- หน้าแรก
- ข้าจะเป็นตำนาน
- บทที่ 33 แผนการแยบยลจับกุมศัตรู
บทที่ 33 แผนการแยบยลจับกุมศัตรู
บทที่ 33 แผนการแยบยลจับกุมศัตรู
บทที่ 33 แผนการแยบยลจับกุมศัตรู
ท้องฟ้าเริ่มมืดลงทีละน้อย เฉินม่อนั่งอยู่บนเกวียนลาอย่างเบื่อหน่าย เขาหันไปมองกลุ่มคนที่อยู่อีกฟากของสะพานแล้วกล่าว "ลุงหยาง ท่านว่าลัทธิไท่ผิงนี่ต้องการทำอะไรกันแน่? ตั้งแต่สองเดือนก่อนก็มีสาวกเดินทางขึ้นเหนือไม่ขาดสาย พวกเขาไม่ทำการเพาะปลูกกันหรือ?"
"ใครจะไปรู้?" ลุงหยางส่ายหน้า เขาไม่ได้สนใจเรื่องนี้
ชาวนาเช่าคนหนึ่งขยับเข้ามาใกล้แล้วกล่าวอย่างยิ้มๆ "ได้ยินว่าเป็นมหาปราชญ์จะไปแสดงธรรมทางเหนือด้วยตนเอง จึงเรียกเหล่าผู้ศรัทธาจากหยางโจวไปที่นั่น"
"แต่ผู้ศรัทธาในลัทธิไท่ผิงไม่ได้มีอยู่ทั่วหล้าหรอกหรือ? เหตุใดจึงไม่เรียกผู้ศรัทธาในพื้นที่นั้น กลับให้ผู้ศรัทธาจากเจียงตงเดินทางนับพันลี้ไปทางเหนือ?" เฉินม่อไม่อาจยอมรับคำอธิบายนี้ได้ นี่มันไม่ใช่งานที่เสียแรงโดยเปล่าประโยชน์หรอกหรือ?
"ไม่ทราบเหมือนกัน เมื่อครู่อยู่ในเมือง ข้าได้ยินสาวกจากสวีโจวหลายคนพูดว่าอะไรนะ... สวรรค์สิ้นแล้ว สวรรค์เหลืองจักอุบัติ ในศักราชเจี๋ยจื่อ ใต้หล้าจักเป็นสุข" ชาวนาเช่าส่ายหน้า
"หมายความว่าอย่างไร?" ต้าหลางมองเฉินม่ออย่างไม่เข้าใจ
"ตอนที่คนของลัทธิไท่ผิงมาเผยแผ่คำสอนก่อนหน้านี้เคยพูดว่าสวรรค์สิ้นแล้ว แต่เรื่องสวรรค์เหลืองจักอุบัตินี่..." เฉินม่อหันไปมองลุงหยาง เขาเคยฟังอยู่เพียงวันเดียว หลังจากนั้นเพราะถูกชายผู้มีใบหน้าแหลมเล็กคล้ายลิงขัดขวาง ประกอบกับเฉินม่อเองก็รู้สึกต่อต้านลัทธิไท่ผิงอยู่ในใจจึงไม่ได้ไปฟังอีก
"ข้าจำได้ว่าตอนนั้นพวกเขาบอกว่าสวรรค์สิ้นแล้ว แต่สวรรค์จะไม่ดับสูญ ก็เหมือนกับการสับเปลี่ยนจักรพรรดิบนโลกมนุษย์ สวรรค์เหลืองจะมาแทนที่สวรรค์เดิม" ลุงหยางพยายามนึกย้อนอย่างละเอียด "ข้าจำได้เท่านี้"
หากให้เขาเข้าป่าล่าสัตว์หรือสู้รบปรบมือกับใคร เขาย่อมถนัด แต่เรื่องพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาเชี่ยวชาญ ที่จำได้เท่านี้ก็เพราะพวกคนของลัทธิไท่ผิงพูดย้ำๆ ซ้ำๆ จนเขาพอจะมีภาพจำอยู่บ้าง
"พอได้ยินลุงหยางพูดเช่นนี้ ข้าก็นึกออกแล้ว พวกเขาพูดแบบนี้จริงๆ" ต้าหลางตบศีรษะตัวเอง
สวรรค์สิ้นแล้ว สวรรค์เหลืองจักอุบัติ?
