- หน้าแรก
- สำนักงานชิงเย่:เปิดแฟ้มคดีลึกลับ
- บทที่ 38 ความกังวลที่ทับถม
บทที่ 38 ความกังวลที่ทับถม
บทที่ 38 ความกังวลที่ทับถม
บทที่ 38 ความกังวลที่ทับถม
#สำนักงานรื้อถอน
พอได้ยินที่เจ้าอ้วนพูด ผมก็เริ่มลังเลขึ้นมาเหมือนกัน
เย่ชิงจากสำนักงานลี้ลับชิงเย่บอกแค่ว่าชุดชุดกิโมโนชุดนี้เป็นของเก่า ผ่านเจ้าของมาหลายคน อาจจะมีพลังงานชั่วร้ายสะสมอยู่บ้าง แต่ไม่เคยพูดเลยว่าชุดนี้ “ฆ่าคน” ได้ ถ้าพวกเขายังมองไม่ออก แล้วผมที่เป็นแค่คนธรรมดาจะไปรู้อะไรได้มากกว่าพวกเขา?
แค่ไม่รู้ทำไม ตอนที่เห็นเฉินเสี่ยวชิวหมุนตัวในวิดีโอนั้นเพียงแค่เสี้ยววินาที ผมกลับรู้สึกเหมือนมีลมเย็นๆวูบผ่านแผ่นหลัง ขนลุกเกรียวทั่วทั้งตัว เหงื่อแตกท่วม และทันใดนั้นผมก็นึกถึงภาพถ่ายที่สำนักงานชิงเย่ถ่ายไว้ และยิ่งไปกว่านั้นคือ นึกถึงภาพประหลาดที่ผมเคยเห็นในคืนนั้น
ผมก้มลงมองภาพถ่ายอีกครั้ง ข้างต้นซากุระทั้งสองฝั่งไม่มีใครยืนอยู่ ภาพเงาคนนั้นดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่ภาพลวงตาจากสายตาผมในตอนนั้นเท่านั้น
“พี่ฉี คิดมากไปเองรึเปล่า? อีกอย่าง ชุดนั้นก็ถูกเผาไปแล้ว ไม่น่าจะใช่ตัวเดียวกันได้หรอก” เจ้าอ้วนพูดปลอบใจ พลางตบไหล่ผมเบาๆ
เจ้าผอมก็พยักหน้าแรง เห็นด้วยกับเจ้าอ้วนอย่างเต็มที่
จริงอยู่ ความคิดของผมนั้นช่างเหลือเชื่อ แม้แต่ตัวผมเองยังไม่มั่นใจ
แม้ผมจะอ่านแฟ้มคดีมาแล้ว และเชื่อว่าผู้ว่าจ้างไม่ได้โกหก แต่คนของชิงเย่ก็เคยพูดไว้ว่า บางเรื่องที่ถูกมองว่าเป็นเรื่องลี้ลับ อาจเป็นเพียงเพราะผู้คนเหล่านั้นมีปัญหาทางจิตใจ หรือเข้าใจผิดอะไรบางอย่างเลยตีความไปว่าเป็นผี สำหรับผมที่ทั้งชีวิตไม่เคยเจอผี จึงยังคงสงสัยอยู่เสมอว่าผีมีจริงไหม ที่ชอบฟังเรื่องผี ก็แค่ชอบฟังเฉยๆ ถ้าเจอกับตัวจริงๆ ผมคงไม่คิดว่าเป็นผีแน่ๆ แต่จะพยายามหาคำอธิบายอื่นมากกว่า
เฉินเสี่ยวชิวล้มป่วย การอธิบายอย่างมีเหตุผลที่สุดคือ เธอเคี่ยวเข็ญตัวเองมากเกินไป ทำงานเหมือนสามคนรวมกันจนร่างกายพัง
เจ้าอ้วนไม่เชื่อ เจ้าผอมไม่อยากเชื่อ กั๋วอวี้เจี๋ยก็ไม่ได้แสดงความเห็นอะไร ส่วนผมลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็ค่อยๆ ยื่นมือถือคืนให้เจ้าผอม แล้วก็ปิดแฟ้มของชิงเย่ลง
