- หน้าแรก
- สำนักงานชิงเย่:เปิดแฟ้มคดีลึกลับ
- บทที่ 8 ผู้พักอาศัยที่หายไป
บทที่ 8 ผู้พักอาศัยที่หายไป
บทที่ 8 ผู้พักอาศัยที่หายไป
บทที่ 8 ผู้พักอาศัยที่หายไป
#สำนักงานรื้อถอน
ใบหน้านั้น ผมเห็นมันมาเกินยี่สิบปีแล้ว หน้าตาถึงจะไม่หล่อแต่ก็ไม่ได้ขี้เหร่หรอก อวัยวะบนหน้าก็ได้รูปดี เป็นคนหน้าตาสดชื่นกระฉับกระเฉง แต่เงาที่ผมเห็นในน้ำกลับดูแปลกตา หน้านั้นบิดเบี้ยว ซีดขาว รอบศีรษะมีเงาดำคล้ายเส้นผมยาวๆ ล้อมอยู่
เพี้ยะ!
“เหม่ออะไรอยู่น่ะ หลินฉี?”
“ฮึ่ย!” ผมสูดลมหายใจแรงด้วยความตกใจ มือเอื้อมไปลูบแผ่นหลังที่โดนตี พอเงยหน้าขึ้นมาก็เห็นเรียวขาที่เรียวยาวตรงของกั๋วอวี้เจี๋ย
ผู้หญิงคนนี้หน้าตาสวย หุ่นดี นิสัยก็เปิดเผยร่าเริง ออกจะคล้ายทอมบอยซะด้วยซ้ำ ไม่ค่อยมีความรู้สึกเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิง ชอบจับโน่นจับนี่เล่น แต่ถ้าใครคิดว่าการเป็นเพื่อนกับเธอจะได้ประโยชน์อะไรจากตรงนี้ล่ะก็ แสดงว่ายังไม่เคยเจ็บตัว เพราะเธอมีคุณสมบัติอีกอย่างหนึ่งที่กลบความสวยทุกอย่างที่ว่ามา — เธอเกิดมาพร้อมกับพละกำลังมหาศาล! บางทีก็เดินมาชนไหล่ กระทุ้งศอกใส่อยู่บ่อยๆ หรือบางทีก็ฟาดมือลงมาแบบไม่ตั้งใจ...
ฮึ่ย! ฉันรู้สึกว่าแผ่นหลังเจ็บขึ้นมาอีก รีบเก็บกวาดเศษแก้วชาที่แตกอยู่บนพื้นไปทิ้ง แล้วก็ไปหยิบไม้ถูพื้นมาถูน้ำชาที่พื้น
กั๋วอวี้เจี๋ยใช้โอกาสนี้นั่งลงที่ที่นั่งของฉัน กดเมาส์คลิกไปมา
“เธอกำลังดูเรื่องอะไรอยู่เหรอ?”
“สำนักงานลี้ลับชิงเย่” ผมตอบคำถามเธอ
“เป็นยังไงบ้าง? เรื่องผีใช่ไหม? น่ากลัวไหม?” กั๋วอวี้เจี๋ยยังคงคลิกเมาส์ไปเรื่อยๆ
“อ๊ะ! ทำไมไฟล์เสียงเยอะจัง! แล้วเจ้าแฟลชไดรฟ์นี่ก็คือของพวกนี้นี่เอง? เอกสารในแฟ้มเขียนว่าอะไรเหรอ?”
ผมยืนอยู่ที่มุมห้องในสำนักงานรื้อถอน กำลังถือไม้ถูพื้นอยู่ แต่ไม่ได้ตอบคำถามที่กั๋วอวี้เจี๋ยถาม
“น่ากลัวไหม?”
