เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 4 ใบหน้าผีใต้น้ำ (ตอนที่ 4)

บทที่ 4 ใบหน้าผีใต้น้ำ (ตอนที่ 4)

บทที่ 4 ใบหน้าผีใต้น้ำ (ตอนที่ 4)


บทที่ 4 หมายเลข 091 – ใบหน้าผีใต้น้ำ  (ตอนที่ 4)

 

#สำนักงานชิงเย่

“ฮะฮะ พวกหนุ่มสาวสมัยนี้คงไม่เข้าใจหรอก สมัยเราน่ะ ถ้าใครเป็นโรคจิต ก็เท่ากับเป็นบ้า ไม่มีทางรักษาได้ ใครมีคนแบบนั้นในบ้าน ก็ทำได้แค่ขังไว้ มัดไว้ หรือปล่อยให้วิ่งเพ่นพ่านอยู่ข้างนอก มันไม่มีทางเลือกอื่น แม่ผมพอได้ยินพี่ชายพูดว่าจะไปแผนกจิตเวชก็โกรธมาก วิ่งไล่จะตีเขา ด่าด้วยว่าเป็นบ้าไปแล้วหรือไง แต่พี่ผมดื้อด้านมาก ยืนกรานจะไปพบจิตแพทย์ให้ได้

มีหมอกับพยาบาลเข้ามาห้าม แล้วหมอตาคนนั้นก็พยายามอธิบายให้แม่ฟังว่า อาการแบบนี้น่าจะเป็นปัญหาทางจิตใจ เป็นไปได้ว่าพี่ผมเห็นภาพหลอน และโรคทางจิตใจสมัยนี้ไม่ใช่เรื่องของคนบ้าเหมือนสมัยก่อน”

“อืม แล้วจากนั้นก็ไปพบจิตแพทย์ใช่ไหมครับ?”

“ใช่ ก็ไปที่แผนกจิตเวชต่อเลย โรงพยาบาลนั้นมีจิตแพทย์แค่สองคน คนหนึ่งเป็นหมอแก่ที่เคยไปเรียนเมืองนอก แล้วกลับมาตายรัง อีกคนเป็นหมอหนุ่ม ที่โดนบังคับให้มาทำแผนกจิตเวช ผู้ป่วยจิตเวชก็มีไม่ใช่น้อยเลย ส่วนใหญ่ก็มาหาหมอแก่คนนั้นกัน

เพราะแม่ผมร้องไห้หนักมาก หมอตาคนนั้นก็เลยมากับเราด้วย พาเราไปที่แผนกจิตเวช แล้วช่วยขอร้องให้หมอแก่คนนั้นมาดูพี่ชายผมก่อน ทุกคนคิดกันว่าอาการของพี่ผมเป็นแค่เรื่องเล็กน้อย ไม่น่าจะยุ่งยากอะไร ไม่น่าต้องถึงกับกินยา ฮู้—...”

“แล้วหลังจากนั้นล่ะครับ?”

“ฮู้—... พี่ชายผมเข้าไปคุยกับหมอแก่คนนั้นตามลำพัง คุยได้ไม่นาน หมอก็สั่งให้หมอหนุ่มอีกคนออกไปเก็บใบไม้มาให้หน่อย ตอนนั้นผมเริ่มรู้สึกกลัวขึ้นมา อยากจะบอกให้หมอคนนั้นหยุด แต่ร่างกายกลับขยับไม่ได้ พูดอะไรก็ไม่ออก ได้แต่ยืนมองดูหมอถือใบไม้สดสองใบเดินกลับเข้าไป แล้ว... แล้วก็ตามมาด้วยเสียงกรีดร้องของพี่ชายผม เขาร้องลั่นอย่างกับคนสติแตก เสียงนั้นมันไม่ใช่เสียงของมนุษย์เลยจริงๆ ประตูห้องตรวจยังเปิดอยู่ ผมเลยมองข้ามไหล่หมอเข้าไป เห็นพี่ชายกำลังขดตัวอยู่ที่มุมห้อง โบกไม้โบกมือเหมือนกำลังพยายามปัดป้องอะไรบางอย่าง เขาร้องจนสุดเสียง ตาเบิกโพลง หน้าซีดเหมือนศพ มันน่ากลัวมากจริงๆ

แม่ผมถึงกับหายใจไม่ทัน ทรุดตัวลงนั่งบนพื้นเลย พวกหมอ พยาบาล ก็พากันตกใจ หมอแก่ตะโกนสั่งให้คนออกไป แต่หมอหนุ่มกลับยืนเหม่ออยู่ตรงนั้น ใบไม้สองใบในมือตกลงพื้น...”