“รอให้เฉินเสี่ยวชิวมาทำงานก่อน แล้วค่อยถามเธอดูอีกทีละกัน” ผมพูดออกไปแบบนั้น
วันต่อมาเฉินเสี่ยวชิวก็กลับมาทำงาน เราทุกคนสังเกตเห็นได้ทันทีว่า เมคอัพบนใบหน้าเธอหนากว่าเมื่อวันก่อนอย่างเห็นได้ชัด คงเป็นเพราะอยากปกปิดสีหน้าที่ดูอิดโรยของตัวเอง
ผมจึงเรียกเฉินเสี่ยวชิวมาคุย เตือนเธอว่าอย่าหักโหมเกินไป และเรื่องของโรงงานผลิตเมืองชิ่งโจวนั้นให้พักไว้ก่อน เฉินเสี่ยวชิวไม่ใช่คนดื้อด้านอะไร อาจจะเพราะที่บ้านเธอเตือนมาแล้วด้วย พอผมพูดจบ เธอก็ตอบตกลงทันที
เจ้าผอมกับอีกสองคนทำทีว่ากำลังทำงาน แต่จริงๆหูผึ่งฟังที่เราคุยกันทั้งหมด
ผมเหลือบตามองพวกเขาเล็กน้อย แล้วกระแอมแก้เขิน
“คือว่า…เฉินเสี่ยวชิวนะ เมื่อวานเจ้าผอมไปเจอโปสเตอร์โปรโมตละครเวทีของวิทยาลัยการแสดงเข้า”
เจ้าผอมไม่เล่นละครต่อแล้ว หันหน้ามาจ้องผมพร้อมทำท่าเตือนให้หยุด
เฉินเสี่ยวชิวที่หันหลังให้เจ้าผอมจึงมองไม่เห็น และก็ไม่ได้หันกลับไปมอง เธอรับรองกับผมว่า
“เรื่องที่นั่นจะไม่กระทบกับงานของฉันค่ะ”
“อ้อๆ…งั้นก็อย่าหักโหมเกินไปนะ” ผมรู้สึกพูดต่อไม่ออก
ถ้าเป็นคนของชิงเย่ คงจะมีวิธีโยงไปเรื่องชุดกิโมโนได้อย่างแนบเนียน แต่ผมเองกลับไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน ถ้าถามไปโต้งๆก็เหมือนผมเชื่อแล้วว่าชุดกิโมโนตัวนั้นมีผี แต่ถ้าไม่ถาม แล้วสุดท้ายเกิดเฉินเสี่ยวชิวเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ ผมคงรู้สึกผิดมากแน่ๆ
กั๋วอวี้เจี๋ยของเรานี่แหละ ผู้ที่ไม่เคยคิดมากแบบผม เธอนั่งอยู่ข้างหน้าผม หันกลับมาถามเฉินเสี่ยวชิว อย่างตรงไปตรงมา
“เสี่ยวชิว ชุดกิโมโนของเธอสวยมากเลย เป็นชุดของชมรมละครเวทีเหรอ?”
“ใช่ค่ะ” เฉินเสี่ยวชิวตอบอย่างสั้นๆ และตรงประเด็น
“ซื้อมาจากไหนเหรอ? ฉันก็อยากได้สักชุดเหมือนกัน” กั๋วอวี้เจี๋ยกระพริบตาปิ๊งๆ ทำทีไร้เดียงสา
พวกเราสามหนุ่มหันไปมองเธอพร้อมกัน แววตาเหมือนกันหมด — ถ้าผู้หญิงคนนี้อยากซื้อชุดกิโมโน นี่ต้องเป็นเพราะพระอาทิตย์ขึ้นทางตะวันตกแน่! จะโกหกก็ให้มันเนียนหน่อยเถอะ!
