- หน้าแรก
- จอมโจรบัลลังก์โลหิต
- บทที่ 7 ออกนอกค่ายเพื่อหาเสบียง
บทที่ 7 ออกนอกค่ายเพื่อหาเสบียง
บทที่ 7 ออกนอกค่ายเพื่อหาเสบียง
บริเวณที่หลิวเหิงฝึกฝนผู้ลี้ภัยอยู่นั้น ห่างจากค่ายหลังเพียงหนึ่งลี้เท่านั้น
วันแรกที่เริ่มฝึก ผู้คนในค่ายหลังล้วนรู้ว่าหลิวเหิงกำลังฝึกกลุ่มผู้ลี้ภัยอยู่
เมื่อม้าเหลาเชวี่ยทราบข่าวก็โกรธแค้นเป็นอย่างยิ่ง เพราะเข้าใจได้ทันทีว่าเสบียงที่ตนสะสมไว้ ถูกหลิวเหิงยึดไปเลี้ยงพวกผู้ลี้ภัยแล้ว
ก่อนหน้านี้ถูกทำให้อับอายต่อหน้าผู้คน คราวนี้ยังถูกแย่งเสบียงไปอีก แม้ใบหน้าจะไม่แสดงอะไร แต่ในใจก็แช่งชักให้หลิวเหิงตายไปเสีย
เมื่อได้ยินว่าหลิวเหิงรับสมัครผู้ลี้ภัยมาหลายร้อยคน เขาก็รีบไปแจ้งข่าวให้เจิ้งต้าชิวซึ่งเคยมีความบาดหมางกับหลิวเหิงทันที หวังจะใช้มือของเจิ้งต้าชิวเล่นงานอีกฝ่าย
ตอนที่เจิ้งต้าชิวได้ยินข่าวก็ถึงกับตกใจ
เขารู้ดีว่าหลิวเหิงรวมถึงหลี่ชูเหิงจากค่ายเกาทัณฑ์ ล้วนเคยผ่านการฝึกในกองทัพมา มีความสามารถฝึกคน ถ้าหากพวกผู้ลี้ภัยเหล่านั้นถูกฝึกขึ้นมาได้จริง เท่ากับเป็นกองกำลังใหม่หลายร้อยคน ซึ่งแม้แต่ทัพกลางยังไม่มีพลเดินเท้ามากถึงเพียงนี้
เขาไม่กล้าชักช้า รีบตรงดิ่งไปยังกระโจมบัญชาการของทัพกลาง แจ้งข่าวต่อสืออวิ๋นหู่ที่เป็นหัวหน้าทัพกลาง
เมื่อได้ยินข่าวนี้ สืออวิ๋นหู่ก็หัวเราะเสียงดังอย่างไม่ใส่ใจ “อวิ๋นจิ่ว เจ้าก็เคยเป็นทหาร อธิบายให้เขาฟังหน่อยเถอะ”
หม่าอวิ๋นจิ่วที่ยืนอยู่เบื้องล่างจึงก้าวออกมาพูดว่า “อยากฝึกกองทัพ สิ่งแรกต้องให้อิ่มท้อง คนสามร้อย วันหนึ่งต้องใช้เสบียงอย่างน้อยหนึ่งตั่ง ต่อให้ประหยัดก็ต้องเจ็ดแปดตุ้น ตอนนี้ทุกค่ายล้วนขาดเสบียง แม้หลิวเหิงจะมีค่ายเกาทัณฑ์หนุนหลังก็อยู่ได้ไม่เกินครึ่งเดือน พอเสบียงหมด กองกำลังที่ฝึกมาไม่ถึงครึ่งเดือนก็ไม่ต่างจากกองขยะ อาจเกิดการจลาจลในค่ายด้วยซ้ำ” (1ตั่ง = 100ลิตร) , (1ตุ้น= 10ลิตร)
“เข้าใจแล้วล่ะสิ?” สืออวิ๋นหู่ที่นุ่งผ้าเปิดอกหันไปถามเจิ้งต้าชิว
“ข้าเข้าใจแล้ว” เจิ้งต้าชิวตอบด้วยความระมัดระวัง แล้วกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเป็นห่วง “ข้ากลัวว่าพวกเขาอาจไม่รอถึงครึ่งเดือน แต่ออกไปปล้นเสบียงก่อน”
“ฮ่าๆ อย่างนั้นยิ่งเป็นไปไม่ได้” สืออวิ๋นหู่หัวเราะ “ต่อให้แม่ทัพฉีหรือแม่ทัพหลี่กลับชาติมาเกิด ก็ไม่อาจฝึกพวกชาวนาเหล่านี้ให้เป็นทหารได้ภายในสิบวันครึ่งเดือน”
เจิ้งต้าชิวพูดด้วยสีหน้านอบน้อม “ข้าแค่กลัวว่าหลิวเหิงจะหาเรื่องวุ่นวาย แย่งตำแหน่งหัวหน้าค่ายหลัง อีกทั้งเขายังสนิทกับคนจากค่ายซ้ายขวา ถ้าไม่ใช่แบบนั้น อู๋เซี่ยจื่อกับพรรคพวกก็คงไม่ออกหน้าให้เขา”
