- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 204 หากเจ้ามีพลังเหนือโลกหล้า
บทที่ 204 หากเจ้ามีพลังเหนือโลกหล้า
บทที่ 204 หากเจ้ามีพลังเหนือโลกหล้า
เวลานี้โม่หยางยังไม่ทันได้ตระหนักถึงผลกระทบที่จะตามมาจากการตัดสินใจครั้งนี้ของเขาเลยแม้แต่น้อย
ยามจากยอดเขาธิดาศักดิ์สิทธิ์ เมื่อเห็นอวี้เหยาขวางหน้าผู้อาวุโสห้าของแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน ซ้ำยังเร่งเร้าให้เขารีบหนีไปหลายครั้งหลายครา หัวใจของโม่หยางพลันรู้สึกปั่นป่วนวุ่นวาย คล้ายกับถูกคมมีดกรีดแทงเข้าไปในหัวใจอย่างแรง
ในความทรงจำของเขา มีเพียงอาจารย์ที่จากโลกนี้ไปแล้วเท่านั้นที่จะทำเช่นนี้เพื่อเขา
เวลานั้นเองเขาจึงตัดสินใจได้ว่า การแต่งงานครั้งนี้เขาไม่มีวันยอมเด็ดขาด
หลังโม่หยางจากไป ผู้อาวุโสห้าไม่มีโอกาสไล่ตามเขาไป เพราะถูกอวี้เหยาขัดขวางไว้อย่างเหนียวแน่น และโม่หยางในตอนนี้ก็ไม่ใช่เหมือนโม่หยางคนเดิมอีกแล้ว หลังผ่านศึกที่เมืองมู่หวัง เขาได้ทะลวงขอบเขตและเข้าสู่ขั้นราชันยุทธ์ สามารถเหาะเหินบนฟ้าได้แล้ว
ภายในลานสวนบนยอดเขา ผู้อาวุโสห้าสีหน้าเดือดดาล จ้องมองอวี้เหยาอย่างเขม็ง กล่าวเสียงเย็นชาว่า “ธิดาศักดิ์สิทธิ์แอบนัดพบไอ้สารเลวนั่นยามวิกาล คราวก่อนข้ายังไม่ได้รายงานแดนศักดิ์สิทธิ์ ครั้งนี้ข้าจะดูว่าเจ้าจะอธิบายกับแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างไร!”
ในฐานะที่อวี้เหยาเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ เขาย่อมไม่กล้าลงมือกับนางโดยตรง และเขาในฐานะผู้อาวุโสของแดนศักดิ์สิทธิ์เองก็รู้ดีว่าธิดาศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่เห็น แม้นางจะมีพลังเพียงขั้นเหนือสามัญ แต่เขากลับรู้ดีว่าพลังที่แท้จริงของนางสูงส่งเพียงใด อีกทั้งในมือนางยังมีธนูที่แม้แต่เขาก็ยังไม่กล้าประเมินพลังของมัน
อวี้เหยาเฝ้ามองฟ้ากว้างเงียบๆ จนเมื่อเห็นโม่หยางจากไปไกลลับสายตาแล้ว นางจึงค่อยหันกลับมา มองผู้อาวุโสห้าด้วยสีหน้าสงบ กล่าวเสียงเรียบว่า “ท่านผู้อาวุโสห้า ในแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ท่านเป็นผู้อาวุโส ข้าให้เกียรติจึงเรียกท่านว่าผู้อาวุโส แต่หากท่านยังกล่าววาจาไม่ให้เกียรติข้าอีก อย่าหาว่าข้าไร้มารยาทต่อผู้ใหญ่!”