ซี๊ด... ซี๊ด...

“ซี๊ด—ฮู้—... ผมไม่รู้ว่ามันเป็นเรื่องบังเอิญหรือเป็นเพราะผีนั่นทำอะไรบางอย่าง ตอนนั้นหน้าต่างก็แค่เปิดอยู่แง้มๆเอง ผมยังไม่รู้สึกว่ามีลมเลย แต่ใบไม้สองใบนั้นกลับลอยขึ้นมา เหมือนมีลมพัดพาไป ลอยตรงไปหาพี่ชายผม เขากรีดร้องเสียงหลงยิ่งกว่าเดิม แต่คราวนี้ไม่โบกมือต่อแล้ว กลับเอามือกุมหัวตัวเองแน่น มุดตัวหนีเข้าไปในมุมห้อง ท่าทางแบบนั้น ผมไม่รู้จะอธิบายให้คุณฟังยังไงดี ฮู้—... ผมทนดูต่อไม่ไหวแล้ว วิ่งเข้าไปคว้าใบไม้พวกนั้นแล้วฉีกมันทิ้ง

หมอแก่ก็ปลอบพี่ชายผม เหมือนกำลังปลอบประโลมเด็กน้อยอยู่ ส่วนแม่ผมก็ร้องไห้อยู่ตรงพื้นนั้น ที่ทางเดินก็มีคนไข้รอตรวจอยู่ ไม่รู้ว่าโดนพี่ชายผมกระตุ้นหรือยังไง บางคนก็เริ่มอาการกำเริบ มันชุลมุนวุ่นวายไปหมดเลย ฮะ...

ผมยืนอยู่ในห้อง กำใบไม้ที่ฉีกเป็นชิ้นๆไว้ในมือ เสียงวุ่นวายรอบตัวทำเอาหัวผมแทบจะระเบิด ตอนนั้นแหละ... ผมรู้สึกว่าทุกอย่างนี่มันแปลกเกินไป ทำไมถึงเกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นได้...”

“แต่มันก็เกิดขึ้นจริงๆ”

“ใช่ มันเกิดขึ้นจริงๆ และมันเกิดกับพี่ชายผมด้วย! ฮู้—... ตอนนั้นโรงพยาบาลยังไม่มีห้องพักสำหรับผู้ป่วยจิตเวช พวกเราก็ต้องพาพี่ชายกลับบ้านอยู่ดี วันนั้นทั้งวันวุ่นวายไปหมด พี่ผมก็กลัวจนหมดสภาพ แล้วเราก็ไม่ได้รักษาต่อเลย ตอนพ่อผมมารับ พ่อเกือบจะชกหมอแก่คนนั้นด้วยซ้ำ แล้วก็ทะเลาะโวยวายกันอีก... เฮ้อ... หมอแก่นั่นก็ดูมีความรับผิดชอบนะ ยังบอกว่าจะทำการฟื้นฟูรักษาพี่ผมให้ได้

ทั้งหมอกับพ่อผมต่างก็ไม่เชื่อเรื่องผีที่พี่ผมพูดกัน คิดว่าเขาแค่โดนหลอกจนเสียสติ พ่อก็โกรธมาก กลับไปโรงงานก็เที่ยวตามหาคน ว่ามีใครแกล้งจนทำให้พี่ผมตกใจจนเป็นแบบนี้

ส่วนผม... ผมอยู่กับพี่ชาย ผมได้ยินเขาพูดกับตัวเอง ทั้งหัวเราะทั้งร้องไห้ แล้วก็พูดว่า—‘นั่นมันผีจริงๆ’”

“คุณเชื่อไหมว่านั่นคือผี?”

