เหยียนเส้าถิงเดินตรงเข้ามาพร้อมคนจากหน่วยองครักษ์เสื้อแพร
เฟิงเป่ามีท่าทีไม่เข้าใจ เอ่ยถาม “คุณชายเหยียนมีธุระอะไรหรือ?”
เหยียนเส้าถิงปรายตามองโจวอวิ้นอี้ซึ่งกำลังถูกตรึงกับพื้นด้วยสายตาเย็นชา แล้วจึงเอ่ยถามเสียงเบา
“นี่เป็นราชโองการของฝ่าบาทหรือ?”
คิ้วของเฟิงเป่าขมวดทันใด ใบหน้าของเขาเริ่มแปรเปลี่ยน...
เหยียนเส้าถิงยิ้มแผ่ว เอ่ยเสียงต่ำว่า
“บัดนี้ก็วันที่ยี่สิบเก้าเดือนสิบสองแล้ว ท่านเฟิงจะทำให้เกิดคนตายขึ้นในวันสำคัญเช่นนี้ เพื่อเพิ่มความขุ่นข้องในใจให้ฝ่าบาทหรือ?”
สีหน้าของเฟิงเป่าเปลี่ยนไปอีกครา
เดิมเขาก็ตั้งใจจะให้คนโบยโจวอวิ้นอี้จนตายตรงนี้ เพื่อให้ฝ่าบาทได้คลายโทสะ
แต่พอเหยียนเส้าถิงพูดเช่นนี้ เขาก็สะดุ้งวาบในใจทันที
ในขณะเดียวกัน เหยียนเส้าถิงก็มองไปทางโจวอวิ้นอี้ด้วยสายตาเยียบเย็น
เขาคือคุณชายใหญ่แห่งตระกูลเหยียน ผู้คนทั้งราชสำนักล้วนรู้จักดี
โจวอวิ้นอี้เมื่อเห็นเหยียนเส้าถิงกับตาตนเอง สีหน้าก็ปรากฏแววเย้ยหยันขึ้นมาทันที
“พวกเจ้าพรรคเหยียนนี่แหละ! เป็นต้นเหตุทำลายราชสำนัก ทำให้ราษฎรทุกข์ยากลำบาก ฟ้าดินโกรธเคือง! หิมะจึงไม่ตก!”
ใบหน้าเหยียนเส้าถิงยังคงสงบเย็น
‘นี่แหละตัวอย่างขุนนางคุณธรรมแห่งต้าหมิงตัวจริงเสียงจริง’
เขาจ้องโจวอวิ้นอี้ ถามกลับไป
“เจ้าคิดว่าที่สวรรค์ไม่โปรยหิมะ เป็นเพราะพรรคเหยียนก่อความวุ่นวายในราชสำนักหรือ?”
โจวอวิ้นอี้ใบหน้าเต็มไปด้วยความโกรธแค้น ก่อนจะถ่มน้ำลายลงพื้นเสียงดัง
เหยียนเส้าถิงยิ้มบาง “เจ้าเป็นถึงหัวหน้าแห่งสำนักโหรหลวง ไม่ยอมคิดว่าทำไมสวรรค์ไม่โปรยหิมะ แต่กลับใช้โอกาสนี้โจมตีราชสำนักเสียอย่างนั้น เช่นนี้เจ้าคิดว่าองค์ฮ่องเต้ผู้ทรงธรรมแห่งต้าหมิง เป็นคนตาบอดหรือไร ถึงได้ปล่อยให้ราชสำนักวุ่นวายได้?”
สีหน้าของโจวอวิ้นอี้เปลี่ยนทันควัน “ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น!”
“แต่เจ้า หมายความเช่นนั้น”
เหยียนเส้าถิงย่อตัวลง มองอีกฝ่ายซึ่งเต็มไปด้วยโทสะ แล้วกล่าวเสียงเย็น
“เจ้าก็แค่ต้องการกล่าวหาว่าฝ่าบาททรงโง่งม ปล่อยให้แผ่นดินปั่นป่วน ราษฎรทุกข์ยาก หวังเพียงชื่อเสียงในหมู่ขุนนางคุณธรรมของตนเองเท่านั้น ถ้าวันนี้เจ้าถูกโบยจนตายด้วยมือของท่านเฟิง เชื่อว่าพวกพ้องของเจ้าย่อมมีคำสดุดีเตรียมไว้พร้อมแล้ว เพื่อยกย่องเจ้าว่าเป็น ‘วีรชนผู้ยอมสละชีวิตเพื่อเตือนใจเบื้องบน’ เจ้ายังอยากใช้ความตาย กดดันฝ่าบาทให้ออกราชโองการโทษตนเองใช่หรือไม่?”
โจวอวิ้นอี้ขณะนี้โกรธแค้นสุดขีด ไฟโทสะสุมแน่นในใจ
เขาเคยคิดว่าบิดาและปู่ของเหยียนเส้าถิงคือสองตัวการใหญ่แห่งตระกูลเหยียนที่ทำลายราชสำนักอยู่แล้ว
บัดนี้กลับพบว่า คุณชายใหญ่ผู้นี้ก็ไม่ต่างกันสักนิด!
