- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 205 เจตนาแท้จริงแห่งคัมภีร์เทพสังหาร
บทที่ 205 เจตนาแท้จริงแห่งคัมภีร์เทพสังหาร
บทที่ 205 เจตนาแท้จริงแห่งคัมภีร์เทพสังหาร
เมื่อเห็นเจ้าหมาน้อยแสดงสีหน้าตื่นเต้นสุดขีดเช่นนั้น โม่หยางก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกแปลกใจ ราวกับตัวเองกำลังเกิดภาพหลอนขึ้นมาเสียอย่างนั้น
“เจ้าหนู เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อ? ถึงพี่ชายอย่างข้าจะสนับสนุนเต็มร้อยให้เจ้าชิงภรรยาของเจ้าคืนมา แต่ก็อย่าผลีผลามเกินไปนัก เจ้าหมาน้อยผู้นี้ถูกผนึกไว้หลายร้อยปี เพิ่งจะได้ออกมาชมทิวทัศน์ในโลกมนุษย์ ยังไม่อยากถูกฝังไปง่ายๆ หรอกนะ!”
โม่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ปัจจัยสำคัญที่สุดคือมู่เซียว ทางที่ดีที่สุดก็คือฆ่ามู่เซียวเสีย การแต่งงานครั้งนี้ก็ต้องยกเลิกเอง!”
“ปัญหาก็คือจะฆ่าอย่างไร เมื่อก่อนอาจยังพอมีโอกาส แต่ตอนนี้เจ้ากลับใช้หอจักรพรรดิดาราไม่ได้ แถมสกุลมู่ยังมีบรรพบุรุษอีกคน พวกนั้นย่อมระวังตัวเจ้าลอบทำร้ายแน่นอน!” เจ้าหมาน้อยเองก็รู้สึกลำบากใจ
โม่หยางถอนหายใจเบาๆ เขารู้เรื่องนี้ดี จึงกล่าวต่อว่า “หลายวันนี้เจ้าก็ลองออกไปสืบข่าวจากภายนอกดู เราต้องจับตาดูสถานการณ์ให้ดีเสียก่อน ว่าการแต่งงานถูกกำหนดไว้วันไหนกันแน่”
“การจะกลับไปฆ่าคนที่เมืองมู่หวังอีกครั้งคงเป็นไปไม่ได้ ต้องรอให้มู่เซียวออกมาข้างนอกด้วยตัวเองเสียก่อน ข้าเริ่มเข้าใจในม้วนอักษรแปรแล้วบ้าง หากข้าฝึกสำเร็จ ก็สามารถเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์ตนเองได้ เมื่อถึงเวลานั้นอาจสามารถสังหารมันได้โดยที่มันไม่ทันระวัง”
“เจ้าหนู เรื่องสืบข่าวนี่ไว้ใจข้าได้เลย เจ้าหมาน้อยจะจัดการให้เจ้าอย่างเรียบร้อยแน่นอน!” เจ้าหมาน้อยพูดจบก็พุ่งออกทางหน้าต่าง หายไปอย่างรวดเร็ว
ส่วนโม่หยางก็เข้าสู่หอจักรพรรดิดารา ขณะนี้ภายนอกเกิดเหตุการณ์วุ่นวายมากมาย ในเมื่อมีการเสนอแต่งงานในเวลานี้ งานแต่งคงถูกจัดขึ้นในอีกไม่นาน
เขาจำเป็นต้องทะลวงเข้าสู่ขั้นเหนือสามัญโดยเร็ว เพราะเมื่อบรรลุขั้นเหนือสามัญแล้ว พลังการต่อสู้ของเขาจะเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล
ในโลกบ่มเพาะนั้น กล่าวกันว่าขั้นเหนือสามัญคือเส้นแบ่งระหว่างผู้ฝึกยุทธ์ธรรมดากับเซียน การเข้าสู่ขั้นเหนือสามัญในแง่หนึ่งก็คือหลุดพ้นจากขอบเขตพลังของมนุษย์ธรรมดาแล้ว
ภายในชั้นที่สามของหอจักรพรรดิดารา ต้นไม้เทพแห่งสวรรค์ตั้งตระหง่านอยู่กลางหอ กิ่งก้านที่เก่าแก่ไม่รู้ผ่านกาลเวลามานานแค่ไหน ตอนนี้มีผลวิญญาณหลายลูกโตเท่ากำปั้น แม้ยังไม่สุกเต็มที่ แต่เริ่มส่งกลิ่นหอมจางๆ ออกมาแล้ว
โม่หยางนั่งสมาธิอยู่ใต้ต้นไม้เทพ มีม้วนหนังสือเก่าๆ เล่มหนึ่งวางเปิดอยู่บนตัก นี่คือคัมภีร์เทพสังหาร ซึ่งแก่นแท้ของวิชากระบี่นี้อยู่ที่การเข้าใจในเจตนาแห่งกระบี่
โม่หยางตั้งใจศึกษาอย่างละเอียด ผ่านไปไม่นานเหงื่อเม็ดเล็กๆ ก็ซึมออกมาบนหน้าผาก ตัวอักษรที่ดูคล้ายยุ่งเหยิงเหล่านั้น กลับค่อยๆ กลายเป็นพลังของกระบี่ที่สาดส่องไปทั่วโดยไม่รู้ตัว ในชั้นสามนี้จึงเต็มไปด้วยพลังคมกล้า
