เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 49: สอดแนม ทรยศ และคังชอลอิน

ตอนที่ 49: สอดแนม ทรยศ และคังชอลอิน

ตอนที่ 49: สอดแนม ทรยศ และคังชอลอิน


ตอนที่ 49: สอดแนม ทรยศ และคังชอลอิน

การแสดงของโพดอลส์กี้ยังคงดำเนินต่อไปจนกระทั่งยามมืดมิดเริ่มมาเยือน

เหตุผลที่เขาต้องทำเช่นนี้นั้นก็เพื่อทำให้ผู้เฝ้าระวังของลีแชรินลดหย่อนการเฝ้าระวังที่มีต่อตัวเขา

[ท่านแชริน โปรดยกโทษให้กับความอวดดีในครั้งนี้แก่ข้าด้วยเถอะขอรับ แต่การจะทำให้คนพวกนั้นลดระดับการป้องกันลงได้ ข้าจำเป็นต้องใช้วิธีการเหล่านี้จริง ๆ]

หลังจากนั้นลีแชรินและโพดอลส์กี้ก็เริ่มหัวเราะกันอย่างบ้าคลั่งราวกับคนเสียสติกันอยู่สองคน

“อุ๊! ฮ่า ๆ ๆ ข้าว่าข้าคงเริ่มเมาแล้วละมัง”

หลังจากได้ดื่มเหล้าองุ่นไปมากมาย ใบหน้าของโพดอลส์กี้ก็เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงขึ้นเรื่อย ๆ พร้อมกับร่างกายที่โอนเอียงไปมา

“คิ ๆ ดูเหมือนว่าไวน์นี้จะเป็นของชั้นเยี่ยมจริง ๆ ไม่มีไวน์ดี ๆ แบบนี้ที่บ้านพวกเราเลยใช่ไหมนะ?”

คำว่า “บ้าน” ที่โพดอลส์กี้เรียกหมายถึงโลกอย่างเห็นได้ชัด

“โอ้ โฮ๊ะ ๆ ! ไวน์ชนิดนี้สามารถพบได้ที่ดินแดนของข้าเท่านั้น มันเป็นไวน์รสเยี่ยมจริง ๆ อย่างที่เจ้าว่า เจ้าต้องการมากกว่านี้อีกหรือไม่?”

แชรินติดตามการกระทำของโพดอลส์กี้ไปได้อย่างสมบูรณ์แบบ ความมุ่งมั่นของนางในการต้องการขึ้นเป็นราชันย์ที่แข็งแกร่งเช่นคังชอลอินทำให้นางรู้สึกต้องผ่านความอัปยศที่น่าอดสูนี้ไปให้ได้

“หู่วว นี่...แชริน”

หลังจากได้ดื่มเข้าไปอีกหนึ่งแก้ว โพดอลส์กี้ก็เริ่มจ้องมองไปยังลีแชรินด้วยสายตาหยาดเยิ้มที่เหมือนเต็มไปด้วยตัญหา

“เจ้าไม่คิดหรือว่ามันก็ผ่านมานานแล้วนับตั้งแต่ที่เราต่างร่วมแบ่งปันความรักที่มีต่อกัน? ข้าคิดว่าครั้งสุดท้ายน่าจะเป็น”ที่นั่น“ใช่หรือไม่?”

เป็นครั้งที่สองที่ร่างกายของแชรินจำต้องแข็งทื่อไปเพราะคำพูดของโพดอลส์กี้ที่พูดจาออกมาโดยไม่ทันให้นางได้ตั้งตัว

“ฮิ ๆ” โพดอลส์กี้แกล้งหัวเราะขณะสวมกอดแชริน

[ที่นี่มีหน่วยสอดแนมด้วยขอรับ]

แน่นอนว่ามันเป็นเพียงการแสดง

[โปรดแกล้งทำเป็นว่าพวกเราทั้งคู่ต่างเมามากด้วยขอรับ เช่นนั้นถึงจะสามารถทำให้พวกเขาลดระดับการป้องกันลงได้]

“หืมมม...ยังไม่ใช่ตอนนี้”

“ห๊า? ทำไมเล่า?”

“ข้าต้องการไวน์…”

“ฮ่า ๆ แน่นอนสิ แน่นอน”

โพดอลส์กี้พยักหน้ารับ

“เจ้าจำเป็นต้องใช้ไวน์เพื่อเร่งความเร่าร้อนในตัวก่อนเสมอ เช่นในวันนั้น วันที่เจ้าได้ดื่มไปมากมายที่มากยิ่งกว่านี้”

“โฮ้ ๆ ๆ เช่นนั้นข้าคงได้เห็นเรื่องราวซ้อนทับต่อจากนี้หลังจากที่ข้าเริ่มเมามายยิ่งกว่านี้เสียแล้วละมัง?”