เฉินม่อมองไปยังลุงหยางแล้วกล่าว "หากข้าจำไม่ผิด ปีหน้าก็คือปีเจี๋ยจื่อ"
"ใช่" ลุงหยางพยักหน้า
"แล้วมันเกี่ยวข้องกันอย่างไร?" เฉินม่อคิดไม่ตก ประโยคนี้มีความหมายใดซ่อนอยู่กันแน่?
"คิดเรื่องพวกนี้ไปจะมีประโยชน์อะไร?" ต้าหลางส่ายหน้า "เอ้อร์โก่ว พวกเราจะยื้อกับพวกมันไปเรื่อยๆ แบบนี้หรือ? ถ้ามืดกว่านี้ คืนนี้เกรงว่าจะกลับกันไม่ได้แล้ว"
พอตกกลางคืน คนเราก็จะมองอะไรได้ไม่ชัดเจน หากยังยื้อกันอยู่ที่นี่ คืนนี้ก็อย่าหวังว่าจะได้เดินทางต่อ ในวันอากาศหนาวเหน็บเช่นนี้ หากต้องนอนค้างแรมนอกบ้าน เกรงว่าจะต้องแข็งตายกันพอดี
เฉินม่อได้ยินดังนั้นก็หันไปมองคนกลุ่มนั้นทีหนึ่ง แล้วหันกลับมามองลุงหยาง
"ไม่ต้องมองข้า ถ้าเป็นข้าล่ะก็ สู้ตะลุมบอนเข้าไปเลยยังจะง่ายกว่า" ลุงหยางส่ายหน้ากล่าว
"พวกเราไม่อยากค้างแรมในป่าเขารกร้างเช่นนี้ พวกมันก็ย่อมไม่อยากเช่นกัน" เฉินม่อยืนขึ้นแล้วกล่าว "ลุงหยาง พวกเราเอาเกวียนลามาล้อมเป็นวงกลม แล้วต้มอะไรกินเสียหน่อย ให้พวกมันคิดว่าพวกเราจะยื้อกับพวกมันไปจนถึงที่สุด ดูสิว่าใครจะร้อนใจก่อนกัน!"
พวกเขากลัวความหนาว อีกฝ่ายก็ไม่ใช่คนเหล็กคนไหล่ย่อมต้องกลัวเช่นกัน หากพวกเขาทำทีเป็นเตรียมจะค้างแรมที่นี่ ก็ไม่เชื่อว่าอีกฝ่ายจะยังนั่งอยู่เฉยได้
"พวกเราจะไม่ต้องค้างที่นี่จริงๆ ใช่หรือไม่?" ต้าหลางได้ยินดังนั้นใบหน้าก็ขมขื่น
"ก็ต้องดูว่าพวกมันจะยอมหรือไม่" เฉินม่อเองก็ไม่แน่ใจ เพียงแต่คาดเดาตามนิสัยของตนเอง ส่วนอีกฝ่ายจะเป็นไปอย่างที่เขาคิดหรือไม่นั้น ก็ยากจะบอกได้ เขาเองก็แค่ลองดูเท่านั้น
"ทำตามที่เอ้อร์โก่วบอกเถอะ พวกเจ้าสองสามคนไปตักน้ำที่ริมแม่น้ำด้วยกัน อยู่ให้ห่างจากคนพวกนั้นหน่อย หากพวกมันมาหาเรื่อง ก็รีบวิ่งกลับมาทันที" ลุงหยางคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว ส่วนใหญ่เป็นเพราะตอนนี้พวกเขาก็คิดหาวิธีอื่นไม่ออกแล้ว
"ข้าไปด้วย!" ต้าหลางหยิบถุงน้ำออกจากเกวียนลา แล้วเดินตามชาวนาเช่าสองสามคนไปยังริมแม่น้ำ ส่วนลุงหยางก็พาคนอื่นๆ เริ่มก่อไฟ และนำเกวียนลามาล้อมเป็นวงกลม
อีกด้านหนึ่ง ที่หัวสะพาน กลุ่มคนเห็นว่าอีกฝ่ายทั้งตักน้ำ ทั้งก่อไฟ ชายร่างผอมแห้งคนหนึ่งขมวดคิ้วกล่าว "พี่ใหญ่ คนพวกนี้จะไม่ค้างแรมที่นี่จริงๆ ใช่หรือไม่?"