“ใช้พลังปราณเร่งเร้า รวบรวมเจตนากระบี่ที่ไร้รูปด้วยจิตใจอันแน่วแน่ไร้ผู้ต้านเท่านั้น จึงจะปลดปล่อยความคมกล้าออกมาได้เต็มที่ ถึงขั้นไร้สิ่งใดขวางกั้น ภูตผีขวางหน้าก็สังหารภูตผี เทพขวางหน้าก็เข่นฆ่าเทพ… นี่คงเป็นเจตนาแท้จริงของเคล็ดกระบี่นี้สินะ?” โม่หยางพึมพำเบาๆ
นับตั้งแต่ศิษย์พี่หญิงหกมอบเคล็ดกระบี่นี้ให้เขา เขาใช้เวลานานในการศึกษาแต่ก็ได้แค่รูปแบบภายนอก เวลาใช้จริงกลับไร้ประสิทธิภาพราวกับไร้ค่า
ครั้งนี้เขาสงบจิตใจลงได้ และรู้สึกว่าตนเองขาดซึ่งความแน่วแน่ เหมือนกระบี่ที่ไร้ความแหลมคม เพราะนับตั้งแต่เขาเข้ามาดินแดนตอนกลาง เมื่อต้องเผชิญหน้าศัตรูที่แข็งแกร่ง เขามักเลือกที่จะหลบหนีโดยไม่รู้ตัว ทำให้สูญเสียความเด็ดขาดและคมกล้าไป
อีกทั้งเขายังผ่านการฆ่าฟันจริงๆ มาน้อยเกินไป ทำให้ขาดจิตสังหารที่เป็นแก่นแท้ จึงไม่อาจเข้าใจเคล็ดกระบี่นี้ได้สำเร็จเสียที
ตอนนี้เมื่อเขาเริ่มเข้าใจ มือทั้งสองของเขาก็เริ่มเคลื่อนไหวโดยไม่รู้ตัว พลังของกระบี่ไหลเวียนออกจากปลายนิ้วราวคลื่นน้ำ ในชั่วพริบตา ชั้นที่สามของหอจักรพรรดิดาราก็เต็มไปด้วยพลังแห่งกระบี่ ราวกับมีกระบี่ไร้รูปร่างหลายสิบเล่มลอยวนอยู่
ต้นไม้เทพแห่งสวรรค์ส่งเสียงสั่นสะเทือน ใบไม้สีเขียวร่วงกราวตกลงมารอบตัวเขา
โม่หยางสะดุ้งตื่นขึ้นทันที เมื่อเขาลืมตาขึ้น พลังของกระบี่รอบตัวก็พลันสลายไป
“ข้าเข้าใจแล้ว!” โม่หยางใช้นิ้วสองนิ้วคีบใบไม้ที่ร่วงหล่นมาหนึ่งใบ ก่อนจะปล่อยพลังปราณกระบี่ออกจากปลายนิ้ว ใบไม้นั้นก็พลันสลายเป็นเถ้าผงทันที
โม่หยางตกใจ รีบตรวจสอบพลังในร่าง พบว่าพลังยุทธ์ของเขาเพิ่มขึ้นอย่างไม่รู้ตัว จากขั้นราชันยุทธ์ระดับสามที่เพิ่งทะลวงมาไม่นาน เวลานี้กลับเข้าใกล้ระดับสูงสุดของขั้นราชันยุทธ์ระดับสามแล้ว
…
หลายวันต่อมา เจ้าหมาน้อยที่ออกไปสืบข่าว กลับได้ยินเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับโม่หยางแทน
ที่โรงเตี๊ยม โม่หยางสีหน้าเคร่งเครียด เมื่อได้รู้ว่าสกุลมู่สืบรู้ว่าเขาเคยฝึกอยู่ที่สำนักเล็กๆ แห่งหนึ่งชื่อหลิงซวี และประกาศว่าจะกวาดล้างสำนักนั้น
“พวกมันจงใจทำให้ข้าไขว้เขว หวังเบี่ยงเบนความสนใจข้าเพื่อไม่ให้ข้ามีโอกาสลอบโจมตีพวกมัน!” โม่หยางกล่าวด้วยสีหน้าดุดัน
แม้เขาจะไม่ได้ผูกพันกับหลิงซวีมากนัก แต่เขาก็เติบโตที่นั่นถึงสิบปี ทั้งยังมีอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้วอยู่ที่นั่นด้วย เขาจึงไม่ต้องการให้สำนักนั้นถูกทำลายเพราะเขา
“ได้ยินว่าสกุลมู่ส่งยอดฝีมือหลายคนไปแล้ว!” เจ้าหมาน้อยกล่าว
“เราต้องกลับไปที่หลิงซวีสักครั้ง ถ้าไม่ไปสำนักคงถูกลบหายไปจากแผ่นดินแน่!” โม่หยางลุกขึ้นยืนทันที
“แต่พวกมันอาจใช้กลลวงให้เจ้าออกไปจากดินแดนตอนกลางนะ!” เจ้าหมาน้อยเตือน
“ถ้าเช่นนั้นก็ไปเร็วกลับเร็ว ใช้ค่ายกลส่งตัว ไม่พักกลางทางก็เสียเวลาไม่นาน!” โม่หยางตัดสินใจทันที
“เจ้าหนู เจ้าจะไปเมื่อไหร่?”
“เดี๋ยวนี้!”