การกระทำของพวกเขาดำเนินต่อเนื่องไปได้อย่างสมบูรณ์แบบอย่างไม่คาดคิด นี่เป็นเพราะตัวของลีแชรินเองที่พยายามอย่างหนักเพื่อให้เข้าถึงกับการแสดงของเขา

“แต่ก่อนอื่น…” โพดอลส์กี้เงียบไปครู่หนึ่งแล้วพูดขึ้นว่า

“ทำไมคนพวกนี้ถึงได้ดูหยายคายนัก? เพียงมองดูได้ไม่นานข้าก็รู้ได้ในทันทีว่าเจ้าคงจะโดนดูถูกเหยียดหยามเป็นมากแน่ อย่างที่เจ้าเคยพูด คนพวกนี้สมควรถูกลงโทษโดยการเฆี่ยนตีเสียให้หมด”

ทันใดนั้นโพดอลส์กี้ก็พูดถึงความรู้สึกของเขาที่มีออกมาเสียงดัง และแน่นอนว่านางไม่ต้องการพลาดโอกาสในครั้งนี้เพื่อปล่อยสิ่งที่มีอยู่ภายในออกมา

“ใช่ พวกนั้นทั้งดูหมิ่นและหยามเกียรติข้ายิ่งนัก”

นางพูดขณะกดฟันกรอดไปด้วยอารมณ์ที่มากมาย

“จองหองและยังดูหมิ่น?! แทนที่คนพวกนั้นจะฟังคำสั่งจากผู้เป็นราชันย์เช่นข้า แต่คนพวกนั้นกลับปฏิบัติต่อข้าเหมือนอย่างหุ่นไล่กาและไม่คิดมอบความเคารพแก่ข้าในฐานะราชันย์เลยแม้แต่น้อย ช่างเป็นพวกคนหัวหินยิ่งนัก” (คำพูดที่หมายถึงงี่เง่าในภาษาเกาหลี)

“คนหัวหิน หืม?”

“ฮึก...ข้าคิดไม่ถึงจริง ๆ ว่าตัวเองจะต้องมาปกครองคนที่ไร้ซึ่งความคิดแล้วยังทำตัวไม่ซื่อสัตย์ภักดีต่อข้าเช่นนี้”

“อะ...อะไรนะ?! ฮึ่ม ข้าคิดว่าเจ้าพวกนั้นจะต้องได้รับบทเรียนสักหน่อยเสียแล้ว!”

ขณะที่พูดออกไปแบบนั้น โพดอลส์กี้ได้เกร็งกล้ามเนื้อของเขาขึ้นมาในทันใด

“เจ้าพวกคนแคระงี่เง่านั่น”

“ฮืม?”

“พวกเขาคิดอยู่แค่เพียงเรื่องเดียวซึ่งก็คือการนำนีด้าเวลเลียร์กลับคืนมาแต่กลับไม่รู้วิธีใช้สมองของตัวเองแต่อย่างใด โอ้ ข้ากำลังพูดถึงสงครามที่เรากำลังได้เผชิญอยู่ในตอนนี้น่ะ”

“ที่เจ้าพูดถึงเมื่ออาทิตย์ก่อนน่ะหรือ?”

“ข้าบอกไปเช่นนั้นหรือ?”

“ฮี่ ๆ บางทีเจ้าอาจจะลืมไปแล้วก็ได้หลังได้ใช้เวลาที่น่าหลงใหลร่วมกันกับข้า”

“หืมม…เจ้าล่ะก็!”

ตอนนี้พวกเขาเต็มไปด้วยการสวมบทบาทเล่นละครตบตาที่แสดงถึงความสามัคคีโดยสมบูรณ์แบบได้อย่างแท้จริง

“อย่างไรก็ตาม คนแคระพวกนี้มุ่งเน้นแต่การยึดพื้นที่ตรงนั้นกลับคืนมา พวกเขาใช้กองทัพไปเกือบ 2,000 กองกำลังในการยึดมันกลับคืน แต่เจ้ารู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น?”

“อย่าบอกนะว่า...”