"นี่..." ชายผู้เป็นหัวหน้าขมวดคิ้วเมื่อได้ยิน หากพวกนั้นค้างแรมที่นี่จริงๆ พวกเขามีเกวียนบรรทุกของมาหลายเล่ม แต่ฝ่ายตนกลับไม่มีอะไรเลย หากจะกลับไป แล้วที่อุตส่าห์ยกโขยงกันมาอย่างยิ่งใหญ่ในวันนี้เล่าเพื่ออะไรกัน? ถ้าพวกนั้นกลับเข้าหมู่บ้านไป ก็อาจจะไม่ออกมาอีกเป็นเดือนสองเดือน หรือจะต้องให้ตนรอไปอีกนานขนาดนั้น?
"ไป จัดการมัน!" หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าน้องๆ ข้างหลังเริ่มแสดงความไม่พอใจ ชายฉกรรจ์ก็พลันรู้สึกว่าตนเองได้ตัดสินใจโง่เง่าลงไป หากรู้เช่นนี้ สู้ลงมือแต่แรกไม่ดีกว่าหรือ
ทันใดนั้น กลุ่มคนก็ยกโขยงกันไปทางนั้นอย่างเกรียงไกร
"มาแล้ว!" ด้านหลังเกวียนลา เฉินม่อที่คอยสังเกตความเคลื่อนไหวของเหล่าสาวกลัทธิไท่ผิงอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นคนกลุ่มนั้นเคลื่อนไหว ดวงตาก็ฉายแววดีใจ เขาหันไปพูดกับลุงหยางว่า "ลุงหยาง เตรียมตัวให้พร้อม อีกสักครู่จะจับตัวคนผู้นั้นได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับพวกท่านแล้ว"
ลุงหยางพยักหน้า แล้วลุกขึ้นยืนพร้อมกับพรานป่าอีกสองคน มาอยู่หลังเกวียนลา มองดูเหล่าสาวกลัทธิไท่ผิงที่กำลังล้อมเข้ามาพลางสูดหายใจเข้าลึกๆ "พวกท่านมีธุระอันใด?"
"ข้าดูแล้วเด็กคนนี้หน้าคุ้นๆ เรียกเขามานี่สิ!" ชายผู้เป็นหัวหน้ามองไปยังเฉินม่อแล้วยิ้มแสยะ
"แล้วจะให้ฟังเจ้าด้วยเหตุใด?" ลุงหยางกดไหล่ของเฉินม่อไว้ แล้วพลิกตัวกระโดดข้ามเกวียนลาออกไป พลางเดินพลางขมวดคิ้วมองคนที่อยู่ซ้ายขวาของชายฉกรรจ์ มีอยู่เจ็ดคน แต่ดูแล้วส่วนใหญ่เป็นพวกคนเสเพล คนประเภทนี้ปกติได้แต่กร่างอวดเบ่ง พอต้องลงมือจริงๆ กลับไม่มีปัญญาอะไร ถัดไปข้างหลัง กลุ่มคนก็เดินตามมาอย่างไม่เป็นระเบียบ ดูแล้วคนเยอะน่าเกรงขามดี
"พวกเราคนเยอะกว่า!" ชายฉกรรจ์หัวเราะเหอะๆ
พรานป่าอีกสองคนก็กระโดดข้ามเกวียนลาออกมาแล้ว ส่วนชาวนาเช่าคนอื่นๆ ก็เริ่มขับเกวียนลาหลีกทาง
"คนเยอะก็ใช่ว่าจะมีประโยชน์เสมอไป" ลุงหยางยิ้มแสยะ พลันเร่งฝีเท้าขึ้น พรานป่าอีกสองคนที่ร่วมมือกับลุงหยางมาตลอดปีก็รู้ใจกันเป็นอย่างดี เมื่อเห็นลุงหยางเร่งฝีเท้า พวกเขาก็รีบก้าวตามไปอย่างรวดเร็ว
