- หน้าแรก
- สำนักงานชิงเย่:เปิดแฟ้มคดีลึกลับ
- บทที่ 3 ใบหน้าผีใต้น้ำ (ตอนที่ 3)
บทที่ 3 ใบหน้าผีใต้น้ำ (ตอนที่ 3)
บทที่ 3 ใบหน้าผีใต้น้ำ (ตอนที่ 3)
บทที่ 3 หมายเลข 091 – ใบหน้าผีใต้น้ำ (ตอนที่ 3)
#สำนักงานชิงเย่
“คืนนั้น พอพี่ชายกลับมาบ้าน เขาก็เข้านอนเร็วมาก เช้าวันรุ่งขึ้นเขาก็ตื่นแต่เช้า เรากินข้าวเช้าด้วยกัน พอพูดถึงเรื่องเมื่อวานที่โต๊ะอาหาร เขาก็หัวเราะ บอกว่าเมื่อวานตาฝาด ทำตัวเองตกใจเอง ผมถามว่าเขาเห็นอะไร เขาบอกว่าเห็นใบหน้าขาวซีดหน้าหนึ่งลอยอยู่บนใบไม้ มันมองลงมาจ้องเขม็ง แทบจะถลึงตาใส่ก็ว่าได้ ดวงตาคู่นั้นดำมืดเหมือนโพรง มองเขาตาไม่กระพริบเลย ตอนที่ผมฟังก็อดหัวเราะไม่ได้ พี่ชายเองก็หัวเราะเขินๆ พวกเราคิดกันว่าเขาคงตาฝาดจริงๆ เพราะในสวนสาธารณะนั้นไม่มีไฟ มีเพียงเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เดินตรวจ ซึ่งบางครั้งเขาก็ใช้ไฟฉายส่องไปมา หรือมีคนสูบบุหรี่ก็พอมีแสงสว่างอยู่บ้าง พี่ชายคงตาฝาดจากแสงพวกนั้นนั่นแหละ หลังจากนั้นพวกเราก็ไปทำงาน แล้วก็กลับบ้าน เป็นแบบนี้อยู่หลายวันก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พี่ชายก็ไปหาแฟนสาวคนนั้นตามปกติ นัดเจอกันที่สวนสาธารณะเหมือนเคย แล้วคืนนั้น... คืนนั้นเขาก็รีบกลับบ้านอีกเช่นเคย.....”
“เขาเห็นหน้าผีนั่นอีกแล้วเหรอ?”
“ใช่ เขาเห็นหน้าผีนั่นอีกแล้ว...ซี๊ด—ฮู้—น้องชาย สูบบุหรี่ไหม?”
“ไม่ล่ะครับ ขอบคุณ”
“ฮู้—... พี่ชายผมกลับมาเร็วกว่าปกติ คราวนี้ไม่พูดอะไรเลย รีบวิ่งเข้าห้องตัวเองแล้วปิดประตูขังตัวเองไว้ ตอนนั้นผมกับเขานอนห้องเดียวกัน ครอบครัวเราฐานะค่อนข้างดี เพราะพ่อเป็นหัวหน้าแผนกในโรงงาน ได้บ้านแบบสองห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น พ่อแม่อยู่ห้องหนึ่ง พวกเราสองพี่น้องอยู่อีกห้อง
ตอนผมกับพ่อแม่กำลังดูทีวีอยู่ เขาก็พรวดเข้าบ้านมาแล้วปิดประตูเสียงดังปัง ขนาดเราเคาะประตูยังไงเขาก็ไม่ยอมเปิด คืนนั้นผมเลยต้องไปนอนในห้องนั่งเล่น สักพักแฟนของพี่ชายก็ตามมาหาถึงบ้าน วิ่งเข้ามาแล้วก็เริ่มด่าทันที เพื่อนบ้านแถวนั้นก็ออกมาดูกันใหญ่
แม่ผมออกมาห้าม แล้วก็พากันเข้าไปคุยในบ้าน ผู้หญิงคนนั้นพูดไปก็เช็ดน้ำตาไป ผมฟังแทบไม่รู้เรื่อง ต้องใช้เวลาพักใหญ่ถึงจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ที่แท้ตอนที่พี่ผมหนีออกมานั้น เขากำลังทำเรื่องอย่างว่าอยู่กับเธอ—เสื้อผ้าถอดไปครึ่งหนึ่งแล้ว อยู่ๆเขาก็ทิ้งเธอไว้แล้ววิ่งหนีมา จะไม่ให้เธอโกรธจนโมโหได้ยังไง?