จริงๆ ก็ไม่ได้น่ากลัวเท่าหนังผี เพราะไม่มีภาพให้เห็น ใบหน้าผีหน้าขาว ผมดำแบบที่อยู่ในแฟ้มคดีของสำนักงานชิงเย่ ผมก็ยังไม่เห็นเลย... แต่เสียงที่ฟ่างกั๋วอิงพูดนั่นแหละ ช่างเย็นยะเยือกสุดๆ โดยเฉพาะสายสุดท้ายนั่น มันเหมือนเสียงร้องตอนใกล้ตาย ร้องจนเหมือนจะเรียกวิญญาณคนฟังให้หลุดออกมาได้เลย เขากลัวจริงๆ กลัวจนถึงขั้นเสียสติ
แต่นั่นสำหรับผมมันดูไกลตัว เหมือนกับตอนฉากระทึกขวัญในหนังผีที่ทำให้ใจเต้นแรงแค่ไม่นาน แล้วก็มันก็จบไป อาจจะมีบางช่วงที่เผลอไปนึกถึง แต่ก็ไม่ได้น่ากลัวมากขนาดนั้น
สิ่งที่ทำให้ผมติดค้างในใจ คือเนื้อหาท้ายสุดของเอกสารนั้น
สำนักงานลี้ลับชิงเย่ไม่พบใบหน้าผีนั่น ไม่ได้กำจัดมันได้ และก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่ามันจะกลับมาอีกหรือไม่
สวนป่าแห่งนั้น ผมคงจะไม่มีวันไปที่นั่นตลอดชีวิต
“เฮ้ หลินฉี เธอฟังฉันพูดอยู่ไหม? กลัวจริงๆ เหรอ?” กั๋วอวี้เจี๋ยหันมาหาผม
“ถามเยอะเกินไปแล้วนะ” ผมตอบอย่างหงุดหงิด แล้วยกไม้ถูพื้นเช็ดคราบน้ำชาบนพื้นต่อ
“น่ากลัวไหมล่ะ?” กั๋วอวี้เจี๋ยยังคงถามต่อ
“ก็พอไหวอยู่” ผมตอบแบบขอไปที
“สำนักงานนี้แปลกจริงๆ ทำไมถึงชอบใช้ไฟล์เสียงบันทึกมากมายขนาดนี้ แล้วทำไมยังต้องทำเอกสารแบบกระดาษอีก?” กั๋วอวี้เจี๋ยเบนความสนใจ แล้วก็เปิดแฟ้มเอกสารหลายเล่มที่ผมวางไว้บนโต๊ะอย่างลวกๆ
แฟ้มพวกนั้นมีแฟลชไดรฟ์ติดอยู่ด้วย แฟลชไดรฟ์มีป้ายติดรหัสเหตุการณ์ หมายความว่าทุกเหตุการณ์จะมีทั้งเอกสารแบบกระดาษ และแฟลชไดรฟ์เก็บไฟล์เสียงไว้ นี่เป็นวิธีจัดการที่แปลกมาก ทำให้คนงงไปหมด
“น่าจะเพื่อประหยัดเวลานะ” ผมเดา
“ถ้าจะประหยัดเวลาขนาดนั้น ก็น่าจะทำเป็นไฟล์เสียงอย่างเดียวไปเลยสิ” กั๋วอวี้เจี๋ยวางแฟ้มลงบนโต๊ะแล้วปิดมันลง
ทันใดนั้น ด้านนอกสำนักงานก็มีเสียงฝีเท้าทั่งดูรีบร้อนดังขึ้น ไม่กี่อึดใจ เงาทั้งสอง — เงาหนึ่งอ้วน อีกเงาผอม — ก็ปรากฏตัวที่หน้าประตูสำนักงาน แล้วเดินโซซัดโซเซเบียดกันเข้ามาทางประตูที่ไม่ได้กว้างมากนัก
“พี่ฉี! พี่กั๋ว!” คนตัวอ้วนท่าทางดูหอบเหนื่อย ทักทายขึ้นมา
ส่วนเจ้าผอมล้มตัวลงบนเก้าอี้ หายใจหอบรวยริน
“พวกนายเป็นอะไรกันมาเนี่ย ทำไมดูเหนื่อยกันขนาดนี้?” กั๋วอวี้เจี๋ยถามด้วยความสงสัย
“ก็แค่ไปหาสำนักงานอะไรนั่นแหละ!” เจ้าผอมบ่นออกมาอย่างไม่สบอารมณ์
“สำนักงานลี้ลับชิงเย่” ผมเติมคำให้
เจ้าอ้วนก็นั่งลงตาม เสียงเก้าอี้ดังเอี๊ยดอ๊าดขึ้นทันที