ไม่รู้ว่าเฉินเสี่ยวชิวเธอเป็นคนจริงจังแบบนี้ หรือเพราะเธอ ยังดูไม่ออกว่ากั๋วอวี้เจี๋ยเป็นคนยังไง เธอเลยตอบกลับอย่างจริงจังว่า
“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ”
“งั้นช่วยถามให้ฉันหน่อยได้ไหม?” กั๋วอวี้เจี๋ยยังกระพริบตาปิ๊ง ๆ ทำหน้าใสซื่อ
“ได้ค่ะ” เฉินเสี่ยวชิวตอบตกลง
กั๋วอวี้เจี๋ยยิ้มหวาน ขอบคุณอย่างร่าเริง แล้วแอบทำท่า “เย้” ให้ผม พร้อมกับส่งสายตาเหยียดหยามมาอีกหนึ่งดอก
เพราะเฉินเสี่ยวชิวกลับมาทำงาน พวกเราก็กลับมาตั้งใจทำงานอีกครั้ง ตอนเที่ยงกั๋วอวี้เจี๋ยก็ลากเฉินเสี่ยวชิวไปกินข้าวด้วยกัน บรรยากาศในออฟฟิศเลยไม่ตึงเครียดเหมือนวันแรก
เฉินเสี่ยวชิวนี่ทำงานได้แบบไร้ที่ติจริง ๆ วันรุ่งขึ้นก็มีคำตอบมาให้กั๋วอวี้เจี๋ยแล้ว
“ชุดกิโมโนชุดนั้นเป็นของรุ่นพี่ในชมรมละครเวทีที่เรียนจบไปแล้ว เขาซื้อมาจากร้านค้าออนไลน์ แต่ซื้อมาหลายปีแล้ว ตอนนี้หาชื่อร้านไม่เจอแล้วค่ะ”
“อ๋อ…” กั๋วอวี้เจี๋ยมองมาที่ผม ราวกับถามว่านี่เป็นข้อมูลที่ช่วยอะไรได้ไหม
ส่วนตัวผมก็ยังไม่รู้ว่าควรจะทำอย่างไรต่อดี จะสืบต่อไปไหม? หรือควรหยุด? เรื่องทั้งหมดมันก็กลับไปที่จุดเดิม — ผมเชื่อเรื่องนี้หรือเปล่า?
ผมยังตัดสินใจไม่ได้ จึงได้แค่เลี่ยงๆ ไปก่อน
พอเฉินเสี่ยวชิวไปเข้าห้องน้ำ กั๋วอวี้เจี๋ยก็ผลักผมแรงๆหนึ่งที จนผมตกเก้าอี้อีกรอบ
“นี่นายจะเอายังไงแน่?” กั๋วอวี้เจี๋ยที่ทำอะไรตรงไปตรงมา ไม่ชอบพวกที่ลังเลแบบผมเอาซะเลย
ผมลุกขึ้นจากพื้นเองอย่างเงียบๆ แล้วพูดเบาๆ ว่า
“เธอไม่เข้าใจหรอก”
“ไม่เข้าใจอะไรล่ะ? นายก็แค่อ่านแฟ้มของสำนักงานสืบสวนไม่กี่แฟ้ม แล้วข้างในเขียนอะไรถึงได้ทำให้นายกลัวขนาดนี้?” กั๋วอวี้เจี๋ยเอื้อมมือจะไปหยิบแฟ้มเอกสารบนโต๊ะผม
ผมยกมือขึ้นกันไว้ “พอแล้ว เธอไม่ต้องยุ่งเรื่องนี้หรอก”
“ไม่ต้องยุ่งได้ยังไงล่ะ? ก็เสี่ยวชิวใส่ชุดกิโมโนนั้นอยู่นะ! ถ้ามันมีปัญหาจริงๆ จะไม่กลายเป็นว่าเราปล่อยให้เธอเดือดร้อนหรือไง?” กั๋วอวี้เจี๋ยพูดเสียงดัง
เจ้าอ้วนรีบพูดตัดบท ทำหน้าที่เป็นกาวใจ
“พี่ฉี แบบนี้ไม่เหมือนพี่เลยนะ พี่กังวลอะไรอยู่เหรอ?”