“ผมเชื่อนะ พี่ชายผมเขาเป็นคนฉลาด และกล้ามาก เขาไม่มีทางแยกไม่ออกหรอกว่าอะไรจริงอะไรหลอก และที่สำคัญ... ไม่นานหลังจากนั้นก็มีคนในโรงงานเห็นผีอีก”

“อืม เรื่องนี้พวกเราก็พอได้ข้อมูลมาบ้าง หลังจากพี่ชายคุณ ยังมีอีกสองสามคนที่เห็นผีตนนั้นด้วย ใช่ไหมครับ?”

“ใช่ครับ มีอยู่สองคน คนหนึ่งชื่อพั่งโถว อีกคนคือเสี่ยวสวี ทั้งคู่อายุพอๆกับพี่ชายผม และก็มีแฟนเหมือนกัน พวกเขาเห็นผีในป่าในสวนสาธารณะเหมือนกันเลย... อืม... แต่จะว่าเหมือนกันก็ไม่เชิงนะ...”

“มันต่างกันยังไงเหรอ?”

“พี่ชายผมเห็นแค่ใบไม้ก็กลัวจนเสียขวัญ แต่คนอื่นดูเหมือนไม่ใช่แบบนั้น เรื่องรายละเอียดผมก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก”

“แล้วเรื่องที่พ่อของคุณไปสืบล่ะ ไม่ได้เรื่องเลยหรือ?”

“ไม่ได้เรื่องเลย แม่ผมก็พยายามทำทุกอย่าง เอาใบส้มโอมาให้พี่ชายอาบน้ำ ไปไหว้พระขอพร แต่พี่ผมก็อาการก็ขึ้นๆ ลงๆ เดี๋ยวเห็น เดี๋ยวไม่เห็นสลับกันไปมา สุดท้ายเขาก็ไม่ยอมออกจากบ้าน ขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง

ตอนนั้นโรงงานก็ใกล้จะปิดแล้ว หยุดการผลิตทั้งหมด ไม่นานก็ล้มละลาย พี่ผมก็ขังตัวเองอยู่ในบ้าน แม่ผมก็เอาแต่ร้องไห้ทุกวัน ส่วนพ่อก็เครียดเอาแต่สูบบุหรี่ไม่หยุด

ส่วนผม... ผมรีบหางานใหม่ ทำทุกอย่างเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องอยู่บ้านนั้นอีก”

“แล้วเหตุผลที่พี่ชายคุณฆ่าตัวตายล่ะ มันเกิดจากอะไร?”

“ฮู้—...”

“คุณลุงหลี่? มีอะไรลำบากใจหรือเปล่าครับ? ถ้าคุณพูดออกมาได้ มันจะช่วยเราได้มากจริง ๆ”

“โอ้… ฮู้—... พี่ชายผม… พูดได้ว่าผมเป็นคนทำให้เขาต้องตายก็ได้”

“หือ?”

“ตอนนั้นพี่ชายผมขังตัวเองอยู่ในบ้านตลอด ไม่ออกไปไหน ไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันเลย...ผมลองนึกย้อนกลับมาตลอดหลายปีนี้ ถ้าเขายังอยู่ในบ้านตลอด ไม่ออกไปเจอใบไม้เลย บางที...บางทีเขาอาจจะยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ก็ได้ เขาเป็นพี่ชายแท้ๆคนเดียวของผม ถ้าจะให้ผมต้องดูแลเขาไปตลอดทั้งชีวิต... ผมก็ไม่ถือว่าเป็นภาระหรอก แต่ผม... ผม...”

“คุณลุงหลี่ คุณยังโอเคอยู่ไหมครับ?”