“ยังเยาว์วัยแท้ๆ ก็เผยสันดานขุนนางชั่วออกมาแล้ว! เจ้ากับบิดาและปู่ของเจ้า ล้วนเป็นหมาจิ้งจอกพวกเดียวกัน! เลวสามรุ่นติดกัน!”
โจวอวิ้นอี้กำหมัดแน่น ในใจยิ่งแน่นหนักด้วยความคิดว่า
หากตระกูลเหยียนยังอยู่ในแผ่นดินนี้อีกวัน ราชวงศ์หมิงย่อมไม่มีวันสงบสุข
เฟิงเป่าที่อยู่ข้างๆ ส่งเสียงดุดันขึ้น “คุณชายเหยียน คนผู้นี้ช่างอวดดีนัก ปล่อยให้ข้าจัดการเถิด”
เหยียนเส้าถิงกลับลุกขึ้นยืน มองเฟิงเป่า ก่อนส่งสัญญาณให้เหล่าทหารองครักษ์เสื้อแพรของตนไปรับกระบองจากมือคนของสำนักตงฉ่าง
เขากล่าวเสียงชัดถ้อยชัดคำ
“ฤดูหนาวปีนี้ที่หิมะไม่ตก เป็นเพราะวัฏจักรแห่งฤดูกาล หาได้เกี่ยวข้องกับองค์ฮ่องเต้แห่งต้าหมิง ไม่เกี่ยวข้องกับราชสำนักต้าหมิง และไม่เกี่ยวข้องกับราษฎรทั้งใต้หล้า!”
แววตาของเหยียนเส้าถิงลึกล้ำ เสียงที่กล่าวนั้นเด็ดขาดดั่งสลักบนแผ่นศิลา
“องค์ฮ่องเต้ทรงเมตตาประชาราษฎร์ ได้ทรงถือศีลภาวนาอยู่ในวังมาหลายวัน ขุนนางในราชสำนักต่างก็กลัดกลุ้มเพื่อหาทางแก้ไข แต่เจ้าเป็นถึงหัวหน้าสำนักโหรหลวง กลับเห่าหอนอยู่ตรงนี้ สมควรโดนโบย!”
คำพูดนี้กล่าวจบ
เหยียนเส้าถิงหันไปสั่งเหล่าองครักษ์เสื้อแพร “โบย! โบยมันให้หนัก! หักขามัน! แล้วลากมันออกไปนอกวัง อย่าให้มันเปื้อนสายตาฝ่าบาท!”
เมื่อสิ้นเสียงคำสั่ง ไม้กระบองก็ฟาดลงอย่างรุนแรง
เฟิงเป่ายืนมองเงียบ แม้ในใจจะไม่พอใจที่ถูกเหยียนเส้าถิงแย่งหน้าที่ แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นหลานชายของอัครมหาเสนาบดี อีกทั้งยังช่วยเตือนเขาไว้ก่อนหน้า ก็ได้แต่ยืนนิ่งเฉย
ไม้กระบองฟาดลงหลายครา โจวอวิ้นอี้ร้องโหยหวนไปหลายที ก่อนจะเงียบเสียงไป
เหล่าองครักษ์เสื้อแพรที่ลงมือก็รู้ดี ว่าคุณชายผู้นี้คือผู้มีอำนาจสูงสุดในสายของพวกตน จึงลงมือเพียงหักขา หาได้เอาชีวิต
เฟิงเป่ามองดูโจวอวิ้นอี้ซึ่งขาถูกหัก แล้วถูกลากออกไปนอกวังหลวง พลางเดินเข้ามาหาเหยียนเส้าถิง
“คุณชายเหยียน โจวอวิ้นอี้ผู้นี้ยังไม่ตาย แต่สวรรค์ยังไม่โปรยหิมะ หากเขายังใช้ลิ้นสวรรค์ของเขาพูดไม่หยุด อาจก่อกวนราชสำนักได้อีก”
เหยียนเส้าถิงหันมามองเฟิงเป่า สีหน้าแน่วแน่
“ท่านเฟิงวางใจเถิด พอข้ามปีไป ไม่นานหิมะต้องตกแน่!”
เฟิงเป่ามองดูท่าทีมั่นใจของเหยียนเส้าถิง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเอาความมั่นใจมาจากที่ใด สุดท้ายจึงเปลี่ยนคำถาม
“คุณชายเหยียนยังจะเข้าวังหรือไม่?”
เขายังครุ่นคิดว่า วันนี้ตนเองโดนแย่งหน้าที่ไป เรื่องนี้ถึงพูดกับเหยียนเส้าถิงไม่ได้ แต่ก็ต้องกลับไปรายงานต่อท่านพ่อบุญธรรมให้รับรู้
เหยียนเส้าถิงหันไปทางหนึ่ง ส่ายหน้าเบาๆ “อ้อ ข้าไม่เข้าแล้ว พึ่งนึกขึ้นได้ว่าที่บ้านยังมีเรื่องต้องจัดการอยู่”
เฟิงเป่ายืนอยู่เบื้องหน้าประตูอู่เหมิน มองแผ่นหลังของเหยียนเส้าถิงที่เดินจากไป สายตากลับลึกซึ้งขึ้นทุกขณะ
“ตระกูลเหยียน...หาได้เลี้ยงคนไร้ประโยชน์ไม่”