- หน้าแรก
- จอมโจรบัลลังก์โลหิต
- บทที่ 21 เพลิงโทสะของสืออวิ๋นหู่
บทที่ 21 เพลิงโทสะของสืออวิ๋นหู่
บทที่ 21 เพลิงโทสะของสืออวิ๋นหู่
“หยุด! พวกเจ้ามาจากค่ายไหน?”
หัวหน้ากลุ่มย่อยจากค่ายหลังซึ่งเพิ่งออกจากค่ายมาได้ไม่ไกล ก็ถูกขบวนคนที่สวนมาด้านหน้าสกัดไว้
“กุนซือจ้าว พวกเราเป็นคนของค่ายหลัง” ชายคนหนึ่งชื่อเฉินอู่รีบโค้งตัวตอบอย่างนอบน้อม
จ้าวอวี้ถูขมวดคิ้ว ไม่คุ้นหน้าชายผู้นี้ จึงเอ่ยว่า “เจ้ารู้จักข้ารึ?”
“ข้าน้อยเคยมีโอกาสติดตามท่านเจิ้งต้าชิวไปยังค่ายกลาง แล้วได้พบกุนซือจ้าวโดยบังเอิญครั้งหนึ่ง” เฉินอู่กล่าวด้วยรอยยิ้มประจบ
จ้าวอวี้ถูถามต่อ “ในเมื่อพวกเจ้าเป็นคนของค่ายหลัง เหตุใดไม่อยู่กับที่ถึงพากันออกมาเช่นนี้?”
“กุนซือจ้าว ท่านต้องช่วยพวกเราด้วย!” หัวหน้ากลุ่มย่อยอีกคนข้างเฉินอู่เอ่ยเสียงจริงจัง
ได้ยินคำนี้ จ้าวอวี้ถูรู้สึกไม่สบายใจนัก รีบถามว่า “เกิดอะไรขึ้น? ถึงกับให้ข้าต้องเป็นคนช่วย?”
“วันนี้เช้ามืด หลิวเหิงบุกมาค่ายหลัง สั่งให้ทุกคนมารวมตัวที่ลานใหญ่ แล้วประกาศตัวว่าเขาจะเป็นหัวหน้าค่ายหลัง! พวกข้าไม่ยอมรับ จึงถูกขับไล่ออกจากค่ายหลัง กุนซือจ้าว ท่านต้องให้ความเป็นธรรมกับพวกเราด้วย!”
“ขอท่านช่วยพวกเราด้วย!”
“ขอความเมตตากุนซือจ้าว!”
หัวหน้ากลุ่มย่อยหลายคนต่างร้องขอความช่วยเหลือเสียงดัง
จ้าวอวี้ถูพึมพำกับตนเอง “ดูท่าว่าจะช้าไปก้าวหนึ่ง”
เขาเงยหน้ามองกลุ่มคนตรงหน้าอย่างไม่พอใจ “ในเมื่อหลิวเหิงยึดค่ายหลัง พวกเจ้าทำไมไม่อยู่สู้ให้ถึงที่สุด กลับหนีออกมา ปล่อยให้เขาได้ตำแหน่งนั้นไปง่ายๆ?”
เฉินอู่รีบตอบ “พวกเราพยายามแล้ว พวกเรายังอ้างด้วยว่า หัวหน้าใหญ่สือได้แต่งตั้งเจิ้งต้าชิวเป็นหัวหน้าค่ายหลังแล้ว ทุกคนในค่ายหลังต่างรู้ดี แต่หลิวเหิงกลับบอกว่าเจิ้งต้าชิวตายไปแล้ว พวกเราจึงโต้เถียง แต่เขาสั่งฆ่ากัวซานต่อหน้าทุกคน พวกข้าไม่กล้าสู้ จึงต้องมารายงานเรื่องนี้ต่อหัวหน้าใหญ่สือ แล้วก็ได้พบกับกุนซือจ้าวพอดี”
“ท่านจ้าว เจิ้งต้าชิว...ตายจริงหรือ?” หัวหน้ากลุ่มอีกคนถามเสียงเบา
จ้าวอวี้ถูหรี่ตาดู แล้วตอบว่า “เจิ้งต้าชิวร่วมมือกับอู๋เซี่ยจื่อคิดก่อกบฏ ถูกสังหารไปแล้ว”
“หา! ตายจริงหรือ!” เฉินอู่ตกใจ “แต่เขาเพิ่งจะได้เป็นหัวหน้าค่ายหลัง ทำไมจึงทรยศ?”
