เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 27: การทำลายล้าง

บทที่ 27: การทำลายล้าง

บทที่ 27: การทำลายล้าง


"ผู้คนเหล่านั้นแบ่งออกเป็นหลายๆ จักรวรรดิ และแต่ละจักรวรรดิต่างก็ขับเคี่ยวกันเพื่ออำนาจสูงสุด ความโลภได้ครอบงำจักรวรรดิเหล่านั้นและผลักดันให้ตนแข็งแกร่งขึ้นกว่าจักรวรรดิอื่นๆ ทำให้มนุษย์ต้องสร้างอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูงยิ่งขึ้นไปเรื่อยๆ"

"การขับเคี่ยวได้เริ่มต้นขึ้นในภูมิภาคทางด้านอาวุธเหล่านั้นแล้ว ความโลภเพื่อความก้าวหน้าและอำนาจสูงสุดได้นำพาแต่ละจักรวรรดิไปสู่จุดสูงสุด แต่ก็มีความเกลียดชังและความขัดแย้งระหว่างจักรวรรดิด้วย"

"ด้วยอาวุธอำนาจการทำลายล้างสูงจำนวนมากมาย เพียงแค่ประกายไฟเล็กน้อย โลกทั้งใบก็จะมอดไหม้" แลมบาร์ดพูดอย่างเคร่งขรึม

##ให้กำลังใจผู้แปลที่ mynovel.co หรือ www.thai-novel.com ด้วยนะคะ

"ตอนนี้เจ้าเข้าใจแล้วหรือไม่ว่าทำไมอารยธรรมนั้นถึงได้สูญสิ้น? สงครามครั้งใหญ่ได้บังเกิดขึ้น มันก็ไม่เหมือนครั้งใดมาก่อน แนวคิดถูกแพร่กระจายไปยังจักรวรรดิต่างๆ ว่าพวกเขาเต็มใจที่จะให้ตัวเองถูกทำลายหากนั่นหมายความว่าศัตรูของพวกเขาจะถูกทำลายเช่นกันเพื่อเป็นการสั่งสอนพวกเขา"

"และด้วยเหตุนี้ จึงเกิดสงครามขึ้น ... สงครามที่ทำลายสิ่งมีชีวิตส่วนใหญ่ในโลก มนุษย์เกือบทั้งหมดเสียชีวิต เหลืออยู่เพียงไม่กี่คน สัตว์ส่วนใหญ่ที่เคยมีอยู่ในช่วงเวลานั้นได้สูญพันธุ์ มีเพียงพวกตัวที่เราเห็นในวันนี้เท่านั้นที่รอดมาได้"

"สงครามได้เปลี่ยนภูมิทัศน์และระบบนิเวศทั้งหมดของโลก ทำลายทรัพยากรธรรมชาติส่วนใหญ่ของโลกนี้"

"ท้ายที่สุด มนุษย์ที่รอดชีวิตก็ได้เรียนรู้หลังจากทั้งหมดนี้... พวกเขาไม่ต้องการทำผิดพลาดซ้ำอีก ดังนั้นพวกเขาจึงเลิกใช้วิทยาศาสตร์ไปโดยสิ้นเชิง พวกเขาเริ่มใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย"

"ตลอดหลายล้านปี โลกของเราสามารถฟื้นตัวอย่างช้าๆ และสามารถอยู่อาศัยได้มากขึ้น เศษเสี้ยวของอดีตทั้งหมดถูกลบออกไป ผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาของอารยธรรมโบราณได้ทำลายเอกสารและหลักฐานทั้งหมดที่เคยมี"

"พวกผู้คนเหล่านั้นเคยเห็นว่านรกเป็นอย่างไรจากระยะใกล้ และพวกเขาไม่ต้องการให้ลูกหลานและคนรุ่นหลังเห็นสิ่งที่คล้ายกัน"

"แม้ว่ามนุษย์จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆในรุ่นต่อๆ มา แต่คนที่รู้เรื่องวิทยาศาสตร์เสียชีวิตด้วยวัยชรา และไม่ทิ้งความรู้ไว้เบื้องหลัง"

ชายชราจบเรื่องราวที่ดูเหมือนจะครอบคลุมประวัติศาสตร์อันยาวนานของโลกนี้

"นั่นอธิบายได้ว่าทำไมอารยธรรมโบราณถึงสูญสิ้น แต่ข้าก็ยังไม่เข้าใจ มันเกี่ยวข้องกับนักเวทอย่างไร? แล้วเกี่ยวข้องกับความสามารถของพวกเราและเครื่องหมายแห่งคาริคอย่างไร?"