สีหน้าสืออวิ๋นหู่มืดลง พูดเสียงเย็นว่า “พรุ่งนี้ให้เจ้าไปหาเสบียงกับอวิ๋นจิ่ว พร้อมด้วยกองม้า ตำแหน่งหัวหน้าค่ายหลังไม่มีใครแย่งไปได้แน่”
ว่าแล้วก็ยกจอกเหล้าขึ้นดื่มหมดในคำเดียว
“ขอบพระคุณท่านหัวหน้าใหญ่” เจิ้งต้าชิวรีบคุกเข่าขอบคุณ ความกังวลในใจหายไปหมดสิ้น
เมื่อมีกองม้าของหม่าอวิ๋นจิ่ว เจิ้งต้าชิวก็มั่นใจว่าไม่มีใครแย่งตำแหน่งเขาได้แน่
……
เจิ้งต้าชิวรู้สึกเบาใจ จึงไม่กลับค่ายหลังอีกเลย เขากลัวว่าหากกลับไปจะถูกหลิวเหิงจัดการ
ตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาออกปล้นพร้อมกับหม่าอวิ๋นจิ่วทุกวัน และพักอยู่ที่ค่ายทัพกลางในยามค่ำคืน
การที่เจิ้งต้าชิวไม่กลับค่ายหลัง ทำให้ม้าเหลาเชวี่ยซึ่งเฝ้าสังเกตแทบคลั่ง
วันเวลาผ่านไปเรื่อยๆ ผู้ลี้ภัยสามร้อยคนที่หลิวเหิงรับมานั้น ใช้เวลาเพียงเก้าวันก็ฝึกจนเป็นระเบียบราวกับทหารจริง
ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นระเบียบและมีพลังมากกว่าทหารทั่วไปเสียอีก เสียงตะโกนคำสั่งที่ดังกึกก้อง ยิ่งฟังยิ่งคล้ายกองกำลังกล้าแกร่ง
หากไม่เห็นกับตาตลอดกระบวนการ คงไม่มีใครเชื่อว่าคนกลุ่มนี้คือผู้ลี้ภัยที่ไร้ระเบียบเมื่อไม่กี่วันก่อน
ม้าเหลาเชวี่ยที่เฝ้ามองอยู่ทุกวัน เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงของกองทัพนี้ จึงยิ่งรู้สึกหวาดหวั่น และนับถือฝีมือของหลิวเหิงอย่างสุดซึ้ง แต่ยิ่งเป็นเช่นนั้น เขาก็ยิ่งเกลียดหลิวเหิง และเริ่มวิตกว่าเจิ้งต้าชิวจะเอาเขาไม่อยู่
เขาอยากแจ้งข่าวเรื่องการฝึกกองทัพของหลิวเหิงให้เจิ้งต้าชิวรู้ แต่ไม่มีโอกาสได้พบ
กลางวันเจิ้งต้าชิวไม่อยู่ ค่ำลงเขาเองก็ไม่กล้าออกจากค่ายเพราะกลัวจะถูกคนของหลิวเหิงจับได้
สำหรับหัวหน้าทัพกลางคนอื่นๆ เขาเป็นแค่พ่อครัวในค่ายหลัง จะไปพบก็ไม่กล้า อีกฝ่ายก็คงไม่ยอมพบหน้า
ในที่สุด วันที่สิบก็มาถึง
เช้าวันนี้ หลิวเหิงนำกองผู้ลี้ภัยออกจากค่ายตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง และคนจากค่ายเกาทัณฑ์ก็ออกไปพร้อมกันภายใต้การนำของหลี่ชูเหิง
นี่เองทำให้ม้าเหลาเชวี่ยเห็นโอกาส จึงย่องไปยังหน้าค่ายทัพกลางในยามฟ้าสาง
แสงแรกแห่งรุ่งอรุณสีขาวบนขอบฟ้าปรากฏขึ้น ม้าเหลาเชวี่ยที่เฝ้าอยู่หน้าค่ายทัพกลางก็เห็นเจิ้งต้าชิวปรากฏตัว
“หัวหน้าเจิ้ง เกิดเรื่องแล้ว” ทันทีที่พบหน้า ม้าเหลาเชวี่ยก็พูดอย่างเร่งรีบ “หลิวเหิงกับพวกผู้ลี้ภัยออกจากค่ายแต่เช้ามืด ไม่ใช่แค่พวกเขา คนจากค่ายเกาทัณฑ์ก็ออกไปด้วย!”
