- หน้าแรก
- สำนักงานชิงเย่:เปิดแฟ้มคดีลึกลับ
- บทที่ 21 ตามติดเหมือนเงา (ตอนที่1)
บทที่ 21 ตามติดเหมือนเงา (ตอนที่1)
บทที่ 21 ตามติดเหมือนเงา (ตอนที่1)
บทที่ 21 หมายเลข 078 – ตามติดเหมือนเงา (ตอนที่1)
#สำนักงานรื้อถอน
จู่ ๆ ผมก็ได้ยินเสียงอะไรบางอย่าง คงเป็นกระดาษที่แปะอยู่หน้าประตูกำลังถูกลมพัด
ไม่รู้ทำไม เสียงนั้นทำให้ผมนึกถึงเสียงกริ่งเลิกเรียนสมัยมัธยมต้น ที่เตือนให้นักเรียนทุกคนรีบออกจากโรงเรียน
หัวใจผมเริ่มเต้นแรงขึ้นโดยไม่รู้ตัว ผมรีบกอดแฟ้มเอกสารที่เพิ่งหยิบออกมา ปิดตู้แฟ้มอย่างรวดเร็ว แล้วรีบปิดหน้าต่าง วิ่งตรงไปที่ประตู
ตอนที่กำลังจะปิดประตู ผมรู้สึกเหมือนเห็นอะไรบางอย่างจากช่องว่างของประตูที่กำลังจะปิดอย่างช้า ๆ
ปัง!
ประตูปิดลง ผมยังไม่ทันได้ดูให้ชัดว่ามันคืออะไร
ปิ๊บ ปิ๊บ ปิ๊บ!
เสียงโทรศัพท์ดังขึ้น ตัวเครื่องสั่นในมือผม เสียงดังก้องไปทั่วชั้น แสงจากไฟฉายยังคงสว่างจ้าจนแสบตา
ผมสะบัดหัวเบาๆ แล้วรับสาย เป็นเจ้าผอมโทรมาบอกว่าพวกเขาพร้อมแล้ว
ผมตอบแค่ “อืม” พูดอยู่สองสามคำ แล้วอุ้มแฟ้มลงไปข้างล่าง
เอียงคอเงยหน้ามองเล็กน้อย ก็เห็นป้ายสำนักงานเรื่องลี้ลับ “ชิงเย่” ที่อยู่หลังราวกั้นทางเดิน กำลังถูกโครงปูนสีเทาค่อยๆบดบัง
“พี่ฉี เป็นไงบ้าง?” เจ้าผอมกับเจ้าอ้วนรออยู่ที่ชั้นหนึ่ง พอเห็นผมลงมา ก็ช่วยกันรับแฟ้มไปถือ
“เจอลูกค้าที่รอดชีวิตแล้ว แต่…ยังไม่ได้หาเจอว่าเหตุการณ์สุดท้ายที่พวกเขาจัดการคืออะไร” ผมลังเลเล็กน้อยก่อนจะตอบ
“งั้นไว้คราวหน้าค่อยว่ากัน ผมว่านะ คราวหน้าเรามาตอนกลางวันดีกว่า ตอนนี้ฟ้ามืดหมดแล้วมันดูอันตรายอยู่” เจ้าผอมพูดอย่างจริงจัง เหมือนกำลังอธิบายตามทฤษฎีหนังผี
ผมเพิ่งจะรู้ตัวว่าท้องฟ้ามืดลงหมดแล้ว พอดูเวลาก็เลยรู้ว่าตัวเองอยู่ในที่มืดมิดนั้นมาสองชั่วโมงแล้ว
“ถ้าคราวหน้ามา ให้คนมาจัดการเรื่องไฟฟ้าไว้ด้วย” เจ้าอ้วนเสนอ
“ไม่งั้นมันมืดเกินไป ผมดูห้องเมื่อกี้แล้ว ใช้ไฟฉายยังส่องไม่ทั่วเลย”
“ใช่ ผมก็ว่า มาตอนกลางวันดีกว่า” เจ้าอ้วนเจ้าผอมความคิดเหมือนกัน
ผมเหม่อลอย แล้วจู่ๆ ก็ถามขึ้นว่า
“ตอนที่พวกนายค้น ได้ดูในกล่องของสองห้องที่อยู่ริมทางเดินรึเปล่า?”