หลังจากด่าเสร็จ เธอก็เริ่มเป็นห่วงพี่ผม พอได้ยินว่าเขาขังตัวเองอยู่ในห้องก็ตกใจ รีบไปพูดกับเขาตรงหน้าประตู แต่พี่ผมที่อยู่ในห้องกลับเงียบสนิท จนพ่อต้องขึ้นเสียงสั่งให้ผมพังประตูเข้าไป ถึงตอนนั้นพี่ถึงยอมพูดขึ้นมา
เขาตะโกนลั่นบอกว่าอย่าเข้ามา เสียงตะโกนนั้น... ไม่ใช่เสียงโกรธนะ แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว ฮู้—...”
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?”
“หลังจากนั้น แม่ผมก็พาผู้หญิงคนนั้นเข้าไปคุยในห้อง แล้วก็ส่งเธอกลับบ้าน ผมสังเกตเห็นว่าเธอยังเป็นห่วงพี่ผมอยู่มาก แต่สุดท้ายก็ยอมกลับไป หลังจากแม่ส่งเธอกลับแล้ว ก็หันมากระซิบบอกผมกับพ่อว่า พี่ผมน่าจะมีปัญหาบางอย่าง หมายถึงเรื่องอย่างว่าน่ะ ถึงได้ทิ้งผู้หญิงไว้กลางทางแล้ววิ่งหนีมา แล้วยังขังตัวเองไว้ในห้องอีก
ผมไม่เชื่อว่าเป็นอย่างนั้น แต่พ่อแม่ผมกลับเชื่อสนิทใจ สลับกันไปพูดปลอบใจพี่ผมที่หน้าประตูห้อง คุยให้เขาเปิดใจ อ้อนวอนให้เขายอมไปหาหมอกันทั้งคืน พี่ผมรำคาญก็ตะโกนลั่นอีกครั้ง เราเลยต้องปล่อยให้เขานอนก่อน
เช้าวันรุ่งขึ้น เขาก็เปิดประตูออกมาจริงๆ แต่ใต้ตาเขาน่ะ ดำคล้ำมาก ดำจนเหมือนคนจะตายอยู่แล้ว แม่เห็นก็ใจคอไม่ดีเลย บอกให้พ่อไปลางานให้พี่ แล้วจะพาเขาไปหาหมอ พี่ผมก็ยอมไปนะ วันนั้นผมก็ไปด้วย ฮู้—...”
“อาการของพี่ผมเป็นแบบนั้น พวกเราเลยไม่ไปโรงพยาบาลของโรงงาน แต่เลือกไปโรงพยาบาลใหญ่ในตัวเมืองแทน จากโรงงานต้องปั่นจักรยานไป ใช้เวลานานพอสมควร
ปั่นไปเรื่อยๆก็ยังไม่มีอะไร แต่พอเริ่มเข้าเขตเมืองถึงถนนหน้าโรงพยาบาลสายหนึ่ง ผู้คนยังไม่ค่อยเยอะเท่าไหร่ สองข้างทางปลูกต้นไม้ไว้อย่างเป็นระเบียบสวยงาม ผมจำได้ว่ามันเป็นฤดูร้อน ใบไม้บนต้นไม้เขียวสดปกคลุมหนาแน่น แสงแดดส่องลอดผ่านใบไม้ได้นิดหน่อย ถนนก็มีแสงแดดส่องกระจายเป็นหย่อม ๆ
ถนนเส้นนี้ ผมมาดูสารคดีทีหลังยังเห็นมีคนไปถ่ายทำรายการด้วย เป็นถนนที่ดังมากในเมืองตอนนั้น เรียกกันว่า 'ถนนแห่งความรัก' คู่รักมักจะพากันไปเดินเล่นแถวนั้น เหมือนกับสวนสาธารณะของโรงงานเรานั่นแหละ”
“อืม…ถนนคังซินใช่ไหม?”