“ใช่ แม้จะใช้ทหารไปถึง 2,000 กองกำลังแต่คนแคระที่โง่เขลาเหล่านี้ก็ยังล้มเหลวในการยึดที่ดินตรงนั้นกลับคืน หากเราใช้เวลาส่วนใหญ่และกองกำลังไปกับการต่อสู้กับราชันย์โดยตรง เรื่องราวคงต่างไปจากนี้โดยสิ้นเชิง แต่เมื่อพวกเขาทำสิ่งเหล่านั้นลงไปแล้วข้าจะพูดอะไรได้อีกนอกจากบอกว่าพวกเขาช่างเป็นคนที่แสนโง่เขลานัก โฮ้ ๆ ๆ!”

‘โอ้...ดูเหมือนว่าราชันย์ท่านนี้เองก็รู้จักใช้กลยุทธ์นำพาเช่นกัน ไม่เลวนี่ขอรับ’

โพดอลส์กี้ที่ได้รับฟังคำพูดของลีแชรินก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประทับใจเพียงแต่เขาไม่ได้แสดงปฏิกิริยาใด ๆ ไปกับมัน

“สำหรับไอ้พวกสารเลวที่แสนโง่เขลานั่น เหตุใดเจ้าถึงไม่ทำอะไรกับพวกนั้นเสียบ้างเล่า?”

“เฮ้อ...หากเพียงข้าสามารถทำได้ก็คงดี ไม่มีใครคิดอยู่ข้างข้าแม้แต่ผู้เดียว พวกเขาไม่คิดฟังคำสั่งของข้า เช่นนั้นแล้วข้าควรจะทำเช่นไร?”

“หืม เดาว่าข้าคงต้องเข้ามาช่วยเหลือเจ้าสักหน่อยแล้วละมัง … พรุ่งนี้เช้า ข้าจะสั่งสอนเจ้าพวกนั้นให้หลาบจำเอง หากทำเช่นนั้นแล้วเจ้าจะได้รับสิทธิ์ที่ควรมีกลับมาหรือไม่?”

“เจ้าสามารถทำเช่นนั้นเพื่อข้าได้จริงหรือ?”

“แน่นอนว่าข้าทำได้ สหายข้าคนหนึ่งมีดินแดนอยู่ห่างที่นี่ออกไปประมาณ 100 กม. ด้วยทักษะของข้าและกองกำลังของเขาผนึกรวมกัน เราจะสามารถกำจัดพวกคนแคระที่แสนโง่เขลาของเจ้าออกไปได้อย่างง่ายดาย เช่นนั้นเจ้าก็จะได้รับสิทธิ์ราชันย์กลับคืน”

“ถ้านั่นสามารถได้ผลจริง… ฮ่า ๆ หากมันได้ผลเช่นนั้นจริงข้าคงได้ใช้เวลาที่มีความสุขร่วมกับเจ้าเช่นนี้ไปอีกนานแสนนาน”

หลังจากนั้นการสนทนาของพวกเขาก็ยังคงดำเนินต่อไปอีกสองสามชั่วโมงจนกระทั่งในที่สุดลีแชรินก็ไม่สามารถต้านทานผลกระทบของไวน์ได้และพล็อยหลับไป

“อืม นี่เราปล่อยให้นางดื่มมากเกินไปหรือเปล่านะ...?”

หลังจากที่ลีแชรินหมดสติ โพดอลส์กี้ก็ได้พานางไปยังห้องนอนของนางในขณะที่ตัวเขาเองก็เดินโซซัดโซเซไปตลอดทาง

หลังจากที่เขาส่งนางเข้านอนบนเตียงเรียบร้อยแล้วเขาก็เดินจากออกไป เขาพึมพำกับตัวเองแม้ว่ามันจะเป็นแค่การบ่นพึมพำจากฤทธิ์ของการเมาก็ตาม … จากนั้นเขาก็ล้มลงไปบนพื้นหญ้าและหลับไปสนิท

.

.

.

“ท่านผู้ช่วยสเลจน์”

คนแคระที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยสอดแนมเข้าพบสเลจน์เพื่อรายงานผลทันทีที่การดื่มสิ้นสุด

“ในที่สุดพวกเขาก็หยุดดื่มกันแล้วขอรับ”

“เป็นอย่างไรบ้าง?”