“แล้วหาเจอหรือยัง?” กั่วอวี้เจี๋ยถามด้วยท่าทีสะใจ เห็นได้ชัดว่าเธอเดาผลลัพธ์ได้จากสภาพของทั้งสอง คนแล้ว แต่ก็แกล้งถาม
“หาบ้าบออะไรล่ะ!” เจ้าผอมยังคงบ่นอย่างหัวเสีย
“พวกเราไปหายามของหมู่บ้านก่อนน่ะสิ” เจ้าอ้วนเช็ดเหงื่อ พลางเล่าให้กั๋วอวี้เจี๋ยฟัง
“ยามคนนั้นเพิ่งย้ายมาใหม่ ไม่เคยเห็นคนของสำนักงานนี้เลย บอกให้ไปถามหัวหน้าทีมแทน หัวหน้าทีมก็อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน ชั้น3 บ้านเลขที่ 9 เราไปหาเขา เขาบอกเคยเห็นคนจากสำนักงานนี้อยู่บ้าง ส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่น มีทั้งชายและหญิง พอถามชื่อพวกเขาบอกไม่รู้จัก บอกให้ไปถามคณะกรรมการหมู่บ้านแทน”
“พวกเราถามคณะกรรมการหมู่บ้านไปตั้งนานแล้วไม่ใช่เหรอ?” กั๋วอวี้เจี๋ยแทรกขึ้นมา
“ใช่ แต่ยามพูดถึงหัวหน้าคณะกรรมการหมู่บ้านคนก่อน ซึ่งก็อยู่ในหมู่บ้านนี้แหละ เธอรู้จักพวกเขา เราก็เลยไปหาเธอ” เจ้าอ้วนหน้าตาเหนื่อยล้า
“ชั้น 4 บ้านเลขที่ 17!” เจ้าผอมตะโกนด้วยเสียงแหบพร่า
“แล้วผลเป็นยังไงล่ะ?” กั๋วอวี้เจี๋ยถามด้วยความสนใจ
“คนนั้นน่ะ เมื่อเดือนที่แล้วเป็นโรคหลอดเลือดสมอง ตอนนี้แม้แต่ลูกสาวแท้ๆของเขา เขายังจำไม่ได้เลย” เจ้าอ้วนถอนหายใจ
“คุณป้านั่นใจดีมาก บอกเราว่ามีอยู่บ้านหนึ่งในหมู่บ้านนี้โดนผีเข้าสิง เคยไปหาสำนักงานนั้นมาแล้ว แล้วยังบอกที่อยู่ให้เราด้วย” เจ้าผอมชูนิ้วโป้งกับนิ้วก้อยให้กั๋วอวี้เจี๋ย “ชั้น 6 บ้านเลขที่ 31!”
“ฮ่าฮ่าฮ่า!” กั๋วอวี้เจี๋ยหัวเราะเสียงดัง แล้วนับชั้นบันไดที่ทั้งสองคนเดินขึ้นลงไปทั้งหมด
“แล้วคนนั้นว่าไงบ้าง?” ผมถาม
“สุดท้ายก็ไม่ได้ไปหาหรอก ไปไหว้พระที่วัดแทน” เจ้าผอมถอนหายใจ
“แล้วเราก็ทำตามวิธีเดิม คือไปถามเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้สำนักงานนั่น” เจ้าอ้วนต่อเรื่อง
หมู่บ้านที่เจ้าผอมกับเจ้าอ้วนพูดถึงชื่อ “กงหนงลิ่วชุน” แค่ชื่อก็บอกได้เลยว่าเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ มีประวัติมานาน อาคารในหมู่บ้านนี้มี6ชั้น ชั้นละ 4 ครอบครัว รวมทั้งหมด 24 ครัวเรือน เมื่อเทียบกับอพาร์ตเมนต์สูงในปัจจุบัน ถือว่ามีคนอยู่น้อยมาก แต่เพราะเป็นหมู่บ้านเก่า มีคนขายหรือปล่อยเช่าไปเยอะ คนที่อยู่จริงๆ ก็เปลี่ยนหน้าตากันไปหลายรุ่นแล้ว
ถึงจะยุ่งยากแค่ไหน งานก็ต้องทำ ใครใช้ให้ที่นั่นเป็นหนึ่งในพื้นที่รื้อถอนที่สำนักงานรื้อถอนของเรารับผิดชอบล่ะ?