“เปิดดูไปนิดหน่อย มีแต่คอมพิวเตอร์ วันนั้นเราก็ไม่ได้ค้นอะไรมากหรอก” เจ้าผอมถอนหายใจ
“ตอนแรกนึกว่าแค่ไปถามๆ เดี๋ยวก็หาคนจากสำนักงานนั้นเจอแล้ว แต่เมื่อกี้ก็ลองถามไปทั่วแล้ว แต่ไม่มีใครพูดอะไรที่ได้เรื่องเลย” เจ้าอ้วนก็ถอนหายใจบ้าง
เจ้าสองคนนี้หยอกเล่นกันเหมือนเรื่องตลก สลับกันพูดคนละคำ
เจ้าผอมก็กระโดดเกาะไหล่เจ้าอ้วน ส่วนเจ้าอ้วนก็ใช้ฝ่ามือตบไหล่เล็กๆของเจ้าผอมเบาๆ ชวนให้หัวเราะ แต่ผมกลับรู้สึกไม่ผ่อนคลายเลย
“งั้นคราวหน้าเรามาเปิดกล่องพวกนั้นดูให้หมด บางทีอาจมีเบาะแสอยู่ในนั้นก็ได้”
“โอเค งั้นเดี๋ยวดูหน่อยก็ได้” เจ้าผอมพูดแบบไม่ใส่ใจนัก แล้วก็รัดไหล่เจ้าอ้วนแน่นๆ
“แกต้องช่วยพี่ฉีให้ดีล่ะ!”
“แล้วแกไม่ช่วยเหรอ?” เจ้าอ้วนถาม
“ผมจะขึ้นไปสำรวจชั้นบน” เจ้าผอมตอบแบบไม่ลังเล
เจ้าอ้วนทำหน้าเหมือนจะร้องไห้แต่ก็หัวเราะ แล้วก็ยอมรับไป เขายังหันมาทักผมอีก
“งั้นพรุ่งนี้เรามาด้วยกันนะ”
“อืม แล้วห้องท้ายสุดของทางเดินนั่น ผมยังไม่ได้ดูเลย ข้างในก็เป็นกล่องเหมือนกันใช่มั้ย?” ผมถามขึ้น
ทั้งสองคนหยุดเดินทันที
ผมหันไปมองพวกเขาอย่างแปลกใจ
“ห้องท้ายสุดของทางเดิน?” เจ้าผอมทวนคำอย่างงุนงง
“ตรงทางเดินก็มีแต่ห้องอยู่สองฝั่งเองไม่ใช่เหรอ? ปลายทางเดินมันก็เป็นแค่กำแพงนี่นา?”
เจ้าอ้วนถามด้วยความสงสัย
ผมนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง
“ตรงนั้นมันมีรูปภาพแขวนอยู่นะพี่ฉี หรือว่าตอนนั้นมันมืดเกินไป พี่เลยมองไม่ชัดคิดว่ามันเป็นประตู?” เจ้าอ้วนถามต่อ
“อาจจะใช่... ผมก็แค่เหลือบไปมองแวบเดียวตอนเดินเข้าไปในทางเดิน” ผมตอบแบบไม่มั่นใจนัก
“แน่นอนว่าพี่ตาฝาดแล้วล่ะ!” เจ้าผอมยืนยันเสียงแข็ง
“เอาล่ะๆ ไม่ต้องพูดอะไรกันแล้ว รีบไปเอารถแล้วก็แยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน!”
#สำนักงานชิงเย่
หมายเลขเหตุการณ์: 078
ชื่อเรียกเหตุการณ์: ติดตามเหมือนเงา
ผู้ว่าจ้าง: เจิ้ง เสี่ยวรุ่ย
รายละเอียดเหตุการณ์:
วันที่ 3 ธันวาคม 2013
ผู้ว่าจ้างมาเยี่ยมสำนักงานเป็นครั้งแรก ไฟล์เสียงแนบ: 07820131203.wav
“สวัสดีค่ะ ฉันคือต้วน ซือซือ เพื่อนสนิทของเสี่ยวรุ่ย เราคุยกันทางโทรศัพท์แล้วนะคะ”
“สวัสดีครับ คุณต้วน”
“นี่คือเสี่ยวรุ่ยค่ะ”
“อะ... สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับ คุณเจิ้ง ไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?”
“ฉัน…อืม…”
“ให้ฉันพูดเองก็ได้! ก็ตามที่บอกในโทรศัพท์นั่นแหละค่ะ ช่วงนี้เสี่ยวรุ่ยมักรู้สึกว่ามีคนจับตามอง เหมือนโดนสอดแนมอะไรทำนองนั้นค่ะ พ่อของฉันเป็นตำรวจยังหาคนมาตามเฝ้าเธอให้อยู่ช่วงหนึ่งเลยค่ะ แต่ก็ไม่เห็นมีใครตามเธอสักคน แต่เสี่ยวรุ่ยก็ยังรู้สึกแบบนั้นอยู่ดี ทุกวันนี้ถึงขั้นนอนไม่หลับ กินอะไรก็ไม่อร่อย พ่อแม่เธอก็พาไปหาหมอ ฉันยังพาเธอไปหาหมอดูมาเลยด้วย พวกนั้นก็พูดมั่วซั่ว ไม่เห็นได้ประโยชน์อะไรเลย! ฉันเห็นในอินเตอร์เน็ตบอกว่าพวกคุณเก่งกันมาก จริงหรือเปล่าคะ?”