"เหตุการณ์ที่ข้าพูดถึงทุกอย่างเกี่ยวข้องกับธาตุของเจ้าเพราะมันเป็นสิ่งที่ให้กำเนิด คาริค เทพมนุษย์คนแรกที่เรารู้..."

"ดังนั้นเมื่อผู้คนบอกว่ามนุษย์ได้รับพลังจากพระเจ้า? พวกเขาคิดผิด ไม่ใช่มนุษย์ที่ได้รับพลังจากเทพเจ้า แต่เป็น มนุษย์ต่างหากที่กลายเป็นเทพเจ้าด้วยตัวเอง!"

"เทพมนุษย์คนแรก?" กาเบรียลขมวดคิ้ว

"ตามเรื่องราวที่ข้าเคยเข้าถึง ถูกต้อง คาริคคือเทพมนุษย์คนแรกเทพ และธาตุแห่งความตายและศาตร์มืดของเขาคือธาตุต้นกำเนิดที่ให้กำเนิดยุคใหม่หลังการทำลายล้าง... ยุคแห่งเทพเจ้า!"

"โลกนี้ที่เจ้ารู้จัก? นี่ไม่ใช่โลกธรรมดาทั่วไป มันคือโลกที่เทพเจ้าถือกำเนิด! โลกที่เหล่าทวยเทพเดินในหมู่มนุษย์! และก็ยังเป็นโลกที่เทพมากมายเสียชีวิตเช่นกัน! นั่นคือเหตุผลที่โลกแห่งนี้ถูกเรียกว่าสุสานเทพเจ้า!"

"เจ้าไม่เข้าใจว่าเป็นไปได้อย่างไร ใช่หรือไม่?" ชายชรายิ้ม เขาเห็นความสับสนบนใบหน้าของกาเบรียลหนุ่ม

"อย่างที่ข้าบอกไปก่อนหน้านี้ ทุกอย่างเริ่มต้นจากสงครามอันยิ่งใหญ่ของอารยธรรมโบราณและชายหนุ่มคนหนึ่งที่อยู่ท่ามกลางความโกลาหลทั้งหมด ... หรือข้าควรจะบอกว่ามันเริ่มต้นเมื่อสิ้นสุดสงครามนั่น..."

*****

[หลายล้านปีก่อน]

เกิดไฟไหม้ทั้งเมือง เสียงกรีดร้องและโหยหวนอย่างเจ็บปวดมีอยู่ทุกที่ มากพอที่จะทรมานจิตสำนึกของทุกคนที่ได้ยิน น่าเศร้าที่เสียงกรีดร้องเหล่านั้นมักถูกกลบด้วยการระเบิดที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ

ไม่นาน เสียงกรีดร้องและเสียงขอความช่วยเหลือทั้งหมดก็เงียบลง การระเบิดหยุดลงเช่นกัน แต่ก็ต่อเมื่อทั้งเมืองถูกทำลาย ไม่มีสิ่งก่อสร้างใดหลงเหลืออยู่ในเมือง

ถนนในเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิไซสส์ถูกย้อมสีแดงด้วยเลือด ศพเกลื่อนไปทั่ว บางศพไร้ซึ่งแขนขา ภาพที่เห็นนั้นน่าสยดสยองมากจนทำให้คนที่มีสติดีต้องหลับตาลงด้วยความขยะแขยง

ท่ามกลางร่างที่ไร้การเคลื่อนไหว มีร่างของชายหนุ่มที่ดูเหมือนจะอายุยี่สิบต้นๆ ร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเลือด

ชายหนุ่มชุ่มไปด้วยเลือดตั้งแต่หัวจรดเท้า ใบหน้าส่วนใหญ่ของเขาถูกไฟไหม้ และผิวหนังส่วนใหญ่ของเขาก็เช่นกัน เป็นไปไม่ได้ที่จะแม้แต่ระบุตัวตนเขา