อวี้เหยาน้อยครั้งนักที่จะโกรธ ไม่เพียงเพราะนิสัยแต่กำเนิดของนางเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับวิชายุทธ์ที่นางฝึกอีกด้วย แต่คราวนี้นางโกรธขึ้นมาแล้วจริงๆ มิฉะนั้นคงไม่กล่าววาจาเช่นนี้ออกไป
ผู้อาวุโสห้าจ้องมองนางเงียบๆ ก่อนจะส่งเสียงฮึเย็นชาคราหนึ่ง แล้วสะบัดหน้าจากไปทันที
อวี้เหยาก้าวเดินออกไปยังนอกลานสวน สายตามองตามทิศทางที่โม่หยางจากไป ในดวงตาสุกใสปานสายน้ำฤดูใบไม้ร่วงของนางปรากฏระลอกคลื่นบางเบา ก่อนจะกลายเป็นความเศร้าสร้อยอย่างลึกซึ้ง
‘หากเจ้ามีพลังเหนือโลกหล้า หรือหากเจ้าสังกัดสำนักใหญ่โต ข้าก็คงไม่ลังเลที่จะละทิ้งทุกสิ่ง หนีตามเจ้าไปสุดขอบฟ้า…’
‘แต่ว่าในตอนนี้ เจ้ายังอ่อนแอเกินไป หากเจ้าถูกดึงเข้ามาพัวพัน คงมีแต่จะทำให้เจ้าต้องตายอย่างเปล่าประโยชน์…’
นางพึมพำกับตนเองด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาจนแทบไม่ได้ยิน
มองดูยอดเขาธิดาศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบ พลันสองแขนโอบไหล่ของตนไว้ นางรู้สึกว่าความหนาวเหน็บกำลังแทรกซึมเข้ากระดูก
เป็นครั้งแรกในชีวิตที่รู้สึกว่ายอดเขาที่อบอุ่นราวฤดูใบไม้ผลินี้กลับกลายเป็นยอดเขาน้ำแข็งอันเย็นเยียบไปเสียแล้ว ความหนาวเหน็บจนถึงกระดูกนี้ทำให้นางถึงกับตัวสั่นสะท้าน
นับตั้งแต่ถูกแต่งตั้งเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ นางต้องอาศัยอยู่เพียงลำพังบนยอดเขานี้ ที่นี่เปรียบเสมือนเขตต้องห้ามของแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน ตลอดหลายปีที่ผ่านมานางไม่เคยรู้สึกอ่อนแอหรือโดดเดี่ยว แต่ในคืนนี้ ยามเห็นแสงจันทร์ขาวซีดส่องกระทบผืนฟ้า นางรู้สึกถึงความโดดเดี่ยวอ้างว้างอย่างลึกซึ้งเป็นครั้งแรก
ในสายตาของผู้คนทั่วดินแดนเสวียนเทียน นางคือธิดาศักดิ์สิทธิ์ที่ทุกคนเคารพบูชา บรรดาศิษย์หนุ่มสาวมากมายต่างหลั่งไหลมาด้วยหวังจะได้เห็นใบหน้างดงามไร้ที่เปรียบของนาง เพียงแต่ตอนนี้นางกลับรู้สึกว่าสุดท้ายแล้ว นางก็เป็นเพียงตัวหมากบนกระดานเท่านั้นเอง
…
ทางด้านโม่หยาง หลังจากกลับเข้าสู่หอจักรพรรดิดารา เขานั่งสมาธิบำเพ็ญตน แต่จิตใจก็ยังคงสับสนวุ่นวาย จนยากจะสงบได้
เขารู้ดีว่าการเข้าไปขัดขวางการแต่งงานครั้งนี้ จะยิ่งทำให้สกุลมู่และแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนโกรธแค้นเป็นทวีคูณ สกุลมู่นั้นเขาไม่ใส่ใจ เพราะเป็นศัตรูที่ต้องสู้กันจนตายอยู่แล้ว แต่ความโกรธของแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนไม่ใช่สิ่งที่เขาจะรับไหว
นั่งสมาธิอยู่พักใหญ่ เขาลุกขึ้นไปยังชั้นสี่ของหอจักรพรรดิดารา พยายามเรียกหาวิญญาณแห่งหอหลายต่อหลายครั้ง แต่วิญญาณแห่งหอก็ไม่ตอบสนองหรือปรากฏตัวเลย
ในเวลานี้ โม่หยางคิดว่าเขามีเพียงหอจักรพรรดิดาราเป็นที่พึ่งพิง แต่หลายครั้งที่เขาพยายามเรียก มันกลับเหมือนถูกปิดผนึกไว้ในตันเถียนของเขา ไม่มีการตอบสนองใดๆ ทั้งสิ้น
ครั้นจนปัญญา โม่หยางจึงกลับมาที่ชั้นสาม นั่งสมาธิใต้ต้นไม้เทพแห่งสวรรค์ พยายามทำใจให้สงบอีกครั้ง
หลังจากจิตใจสงบลง สัญลักษณ์ประหลาดที่อวี้เหยาเคยมอบให้เขาก็ปรากฏขึ้นในหัวอีกครั้ง มันเคยเป็นส่วนหนึ่งของตำรับโอสถโบราณที่ขาดหายไป ซึ่งเขาเคยได้รับมาโดยบังเอิญจากอวี้เหยา
ครั้งนั้นเจ้าหมาน้อยเคยเตือนว่า สัญลักษณ์นี้อาจเป็นวิชาวัฏจักรวิญญาณในตำนานของยอดฝีมือโบราณผู้หนึ่ง เขาไม่กล้าไปยุ่งกับมันมากนัก แต่ตอนนี้กลับผุดขึ้นมาในใจอีกครั้งอย่างชัดเจน
“สัญลักษณ์นี่แปลกประหลาดเกินไปแล้ว!” โม่หยางรีบสลัดหัวไล่ความคิดนี้ออกไป
รุ่งเช้าวันถัดมา เจ้าหมาน้อยกลับมาถึงโรงเตี๊ยม ครั้นได้ยินว่าโม่หยางมุ่งหน้าไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน แถมยังคิดจะขัดขวางการแต่งงานระหว่างสกุลมู่กับแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน มันก็ถึงกับตกตะลึง
“เจ้าหนู เจ้าออกจากประตูเรือนแล้วลืมปิดประตูหรือไร? หรือว่าเจอวัวม้าลาเข้ามาเตะหัวกลางทางระหว่างไปแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน?” เจ้าหมาน้อยจ้องโม่หยางพลางถามอย่างจริงจัง
โม่หยางกล่าวเสียงเรียบ “ข้าพูดเรื่องจริงจังกับเจ้าอย่างไรก็เป็นปีศาจเฒ่าตัวหนึ่งแล้ว ไม่มีกลวิธีให้ทะลวงพลังได้บ้างหรือ?”