“มันเป็นความโกลาหลและยุ่งเหยิงอย่างมากขอรับ พวกเขาไม่สามารถหยุดพูดคุยเกี่ยวกับแผนการไร้สาระในการยึดอำนาจของนางกลับคืนมาได้ตลอดทั้งการดื่ม”

“หืม ข้ารู้ว่านางแพศยานั่นจะดื่มไวน์เป็นบางครั้งแต่ไม่คิดว่าจะมีส่วนร่วมในบทสนทนาที่ไร้สมองเช่นนี้”

พวกเขาจะเรียกนางว่านางแพศยาเพื่อเลือกปฏิบัติต่อนาง มันจะเป็นเช่นนี้เสมอเวลาที่พวกคนแคระพูดคุยกันในตอนที่ไม่มีลีแชรินมาอยู่ใกล้ ๆ

“เท่าที่ข้าเฝ้าสังเกต บุคลิกลักษณะที่แท้จริงของนางจะเริ่มปรากฏก็ต่อเมื่อนางเริ่มเมาไม่ได้สติ ดั่งคำพูดสหายของนาง นางจะเริ่มเต็มไปด้วยอารมณ์ที่ลึกซึ้งเมื่อได้ดื่มจนมากเกินไป”

“หื้มม?...  เช่นนั้นนางก็เป็นนางแพศยาจริง ๆ ใช่หรือไม่? เป็นอย่างที่คิด มนุษย์สตรีมักแสร้งทำตัวเป็นอ่อนแอและกระทำการแต่เรื่องฉาวโฉ่เสมอเมื่ออยู่ลับหลัง”

“ขอรับ มันเป็นเช่นนั้นจริง ๆ ขอรับ”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร? ยังมีอะไรอีกหรือไม่?”

“ดูเหมือนว่าพวกเขาคิดแผนการที่จะกระทำการเพื่อยึดอำนาจกลับคืนมาจริง ๆ”

“แผนการ? แผนการอะไร?”

“ไอ้คนที่ร่วมดื่มกับนางกล่าวว่ามันจะช่วยให้นางได้รับสิทธิอำนาจกลับคืนมาขอรับ”

“ฮ่า ๆ ๆ ดูเหมือนว่าผู้ชายคนนั้นเองก็คงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะจัดการอย่างนั้นสินะ?”

“ขอรับ ข้ามั่นใจมากว่าเขาไม่ใช่คนที่จะต่อกรง่าย ๆ เช่นนั้นได้”

“เอาล่ะ ไหนเจ้าเล่าต่อมาสิ”

“เขาบอกว่าเขามีสหายที่เป็นราชันย์อยู่ห่างจากที่นี่ไปประมาณ 100 กม. อีกทั้งยังบอกอีกว่าเขาสามารถรวบรวมความช่วยเหลือจากราชันย์ท่านนั้นเพื่อทวงสิทธิอำนาจของนางกลับคืนมาได้ขอรับ”

“อะไรนะ?!” สเลจน์ตะโกนด้วยความตกใจ

“นางกล้าคิดที่จะนำกำลังภายนอกเข้ามาได้อย่างไรกัน…?”

“นายท่าน โปรดสงบลงก่อนเถิด”

“เจ้าจะยังให้ข้านิ่งเฉยอีกได้อย่างไร?! นางแพศยานั่นไม่คิดที่จะช่วยเหลือพวกเราในการกู้นีด้าเวลเลียร์กลับคืนมาด้วยซ้ำ! แต่กลับคิดไปจะขอความช่วยเหลือจากภายนอกเพื่อมาสร้างความโกลาหลและไล่พวกเราออกไปจากดินแดนของเรา!”

“ท่านผู้ช่วย โปรดสงบสติอารมณของท่….”

“สงบรึ?!! แหกตามองสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ซะ! นางกำลังคิดก่อการสงครามเพื่อทวงคืนสิทธิราชันย์ในดินแดนของพวกเราไม่เห็นหรืออย่างไร!!”

“แต่ข้าไม่คิดว่าท่านจำต้องกังวลมากขนาดนั้นนะขอรับ”

“ฮ๊ะ? ทำไม?”

“แม้ฟังดูเหมือนว่าสหายนางจะยิ่งใหญ่ แต่การพูดว่าเขายอดเยี่ยมแค่ไหนนั้นข้าคิดว่ามันเป็นเพียงการโอ้อวดและดูเหมือนเป็นการโกหกเสียมากกว่า ไม่เพียงเท่านั้น แต่นิสัยการดื่มของเขาก็ยังแย่อีกเช่นกัน ขณะนี้เขากำลังนอนเมาหลับอยู่ภายในสวนขอรับ”

“โอ้ เป็นเช่นนั้นเองหรอกหรือ หึ?” สเลจน์เริ่มหัวเราะอย่างร้ายกาจ

“หึ ไม่ว่าเจ้าคิดจะทำการสิ่งใดแต่เจ้าจะไม่สามารถหลบหนีไปได้แม้แต่ปลายนิ้วของข้า ดูเหมือนว่านางแพศยานั่นเองก็ไร้โชคอยู่เหมือนกัน...ข้าไม่สามารถปล่อยให้นางอยู่เพียงลำพังได้”

ดูเหมือนว่าเขาไม่คิดที่จะลดการเฝ้าระวังทั้งหมดลงโดยสมบูรณ์

“จงไปตรวจดูความประพฤติของกลุ่มนักผจญภัยให้ดี มีโอกาสที่นางจะทำข้อตกลงกับพวกนั้นหรืออาจพยายามโน้มน้าวให้พวกนั้นพยายามเข้าร่วมกับสิ่งที่นางกำลังคิดทำ”

“ขอรับ!”