“คุณต้วนครับ ลองให้เพื่อนคุณเล่าเองจะดีกว่า”
“เสี่ยวรุ่ย...พูดเถอะ อย่ากลัวเลย”
“อืม…”
“คุณเจิ้ง รบกวนช่วยเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับคุณให้ละเอียดที่สุดเท่าที่จะจำได้ก็พอ ไม่ต้องกังวลว่าจะรบกวน หรือแม้แต่เป็นเรื่องที่คุณคาดเดา คุณก็เล่าได้นะครับ ขอให้เป็นเรื่องที่คุณเจอมาทั้งหมดก็พอ”
“เอ่อ…ฉัน…ก็เหมือนที่ซือซือพูดนั่นแหละ ฉันรู้สึกเหมือนมีคนจ้องมองอยู่”
“ครั้งแรกที่คุณรู้สึกแบบนั้นคือเมื่อไหร่? และในสถานการณ์แบบไหนครับ?”
“อืม…จำเวลาแน่ชัดไม่ได้เลยค่ะ ตอนนั้น…ฉันอยู่บ้าน พอเช้าก็ลุกขึ้นมา ล้างหน้า แปรงฟัน แล้วก็ส่องกระจกอยู่ในห้องน้ำ หลังจากนั้นก็เตรียมเดินออกจากห้องน้ำ แล้วในตอนนั้นเอง ฉันรู้สึกว่า…คนในกระจกกำลังจ้องมองฉันอยู่…”
“เหมือนในหนังผีแบบที่คนเดินออกไปแล้ว แต่เงาในกระจกยังไม่ขยับ แล้วก็ไม่ขยับหัวเลย แต่ขยับแค่ตา จ้องมองมา” ต้วน ซือซือ พูดแทรกขึ้นมา
“คุณเจิ้ง นี่คือสิ่งที่คุณบอกคุณต้วน หรือคุณต้วนเป็นคนเดา?”
“เห้ย นี่คุณหมายความว่ายังไงเนี่ย!”
“ไม่ใช่นะ ซือซือไม่ได้เดา ฉันรู้สึกแบบนั้นจริงๆ ตอนหันกลับไปในเสี้ยววินาที เงาในกระจกไม่ขยับ แล้วดวงตา…เหมือนกำลังจ้องมองฉันอยู่”
“หลังจากนั้นคุณได้ตรวจสอบอะไรเพิ่มเติมไหม?”
“ค่ะ ถึงแม้ตอนนั้นฉันจะกลัว…คือพอมาคิดทีหลังมันน่ากลัวมาก แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดอะไร ก็หันกลับไปมองดูที่กระจก ก็ไม่ได้มีอะไรผิดปกติ”
“ขอโทษที่ถามนะครับ คุณเคยดูหนังผีอะไรทำนองนี้มาก่อนหรือเปล่า?”
“คุณนี่มันยังไงกันเนี่ย! พวกเราไม่ได้โกหกนะ!”
“คุณต้วน...ถ้าคุณเงียบไม่ได้ งั้นก็เชิญออกไปข้างนอกเถอะ”
“คุณนี่มัน—!”
“ซือซือ ไม่เป็นไรหรอก”
“หึ!” ต้วน ซือซือไม่พอใจ
“ฉันเคยดูหนังผีมาก่อนค่ะ แล้วก็กลัวมากด้วย ฉันเข้าใจนะคะว่าคุณหมายถึงอะไร พ่อแม่ฉัน แล้วก็พ่อของซือซือก็ถามเหมือนกัน ตอนแรกฉันก็คิดว่าตัวเองอาจจะคิดไปเอง”
“อืม แล้วหลังจากวันนั้นเกิดอะไรขึ้นอีกไหม?”
“วันนั้นไม่มีอะไรค่ะ แต่ผ่านไปสองวัน…ฉันก็ระวังเวลาจะเข้าห้องน้ำตลอด ก็ไม่ได้เจออะไรอีก แต่พอถึงวันเสาร์ ฉันไปเที่ยวกับซือซือ ไปดูหนังที่ห้าง แล้วก็เข้าห้องน้ำที่นั่น…ฉันก็มีความรู้สึกนั้นอีก”
“ช่วยเล่าให้ละเอียดหน่อยได้ไหมครับ?”
“ก็พอจะออกจากห้องน้ำ ฉันล้างมืออยู่ ที่ห้างจะมีกระจกบานใหญ่แบบเต็มผนัง ตอนที่ฉันก้มหน้าล้างมือ ฉันรู้สึกว่าเงาในกระจกนั้นไม่ได้ขยับ มันกำลังจ้องฉันอยู่ ฉันกลัวจนตัวแข็งไปหมด แต่ไม่นานซือซือก็ออกจากห้องน้ำมาล้างมือข้างๆ แล้วก็ชวนฉันคุย ฉันเลยรวบรวมความกล้ามองขึ้นไปดูที่กระจก แต่ก็ไม่มีอะไรผิดปกติ”
(จบบทนี้)