เจ้าหมาน้อยมองเขาราวกับเห็นคนโง่ กล่าวออกมาอย่างเย็นชา “เจ้าหนู เจ้าคงยังไม่ตื่นเต็มตาใช่หรือไม่? เหตุใดถึงถามคำถามโง่เง่าขนาดนี้? แม้แต่สัตว์อสูรผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในใต้หล้าเช่นข้ายังจนปัญญาเพราะเจ้าเลยนะ!”
เห็นโม่หยางมีสีหน้าจริงจัง ไร้แววล้อเล่น เจ้าหมาน้อยจึงเอ่ยต่อ “เส้นทางแห่งการฝึกยุทธ์นั้นเดิมทีไม่มีทางลัดให้ก้าว กระทั่งเจ้าเปิดสองตำหนักวิญญาณในขั้นจ้าวยุทธ์แล้ว มิใช่เพียงแค่การทะลวงสู่ขั้นราชันยุทธ์จะยากเย็นยิ่ง แม้แต่การก้าวเข้าสู่ขั้นเหนือสามัญ ก็ยังเป็นอุปสรรคขวางกั้น!”
มันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เจ้าหนู อย่าได้หุนหันพลันแล่น แม้ว่าพี่เจ้าจะสนับสนุนการคลุ้มคลั่งเพื่อรักของเจ้า แต่เจ้าก็อย่าให้ความรักทำให้หัวเจ้าตามืดบอด เจ้ารู้หรือไม่ว่าโบราณเคยกล่าวไว้ว่า หากใจไร้หญิงสาว การชักกระบี่จึงมีเทพสถิต!”
โม่หยางเบิกตากว้างมองมันอย่างเคืองขุ่น รู้สึกว่าชาติปางก่อนคงทำกรรมไว้หนัก จึงได้มาพบตัวประหลาดเช่นนี้ เขาอยากจะฟาดเจ้าสัตว์นี่ให้ตายด้วยฝ่ามือเดียวจริงๆ
เจ้าหมาน้อยเปลี่ยนสีหน้าเป็นจริงจัง ถามด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เจ้าหนู เจ้าคิดถึงผลลัพธ์แล้วหรือไม่?”
“เจ้าต้องรู้ว่า อย่าว่าแต่เจ้าจะทำลายพิธีแต่งงานนี้ไม่ได้ ต่อให้เจ้าทำสำเร็จ ในชั่วขณะนั้น ประตูนรกก็จะเปิดออกรอต้อนรับเจ้าแล้ว! ไม่ว่าจะเป็นสกุลมู่ สำนักเสียงเซียน สำนักต้าต้าว หรือแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน เจ้าคิดว่าเจ้ามีกี่ชีวิตที่จะต่อกรกับพวกมัน?”
โม่หยางมีสีหน้าเรียบเฉย กล่าวตอบ “ก็แค่เพิ่มแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนมาอีกหนึ่งเท่านั้น สุดท้ายเรื่องทั้งหมดก็เริ่มต้นจากข้า ต่อให้ข้าไม่เข้าไปพัวพัน วันหน้าก็ต้องเผชิญกับการตามล่าที่โหดเหี้ยมยิ่งกว่าอยู่ดี”
เขากล่าวต่อ “และที่สำคัญที่สุด...การแต่งงานครั้งนี้ ข้าไม่ยินยอมเด็ดขาด!”
“เฮอะๆ เจ้าหนู ข้าไม่อยากจะบอกว่าข้าเห็นด้วยกับเหตุผลไร้น้ำหนักของเจ้า...เจ้าหมาน้อยอย่างข้าล่ะชอบมันยิ่งนัก!” เจ้าหมาน้อยแลบลิ้นเลียปาก ราวกับกลายเป็นหมาอีกตัวทันที นิสัยเปลี่ยนเป็นคนละขั้วในพริบตา