“ยังไม่เพียงเท่านั้น แต่หากมีใครที่ต้องการอยากพบนางในตอนนี้ให้บอกพวกนั้นไปว่านางไม่สะดวกจะพบ อย่าให้นางได้พบเจอกับใครเป็นอันขาด เข้าใจหรือไม่?”

ณ ในตอนนั้นเอง สเลจน์ได้ก้าวข้ามเส้นที่ไม่ควรมีมาตั้งแต่ต้นเพื่อทรยศและหักหลังต่อราชันย์ผู้ปกครองแผ่นดิน

.

.

.

“นะ น้ำ…”

ด้วยลำคอที่แห้งผากทำให้นางฟื้นตื่นจากการหลับใหล

‘เฮ้อ นี่เราดื่มมากไปแล้วหรือเปล่า’

แม้เหมือนว่านางจะสลบจนต้องพล็อยหลับไปเป็นเวลานานแต่อาการปวดหัวที่เกิดขึ้นดูเหมือนจะไม่บรรเทาไปตามเวลาที่ผ่านไปด้วยเลย

นั่นอาจเป็นเพราะไวน์เจ็ดขวดที่ได้ดื่มกับโพดอลส์กี้ไปก่อนหน้า มันเป็นเรื่องที่น่าประทับใจอย่างมากที่นางสามารถรักษาการแสดงของตัวเองเอาไว้ได้จนจบ

นางเหยียดมือเพื่อคว้าขวดน้ำ

แต่นางเหนื่อยเกินกว่าจะทำเช่นนั้นได้

แต่แล้วนางก็ต้องตกใจเมื่อได้รู้ว่ามีชายคนหนึ่งกำลังนั่งอยู่ใกล้ ๆ ตัวนาง

ชายคนนั้นมีผิวที่ดูเหมือนผิวเสือดาวสีดำที่พาดผ่านไปทั่วทั้งร่างกาย มันชวนให้ความรู้สึกลึกลับขณะที่เขาปกคลุมแสงจากดวงจันทร์ด้วยร่างเงาของเขา

“ในที่สุดก็ตื่นเสียที ข้าคิดที่กำลังจะจากไปอยู่พอดีหากท่านยังหลับอยู่เช่นนั้น”

ด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่ดังขึ้น นางสามารถบอกได้ในทันทีว่ามันคือเสียงของคังชอลอิน

“ฮ่า ๆ ชอลอิน ท่านเองหรือ แล้วมาที่นี่ได้อย่างไรกัน?”

“เข้ามาทางหน้าต่าง”

“หน้าต่าง?!” นางรู้สึกประหลาดใจกับคำตอบที่ได้รับเป็นอย่างมาก

ด้านล่างของหน้าต่างเป็นหน้าผาที่เหยียดยาวเกินสามสิบเมตร มันไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะสามารถปีนไต่ขึ้นมาได้

“มันไม่ได้ยากเกินไปสำหรับข้า”

คังชอลอินพูดตอบอย่างไม่แยแส สำหรับเขาที่มีทักษะเต็มพิกัดอยู่ติดตัวนั้น ไม่มีอะไรที่เขาไม่สามารถทำไม่ได้

“โอ้…”

“รับนี่ไป”

คังชอลอินโยนม้วนกระดาษสองแผ่นไปให้นาง

“นี่มันอะไร?” นางเอ่ยถาม

“หนึ่งในนั้นคือสัญญา ส่วนอีกอัน...” คังชอลอินหยุดพูดไปครู่หนึ่งก่อนจะพูดต่อ

“รายชื่อต้องประหาร”

“รายชื่อต้องประหาร” มันคือรายการที่จะตัดสินว่าใครควรที่จะได้รับให้มีชีวิตอยู่ต่อหรือใครควรที่จะต้องจบสิ้นชีวิตไปเสียที

.

.

สามารถกดติดตามเพื่อรับอัพเดทข่าวสารเกี่ยวกับนิยายได้ก่อนใครที่ทาง แปลได้แปลเถอะ

จบบทที่ ตอนที่ 49: สอดแนม ทรยศ และคังชอลอิน

คัดลอกลิงก์แล้ว