“รู้หรือไม่ว่าไปที่ไหน?” เจิ้งต้าชิวขมวดคิ้วถาม
ม้าเหลาเชวี่ยส่ายหน้า “ไม่แน่ชัดนัก แต่พวกเขาไปทางหมู่บ้านสกุลเจิ้ง อาจจะเป็นไปเพื่อโจมตี”
ขณะนั้น หม่าอวิ๋นจิ่วที่อยู่ข้างๆ หัวเราะขึ้น “ไม่ต้องห่วง หมู่บ้านสกุลเจิ้งไม่ใช่เป้าโจมตีง่ายๆ มันเป็นหมู่บ้านใหญ่ในรัศมีสิบลี้”
ได้ยินดังนั้น เจิ้งต้าชิวจึงหันไปมองม้าเหลาเชวี่ยแล้วพูดว่า “ได้ยินไหม? หมู่บ้านสกุลเจิ้งคือหมู่บ้านใหญ่ มีพวกชายฉกรรจ์เป็นร้อย พวกผู้ลี้ภัยแค่ไม่กี่ร้อยกับคนจากค่ายเกาทัณฑ์ร้อยกว่าคนจะหวังตีหมู่บ้านนั้นแตก ฝันไปเถอะ!”
“แต่ว่า ผู้ลี้ภัยพวกนั้นตอนนี้...”
ยังไม่ทันพูดจบ เจิ้งต้าชิวก็พูดแทรกอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าคิดว่าฝึกคนมันง่ายนักหรือ? ต่อให้แม่ทัพฉีกลับชาติมาเกิด ชาวนาอย่างพวกนั้นก็ไม่อาจกลายเป็นทหารได้ภายในสิบวัน หลีกไป วันนี้ข้ากับหัวหน้าหม่าจะไปปล้นหมู่บ้านไกลกว่านี้ อย่าขวางทาง”
พูดจบ เขาก็นำพรรคพวกเดินผ่านม้าเหลาเชวี่ยไป
แม้ม้าเหลาเชวี่ยจะอยากพูดต่อ แต่เจิ้งต้าชิวไม่เปิดโอกาสให้ พร้อมทั้งให้คนไล่เขาออกไป
เมื่อพวกเจิ้งต้าชิวกับหม่าอวิ๋นจิ่วจากไป ม้าเหลาเชวี่ยก็จำต้องเดินคอตกกลับค่ายหลัง
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น ค่ายซ้ายและขวาได้รับข่าวว่าค่ายเกาทัณฑ์ออกจากค่ายทั้งหมด
ทันทีที่ได้ยินข่าว อู๋เซี่ยจื่อถึงกับดีดตัวจากที่นอนด้วยความตื่นเต้น “รอคอยมานาน ในที่สุดพวกค่ายเกาทัณฑ์ก็ออกไปเสียที!”
เขาสั่งให้ลูกน้องไปแจ้งหัวหน้าค่ายขวา โจวเฮยเหลียนให้นำคนมารวมพลทันที
จากนั้นเขาก็หัวเราะเยาะ “สืออวิ๋นหู่ ครั้งนี้ข้าจะดูซิว่าใครจะช่วยเจ้าได้อีก!”
ประมาณครึ่งชั่วยามต่อมา อู๋เซี่ยจื่อและโจวเฮยเหลียนนำคนจากค่ายซ้ายขวาออกจากค่าย มุ่งตรงไปยังค่ายทัพกลางของสืออวิ๋นหู่ทันที…