ตอนนี้สำนักงานรื้อถอนเพิ่งเริ่มตั้งโครงสร้างขึ้นมากำลังอยู่ในขั้นตอนสำรวจข้อมูลเบื้องต้น เพื่อคัดกรองผู้มีสิทธิ์ครอบครองบ้านที่มีแนวโน้มจะกลายเป็น “เจ้าของบ้านหัวแข็ง”
การไกล่เกลี่ยและสื่อสารต้องทำก่อนจะเริ่มรื้อถอน เป็นหลักการทำงานของหัวหน้าอาวุโสของเรา พวกเราที่ถูกย้ายมาทำงานในสำนักงานรื้อถอนก็แค่ทำตามคำสั่ง เดินสำรวจ ตรวจสอบ ไล่เก็บข้อมูลไปเรื่อย รู้สึกเหมือนทำตัวเป็นนักข่าวซุบซิบเลยล่ะ แต่ก็นั่นแหละ เราก็เจอเจ้าของบ้านบางคนที่ดูแล้วก็รู้เลยว่าต้องกลายเป็นพวกไม่ยอมย้ายออกแน่นอน
อย่างเช่น “สำนักงานลี้ลับชิงเย่” นี้แหละ เป็นผู้เช่าห้องที่ชั้นหกของตึกหกในหมู่บ้านกงหนงลิ่วชุน ทั้งชั้นหกกลายเป็นสำนักงานของพวกเขาหมด หน้าประตูก็แขวนป้ายว่า “สำนักงานลี้ลับชิงเย่”
สำนักงานรื้อถอนของเราไม่ได้สนใจว่าสำนักงานลี้ลับชิงเย่นี้เขาทำธุรกิจอะไร ขอแค่ยินยอมรื้อถอนก็พอ แต่ปัญหาคือเราไม่สามารถติดต่อใครได้เลย พอสอบถามดูเหมือนจะถูกปล่อยร้างมาเป็นปีๆ แล้ว
ถึงบ้านจะปล่อยร้างก็ไม่ใช่ปัญหา ฝ่ายจัดการอสังหาริมทรัพย์ก็ดูข้อมูลสิทธิครอบครอง จากนั้นก็ไปติดต่อเจ้าของโดยตรง
แต่กลับไม่คาดคิดเลยว่า บ้านหลังนี้ไม่เคยมีประวัติการซื้อขายเลย ฝ่ายจัดการอสังหาริมทรัพย์ไม่มีข้อมูลในระบบดิจิทัล มีแค่เอกสารกระดาษเก่าตั้งแต่สามสิบปีที่แล้วเท่านั้น พอเปิดดูเอกสารก็พบว่าเอกสารสียหายไปมาก จนไม่อาจรู้ได้ว่าเจ้าของบ้านจริงๆแล้วเป็นใคร
เพราะถ้ามีชื่อเจ้าของ อย่างน้อยก็ยังสามารถใช้วิธีการแบบสมัยใหม่อื่นๆมาช่วยติดตามได้ ไม่ว่าจะตามตัวเจอหรือไม่ เราก็ยังมีวิธีจัดการต่อไปได้ แต่ถ้าแม้แต่ชื่อยังไม่รู้ แบบนี้ก็ได้แต่คลำทางไปแบบมืดแปดด้าน
(จบบทนี้)