ไม่เพียงเฉินอู่ คนอื่นๆ ต่างก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง
จ้าวอวี้ถูสีหน้าเย็นชา “พอได้แล้ว ข้าไม่มีเวลาฟังพวกเจ้าตกใจอีกแล้ว ในเมื่อหลิวเหิงยึดค่ายหลังไปแล้ว พวกเจ้าจงตามข้าไปยังค่ายกลาง เพื่อรายงานเรื่องนี้ต่อหัวหน้าใหญ่สือให้หมด”
“ขอรับ ขอรับ พวกเราจะทำตามคำสั่งของกุนซือจ้าวทุกอย่าง” เฉินอู่และกลุ่มคนที่เหลือต่างพยักหน้ารับ
จ้าวอวี้ถูจึงละความคิดที่จะไปยังค่ายหลัง แล้วนำหัวหน้ากลุ่มเหล่านี้กลับค่ายกลางทันที
…
ภายในกระโจมใหญ่ของค่ายกลาง
เมื่อสืออวิ๋นหู่ได้ฟังรายงานของจ้าวอวี้ถูจบ เขาก็เตะโต๊ะเตี้ยตรงหน้าจนกระเด็น
โถสุราและจอกสุราบนโต๊ะตกกระแทกพื้น แตกกระจาย เศษสุราซึมลงไปในดิน ทิ้งไว้เพียงกลิ่นฉุนรุนแรง
“ให้เจ้าพาไปเอาตัวคนจากค่ายเกาทัณฑ์ เจ้าก็พากลับมาไม่ได้ ให้เจ้าพาคนไปยึดค่ายหลัง ค่ายหลังก็ถูกหลิวเหิงยึดก่อน ข้าจะเก็บเจ้ามีไว้ทำไม!” เขากระชากดาบจากข้างกาย ฟาดทั้งดาบและฝักเข้าที่แก้มซ้ายของจ้าวอวี้ถู
ทันใดนั้น แก้มซ้ายของจ้าวอวี้ถูบวมเป่ง แต่เขาได้แต่คุกเข่าอยู่กับพื้น ไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย
“หม่าอวิ๋นจิ่ว!” สืออวิ๋นหู่ตะโกนเรียกออกไปนอกกระโจม
ไม่นานนัก หม่าอวิ๋นจิ่วในชุดเกราะขนหนาสวมหมวกเหล็กก็เร่งฝีเท้าเข้ามา
สืออวิ๋นหู่ถามตรงๆ “ข้าให้เจ้าควบคุมทหารสองร้อย พร้อมกองม้า เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าสามารถกำจัดหลิวเหิงได้?”
หม่าอวิ๋นจิ่วก้มหน้าลง ไม่ตอบ
“ไม่ตอบ แสดงว่าทำไม่ได้สินะ?” สืออวิ๋นหู่จ้องเขาอย่างเย็นชา
หม่าอวิ๋นจิ่วรีบคารวะแล้วกล่าว “ขอหัวหน้าใหญ่สือระงับโทสะ หลังศึกเมื่อคืน ทหารของหลิวเหิงเริ่มมีประสบการณ์ กล้าหาญขึ้นมาก หากลงมือยามนี้ อาจไม่ประสบผลสำเร็จ”
“หึ!” สืออวิ๋นหู่ฮึดฮัด แล้วหันไปเตะจ้าวอวี้ถูซ้ำอีกที
“เจ้ามันไร้ค่า บอกว่าเขานอนป่วยหนัก แล้วเจ้าจะอธิบายยังไงว่าเขายึดค่ายหลังได้?”
จ้าวอวี้ถูรีบลุกขึ้นคุกเข่าใหม่ ไม่กล้าพูดสิ่งใด เขารู้ว่าสืออวิ๋นหู่กำลังระบายอารมณ์ใส่ตน จึงได้แต่เงียบฟัง
หลังจากระบายความโกรธแล้ว สืออวิ๋นหู่ก็นั่งลง มองสองคนตรงหน้าพลางเอ่ยว่า
“แล้วจะให้ข้าทำอย่างไรกับหลิวเหิงและหลี่ชูเหิง?”