“อืม... ผมไม่เป็นไร ฮู้—... ผม... วันนั้นผมเลิกงานกลับบ้าน... เป็นฤดูใบไม้ร่วง ใบไม้เหลืองหมดแล้ว วันก่อนหน้านั้นแม่ผมยังพูดอยู่เลยว่า ถ้าใบไม้ร่วงหมดเมื่อไหร่ พี่ชายผมอาจจะกล้าออกมาเดินข้างนอกก็ได้ ไม่ว่าจะไปหาหมอแก่คนนั้น หรือจะไปวัดไหว้พระ อาการก็คงจะดีขึ้น

แต่วันนั้นผมกลับบ้าน ผมไม่ได้สังเกตอะไร เดินเข้าห้องนอน ถอดเสื้อคลุมโยนไว้บนเตียงตามปกติ ตอนนั้นพี่ชายผมกำลังอาบน้ำ เขาไม่ได้อยู่ในห้อง ผมก็เลยไปช่วยแม่ทำกับข้าวในครัว

พอทำเสร็จ ก็จะไปเรียกพี่ชายมากินข้าว เห็นประตูห้องน้ำยังปิดอยู่ ผมก็นึกว่าพ่อใช้อยู่ ก็เลยไปดูในห้องนอน ปรากฏว่าพี่ชายไม่อยู่ แล้วพอเดินออกมา ก็เห็นพ่อเพิ่งเดินออกมาจากห้องของพ่อ...

ฮู้—...ตอนนั้นผมเหมือนมีลางสังหรณ์บางอย่าง ผมหันกลับไปมองที่ห้องนอนของตัวเอง แล้วก็เห็นเสื้อคลุมผมยังวางอยู่บนเตียง ตอนแรกผมไม่ทันสังเกต แต่พอหันไปเห็น... ผมก็เห็นมันทันที บนเสื้อของผม... ด้านหลัง... มีใบไม้ใบหนึ่งติดอยู่...”

“คุณลุงหลี่...”

“ฮะ... ผมนำใบไม้ติดตัวกลับเข้าบ้าน... ผมพาใบไม้เข้าไปในห้องนอน... ผม... ผมเป็นคนทำให้พี่ชายตาย... ทั้งหมดเป็นความผิดของผม... มันเป็นความผิดของผมทั้งหมด...”

“คุณลุงหลี่ เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของคุณนะครับ มันเป็นอุบัติเหตุ คุณ...”

“บางทีมันอาจจะไม่ใช่อุบัติเหตุก็ได้...”

“คุณว่า... อะ... อะไรนะ?”

“คุณนักสืบ?”

“คุณลุงหลี่ จะใช่หรือไม่ใช่อุบัติเหตุเราคงต้องสืบกันต่อไป งั้นผมขอรบกวนถามหน่อยได้ไหมครับ—จากที่พี่ชายคุณเห็นผีจนถึงวันที่เสียชีวิต ใช้เวลาทั้งหมดกี่วัน? แล้วเขาเห็นผีบ่อยแค่ไหน?”

“ผม... ผมจำไม่ได้แล้ว”

“งั้น... จากที่คุณทราบ คนแรกในโรงงานที่เห็นผีคือพี่ชายคุณ ใช่ไหมครับ?”

“...ใช่ครับ”

“พี่ชายของคุณ ก่อนที่จะเกิดเรื่อง เขาได้ทำอะไรผิดแปลกไปหรือเปล่า? หรือว่าในโรงงานมีเหตุการณ์ผิดปกติอะไรเกิดขึ้นก่อนหน้านั้นบ้างไหม?”

“ไม่มี... น่าจะ... ไม่มีนะครับ? ผมจำไม่ได้จริง ๆ”

“แล้วที่คุณพูดถึง พั่งโถวกับเสี่ยวสวี คุณยังจำชื่อนามสกุล หรือที่อยู่ที่พอจะติดต่อพวกเขาได้ไหม?”

“ชื่อยังจำได้อยู่ครับ แต่ติดต่อไม่ได้แล้ว พอเกิดเรื่อง พวกเขาก็รีบย้ายบ้านไปเลย”

(จบบทนี้)

จบบทที่ บทที่ 4 ใบหน้าผีใต้น้ำ (ตอนที่ 4)

คัดลอกลิงก์แล้ว