ใบหน้าที่หล่อเหลาก่อนหน้านี้ขององค์ชายหนุ่มแห่งจักรวรรดิไซสส์บัดนี้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ น่าเสียดายที่ที่ไม่มีใครอยู่ที่นั่นเพื่อพบหน้าเขา เนื่องจากทุกคนเสียชีวิตไปหมดแล้ว แขนซ้ายของชายหนุ่มนั้นหายไปทั้งหมด ซึ่งได้ถูกทำลายจากแรงระเบิด เขาแทบจะไม่เหลือลมหายใจแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่จากเครื่องแต่งกายของราชวงศ์ก่อนหน้านี้บัดนี้เปี่ยมไปด้วยเลือด

ทั้งเมือง มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่หายใจอยู่ ซึ่งก็ก็คือชายหนุ่มที่ไม่ขยับเขยื้อนผู้นี้

หลังจากผ่านไปหนึ่งชั่วโมง ในที่สุดชายหนุ่มก็เริ่มเคลื่อนไหวราวกับว่าเขาได้สติกลับคืนมา

ชายผู้นั้นเสียเลือดเกือบทั้งหมด แต่เขาก็รอดชีวิตมาได้ ซึ่งไม่น้อยไปกว่าเป็นเรื่องปาฏิหาริย์ เขาลืมตาขึ้นมาในความเงียบ ไร้ซึ่งเสียงร้องขอความช่วยเหลือ ไม่มีการระเบิด ทั้งเมืองเงียบกริบ... เงียบสงัด!

ชายหนุ่มเปิดตาขึ้นซึ่งก็มีเลือดไหลออกเมาช่นกัน เขาขยี้มันเพื่อให้ได้ความชัดเจน เพียงเพื่อจะได้เห็นเศษหินจำนวนมากที่อยู่ข้างหน้าซึ่งเป็นของพระราชวัง ที่ซึ่งเคยเป็นบ้านของเขา! สถานที่ซึ่งเขาเติบโตขึ้นมา

เมื่อมองดูสถานที่นั้นเป็นเช่นนี้ ชายหนุ่มก็คำรามด้วยความเจ็บปวดในขณะที่เขาฝืนร่างกายของเขายืนขึ้น ไม่สำคัญว่าจะเจ็บปวดแค่ไหน เขาไม่ได้สนใจมันในตอนนี้ในขณะที่ลืมทุกสิ่งและวิ่งไปที่ซากพระราชวัง

"ท่านแม่! ท่านพ่อ! เรีย!" ชายคนนั้นคำราม เสียงของเขาแหบแห้งและเปี่ยมไปด้วยความเจ็บปวด

ชายคนนั้นพยายามเอาเศษหินออกเพื่อตามหาครอบครัวของเขา แต่เขาทำไม่ได้ ด้วยมือเพียงข้างเดียว มันเป็นไปไม่ได้ และแม้ว่าเขาจะมีสองมือ เขาก็ทำไม่ได้เพราะเขาอ่อนแอมาก

เขาไม่หยุด เขาพยายามราวกับว่ากลายเป็นบ้าไปแล้ว แต่ก็ไม่สำเร็จ ทั้งครอบครัวของเขาถูกฝังอยู่ในซากปรักหักพัง และทั้งเมืองถูกทำลาย ไม่เหลืออะไรทั้งสิ้น... ทุกอย่างหายไปเพราะสงครามครั้งนี้ที่พ่อของเขาเริ่มมันขึ้น มีเพียงเขาเท่านั้นที่รอดชีวิตในเมืองนี้

เขาจ้องมองที่ซากปรักหักพังอย่างว่างเปล่าขณะที่น้ำตาที่เป็นเลือดไหลลงมาจากดวงตาของเขาเมื่อเขาตระหนักว่าเขาได้สูญเสียทั้งครอบครัวไปในสงครามครั้งนี้ เขาอยู่ตัวคนเดียว

จบบทที่ บทที่ 27: การทำลายล้าง

คัดลอกลิงก์แล้ว