จากนั้นจึงหันไปพูดกับจ้าวอวี้ถูว่า “ไม่ต้องคุกเข่าแล้ว ลุกขึ้นมา”
จ้าวอวี้ถูลุกขึ้นมายืนข้างหม่าอวิ๋นจิ่วอย่างระมัดระวัง
หม่าอวิ๋นจิ่วพูดว่า “หัวหน้าใหญ่สือ ขณะนี้ยังไม่ควรลงมือกับพวกหลิวเหิง พวกเขาแข็งแกร่งกว่าอู๋เซี่ยจื่อในอดีต หากฝืนลงมือจะทำให้ค่ายใหญ่ปั่นป่วนเกินควบคุม”
สืออวิ๋นหู่หันไปมองจ้าวอวี้ถู “แล้วเจ้าคิดว่าอย่างไร?”
จ้าวอวี้ถูยกมือกุมแก้มซ้าย พูดอย่างยากลำบากว่า “ข้าก็เห็นเช่นเดียวกัน ไม่ควรลงมือยามนี้”
สืออวิ๋นหู่โกรธอีก “ก็ได้ยินแต่ ไม่ควรลงมือ ไม่ควรลงมือ แล้วจะให้ข้าฟังคำพูดไร้สาระแบบนี้ทำไม?”
“หัวหน้าใหญ่สือ ข้าขออภัย” จ้าวอวี้ถูรีบกล่าว “พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นแล้ว หากจะรับมือ ต้องวางแผนให้รัดกุม รอจนเราควบคุมทหารของอู๋เซี่ยจื่อและโจวเฮยเหลียนให้หมดก่อน ค่อยรวบรวมกำลังทั้งค่ายจัดการทีเดียว”
สืออวิ๋นหู่เคาะมือบนที่วางแขนเบาๆ “ฟังดูมีเหตุผล แต่ถ้าหลิวเหิงฝึกทหารใหม่เพิ่มอีกล่ะ? สิบวันก็สร้างกองทัพได้แล้ว ถ้าข้ายังไม่ลงมือ เขาจะยิ่งแข็งแกร่งไปอีก”
จ้าวอวี้ถูยิ้มบางๆ “ขอหัวหน้าใหญ่สือวางใจ ข้ามีแผนหนึ่ง รับรองว่าทำให้หลิวเหิงไม่มีเวลาฝึกทหารใหม่แน่นอน”
“ว่ามาสิ”
สืออวิ๋นหู่หันไปมองจ้าวอวี้ถู ขณะที่หม่าอวิ๋นจิ่วเองก็หันมาสนใจเช่นกัน
จ้าวอวี้ถูจึงพูดว่า “ข้าได้พาหัวหน้ากลุ่มย่อยจากค่ายหลังกลับมาด้วย ท่านสามารถสัญญาให้ผลประโยชน์แก่พวกเขา แล้วใช้พวกเขาสร้างความแตกแยกในค่ายหลัง ทำให้หลิวเหิงควบคุมค่ายหลังไม่ได้เต็มที่ และที่สำคัญ เราควรออกเดินทางแล้ว หากอยู่ที่เดิมนานเกินไปจะโดนทัพหลวงจับตา หากเดินทางเมื่อใด ต่อให้หลิวเหิงเก่งเพียงใด ก็ไม่มีเวลาฝึกทหารใหม่แน่นอน”
สืออวิ๋นหู่ลูบเคราพลางสบถ “เจ้านี่มันพวกนักเล่าแผนชั่วโดยแท้”
ข้างๆ หม่าอวิ๋นจิ่วกล่าวขึ้นว่า “ทว่าแต่ละค่ายเสบียงใกล้หมด หากประกาศเดินทางตอนนี้ อาจทำให้แต่ละค่ายไม่พอใจ”
“เสบียง…ก็เป็นปัญหาใหญ่เหมือนกัน” สืออวิ๋นหู่คิดพลางว่า
“หลิวเหิงพึ่งไปเอาเสบียงจากหมู่บ้านเจิ้งมา เราไปเอาจากเขาโดยตรง เขาจะยอมไหม? หรือจะพาเสบียงหนีแยกทางจากเรา?”
เมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย จ้าวอวี้ถูชะงักไปเล็กน้อย แต่แล้วก็เข้าใจและกล่าวว่า
“ขอหัวหน้าใหญ่สือโปรดวางใจ เขาไม่กล้าแยกทางแน่นอน หากกล้าทำเช่นนั้น ค่ายอื่นๆ ไม่มีวันยอมปล่อยเขาไปแน่”
“ทำไมเจ้าคิดเช่นนั้น?” สืออวิ๋นหู่ขมวดคิ้วทันที