ผมขมวดคิ้ว—กังวลอะไรอย่างนั้นเหรอ? มันเป็นเพียงแค่ลางสังหรณ์ แต่ถ้าผมตัดสินใจทำอะไรลงไป นั่นเท่ากับว่า ผมกำลังจะก้าวขาออกจากชีวิตที่สงบสุข แล้วจะไม่มีวันหวนกลับมาได้อีก แต่ไอ้ความรู้สึกแบบนี้มันก็ไม่มีเหตุผลอะไรเลย
ถ้าแค่ชุดกิโมโนตัวนั้นมีปัญหา แล้วผมจะกลายเป็นคนแบบชิงเย่เหรอ? เริ่มรับงานสืบสวน จัดการเรื่องลี้ลับอะไรพวกนั้น?
“ผมว่าพวกเราบอกเรื่องนี้กับเฉินเสี่ยวชิวตรงๆไปเลย แล้วให้เธอเป็นคนตัดสินใจเองก็แล้วกัน ต่อให้ชุดนี้มีปัญหาจริงๆ เราก็แก้ไขอะไรไม่ได้หรอก ของพวกนี้คงต้องไปหาวัดให้พระสวดถอนเสียมากกว่า” เจ้าผอมเสนอความคิดเห็น
“จะบอกฉันเรื่องอะไรเหรอ?” เสียงเฉินเสี่ยวชิวดังขึ้นจากประตูห้อง
พวกเราทั้งสี่คนเงียบกันไปสองวินาที กั๋วอวี้เจี๋ยเป็นคนไวปากไว จึงรีบเล่าเรื่องทั้งหมดอย่างตรงไปตรงมา
เฉินเสี่ยวชิวไม่ได้แสดงสีหน้าผิดปกติอะไรเลย หลังจากฟังจบ เธอหันมามองผมแล้วพูดว่า
“ขอดูภาพถ่ายนั่นหน่อยได้ไหมคะ?”
ผมดึงภาพถ่ายออกมาจากในแฟ้มแล้วยื่นให้เธอ
เฉินเสี่ยวชิวดูรูปอย่างละเอียด ก่อนจะวางลงแล้วพูดว่า
“เป็นชุดกิโมโนตัวเดียวกันเป๊ะเลยค่ะ”
“หา?” พวกเราทั้งสี่คนถึงกับอึ้ง
“ชุดกิโมโนตัวนั้นน่าจะเป็นของเก่าที่มีประวัติ เป็นงานเย็บมือทั้งหมด ฉันดูจากคนในชมรมละครแล้ว เหมือนไม่มีใครรู้เรื่องนี้เลย แถมยังเก็บรักษาไม่ดีด้วย แต่สภาพของชุดกิโมโนนั้นสมบูรณ์มาก ไม่มีตำหนิเลย” เฉินเสี่ยวชิวอธิบาย
“เธอ…รู้สึกว่าชุดกิโมโนตัวนั้นมีอะไรผิดปกติเหรอ?” ผมถามอย่างไม่มั่นใจนัก
เฉินเสี่ยวชิวพยักหน้า
บรรยากาศในออฟฟิศเงียบสนิท ราวกับความเงียบได้กลืนกินทุกเสียง
“แล้วเธอยังจะใส่มันอีกเหรอ?” เจ้าผอมเป็นคนทำลายความเงียบนั้น ถามด้วยสีหน้าตกใจ
“ชมรมละครไม่มีชุดอื่นให้ใส่แล้ว ต่อให้สงสัยว่ามันเป็นของผิดกฎหมาย ฉันก็ไม่มีหลักฐานอะไร” เฉินเสี่ยวชิวตอบอย่างนิ่งเฉย
เจ้าผอมพูดอะไรไม่ออก
ผมเพิ่งเข้าใจในตอนนั้นว่า “มีปัญหา” ที่ผมพูดไว้กับ “มีปัญหา” ที่เฉินเสี่ยวชิวเข้าใจนั้น เป็นคนละเรื่องกันโดยสิ้นเชิง
(จบบทนี้)