“ใช่ ใช่เลย! ถนนคังซิน! เป็นครั้งแรกที่ผมเคยไป อะไรหลายอย่างที่เห็นก็รู้สึกแปลกใหม่ บ้านเราอยู่ฝั่งโรงงานมาก่อน เดิมก็เป็นชาวนา พอสร้างโรงงานก็กลายมาเป็นคนงาน ไม่ค่อยได้เข้ามาในเมืองบ่อยนัก ผมกับแม่ต่างก็รู้สึกว่ามันสวยมาก เลยลดความเร็วขณะปั่นจักรยานลง แล้วทันใดนั้นก็ได้ยินเสียง ‘โครม!’... เราสองคนหันกลับไปดู ก็เห็นว่าพี่ผมล้มลง ปั่นอยู่ดีๆ ไม่มีรถอะไรใกล้ๆเลย แต่เขาก็ล้ม
จักรยานล้มอยู่กลางถนน ขาพี่ผมข้างหนึ่งถูกทับอยู่ใต้จักรยาน ตัวเขานั่งอยู่บนพื้น เงยหน้าขึ้นจ้องมองนิ่งๆ ตอนนั้นผมอยู่ไม่ไกลนัก เห็นเลยว่าหน้าพี่ผมซีดเผือด เหงื่อเริ่มผุดขึ้นมาบนหน้าผาก ตัวเขาสั่นอย่างแรงพาลเอาจักรยานสั่นตามไปด้วย เสียงจักรยานกระแทกพื้นดัง ‘ตึกๆๆๆ’ มีลมพัดมา ใบไม้บนต้นไม้ก็สั่นไหว เสียง ‘ซ่าๆ’ แล้วอยู่ดีๆ พี่ผมก็กรีดร้องออกมา...”
“คุณลุงหลี่ ระวังบุหรี่หน่อยครับ”
“หือ? โอ้... ฮู้—... ผมยังจำเสียงร้องของเขาตอนนั้นได้ดี ไม่เคยได้ยินเขาร้องแบบนั้นมาก่อนเลยจริงๆ ผมจำได้ว่าตอนเขาเข้าทำงานที่โรงงานใหม่ๆ เขาเป็นแค่เด็กฝึกงาน เคยมีครั้งหนึ่งที่มือเขาเกือบโดนเครื่องจักรดูดเข้าไป แต่เขาก็ไม่ร้องเลยนะ กลับตั้งสติแล้วตะโกนเรียกให้คนข้างๆรีบปิดเครื่องซะ คนในโรงงานต่างก็พูดว่าเขาเป็นคนกล้าหาญ อนาคตไกล
แต่ตอนนั้น เขานั่งอยู่กับพื้น แล้วร้องเสียงหลงขนาดนั้น จนคนรอบข้างหันมามองกันหมด ฮู้—... ผมรีบวิ่งไปช่วยเขา พอมือผมแตะลงบนไหล่เขา ก็รู้สึกได้เลยว่า แม้จะเป็นหน้าร้อน แต่ร่างกายเขากลับเย็นเฉียบ เหมือนน้ำแข็ง คงเป็นเพราะผมไปนั่งบังสายตาเขาไว้ เขาก็มองผมอยู่พักหนึ่ง แล้วค่อยๆสงบลง ผมประคองให้เขาลุกขึ้น เขาก็ก้มหน้าเช็ดเหงื่อ ท่าทางนิ่งเฉยเหมือนคนไม่มีชีวิตชีวา
ผมกับแม่ถามเขาเกิดอะไรขึ้น เขาก็บอกว่าไม่มีอะไร แต่ผมมาคิดทีหลัง... ตอนนั้นเขาคงเห็นหน้าผีนั่นอีกแล้ว”
“เดี๋ยวก่อนนะครับ ที่คุณพูดมาตลอดเนี่ย พี่ชายของคุณเห็นเป็น ‘ใบหน้า’ ใช่ไหมครับ?”