"เจ้าจะทำอะไร?" ในที่สุดชายฉกรรจ์ก็สังเกตเห็นความผิดปกติ คิดจะถอยหลัง แต่ลุงหยางกลับพุ่งเข้ามาถึงตัวในไม่กี่ก้าว คว้าคอเสื้อของอีกฝ่ายแล้วลากถอยหลัง
"ปล่อยนะ!" คนอื่นๆ เห็นดังนั้นก็ตกใจ รีบเข้ามาขวาง แต่กลับถูกพรานป่าอีกสองคนที่ตามมาติดๆ เข้าสกัดไว้ เกิดการต่อสู้ชุลมุน
คนเหล่านี้ปกติก็เป็นเพียงพวกคนชายขอบในหมู่บ้านของตน วันๆ เอาแต่เที่ยวเตร่เสเพล พละกำลังก็ไม่เท่าไหร่ จะมาสู้กับพรานป่าที่ต่อสู้กับสัตว์ร้ายมาตลอดปีได้อย่างไร เพียงครู่เดียวก็ถูกตีจนร้องลั่นวิ่งหนีอย่างหัวซุกหัวซุน
"อย่าขยับ!" ลุงหยางเตะเข้าที่ข้อพับขาของผู้เป็นหัวหน้า ทำให้เขาทรุดลงคุกเข่า แล้วหันไปมองฝูงชนด้วยสายตาเย็นชา
พวกคนเสเพลกลุ่มนี้ เดิมทีก็ไม่ได้มีใจสู้เท่าไหร่นัก ตอนนี้เมื่อหัวหน้าถูกจับเป็นตัวประกันแล้ว ไหนเลยจะยังอยากสู้ต่อ ต่างคนต่างหยุดนิ่ง ล้อมเป็นวง แต่ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี
"พี่ชาย พวกเราไม่ได้มีเรื่องกับท่าน ท่านไม่ยอมส่งคนมาก็บอกกันตรงๆ สิ เหตุใดต้องลงไม้ลงมือด้วย?" ชายผู้เป็นหัวหน้าคนนั้นไหนเลยจะยังมีความองอาจเหมือนก่อนหน้านี้ เขาฉีกยิ้มประจบประแจง
"เหอะ ปิดทางพวกข้าซะขนาดนี้ หากไม่จับตัวเจ้าไว้ จะหนีไปง่ายๆ ได้อย่างไร?" ลุงหยางแค่นเสียงเย็นชา เมื่อเห็นเฉินม่อถือเชือกป่านเส้นหนึ่งมา ก็มองเขาอย่างชื่นชม ก่อนจะใช้เชือกมัดแขนของอีกฝ่าย แล้วราดน้ำลงไป จากนั้นจึงปล่อยเขาให้ชาวนาเช่าสองคนคุมตัวไว้
"พวกเจ้าจะข้ามก็บอกมาสิ พวกเราจะได้หลีกทางให้ เหตุใดต้องลงมือเช่นนี้ด้วย?" ชายฉกรรจ์จ้องเฉินม่ออย่างดุเดือด แล้วหันไปมองลุงหยาง
"หลีกไปให้หมด!" ลุงหยางเห็นว่าคนรอบๆ ไม่กล้าลงมือจริงๆ ก็สั่งให้ทุกคนข้ามสะพานไป เมื่อเห็นว่ายังมีคนขวางทางอยู่ เขาก็ตวัดสายตามองไปทีหนึ่ง คนเหล่านั้นก็ไม่ต้องรอให้หัวหน้าพูด ก็รีบหลีกทางให้โดยอัตโนมัติ มองดูพวกเฉินม่อจากไปตาปริบๆ
“ทำอย่างไรดี?” เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายข้ามสะพานไปแล้วก็ยังไม่ยอมปล่อยคน กลับเดินจากไปอย่างองอาจ กลุ่มคนก็ไม่ได้ไล่ตามไป ต่างคนต่างยืนงงทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ถามไถ่กันเอง…