“ใช่ครับ เขาบอกผมว่าเขาเห็น ‘ใบหน้า’ หนึ่ง”
“ไม่ใช่หัวคนเหรอ?”
“หัวคน... ก็อาจจะเป็นหัวก็ได้มั้งครับ ผมเองไม่เคยเห็นสิ่งที่เขาเล่าให้ฟัง เขาพูดกับผมตลอดว่าเป็น ‘หน้า’ นะ”
“อืม เข้าใจแล้วครับ ขอโทษที่ขัดจังหวะ เชิญเล่าต่อได้เลยครับ”
“จากนั้นพวกเราก็ไปโรงพยาบาลกัน แม่ไปจัดการเรื่องทำประวัติ ส่วนผมอยู่กับพี่ ระหว่างต่อแถวพบหมอ... เขาก็ดูใจลอยตลอดเวลา หมอคนที่ตรวจนั้นใจดีนะ พยายามพูดปลอบเขาอยู่ตั้งนาน อธิบายว่าโรคแบบนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่เรื่องน่าอาย และสามารถรักษาให้หายได้แน่นอน
หลังจากนั้นต้องไปต่อแถวตรวจโน่นนี่อีกหลายอย่าง... ระหว่างเดินในโรงพยาบาล จู่ๆเขาก็หยุดเดิน แล้วจ้องไปที่บอร์ดประชาสัมพันธ์ของโรงพยาบาลอยู่พักหนึ่ง แล้วชี้รูปหมอคนหนึ่ง บอกว่าอยากตรวจกับหมอคนนี้ ผมกับแม่ก็เข้าไปดู ปรากฏว่าเป็นจักษุแพทย์ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านดวงตาอะไรสักอย่างนี่แหละ
แม่เลยถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็ไม่ตอบ แต่กลับวิ่งไปที่ที่ทำประวัติแทน แม่วิ่งตามไม่ทัน ผมเลยรีบวิ่งตามไปถามว่าเกิดอะไรขึ้น เขาก็ไม่พูดอะไรอีก ทำประวัติเสร็จเรียบร้อย ผมก็ไม่รู้จะทำยังไง เลยบอกว่างั้นเดี๋ยวไปหาแม่ก่อน แล้วค่อยไปหาหมอพร้อมกัน
ระหว่างเดินไปหาแม่ จู่ๆเขาก็พูดขึ้นมาโดยไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ว่า ‘ผมคงเป็นโรคตา’ คำพูดของเขาทำให้ผมนึกถึงตอนที่เขาเล่าเรื่องเห็นใบหน้าขาวโพลนขึ้นมาทันที เล่นเอาผมสะดุ้งโหยงด้วยความกลัว... ฮู้—...
พอเจอแม่ แม่ก็บ่นนิดหน่อย ก่อนจะพาเขาไปพบหมอตา แต่พี่ผมกลับไม่ยอมให้พวกเราอยู่ด้วย ไล่พวกเราออกไป เขาจะคุยกับหมอคนเดียว พอเขาออกมา สีหน้าเขาก็เหมือนคนเหม่อลอย แล้วเขาก็ไปทำประวัติอีกรอบ คราวนี้... เป็นแผนกจิตเวช”
(จบบทนี้)