- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 206 สังหารท่ามกลางความมืด
บทที่ 206 สังหารท่ามกลางความมืด
บทที่ 206 สังหารท่ามกลางความมืด
โม่หยางกับเจ้าหมาน้อยไม่ได้รั้งรอ หลังเตรียมตัวอย่างง่ายดายแล้ว ทั้งคู่ก็ลอบออกจากเมืองเสวียนเทียนในทันที
“เจ้าหนู ไหนเจ้าบอกว่าไม่ได้ผูกพันอะไรกับสำนักหลิงซวีแล้ว? เจ้าสนแค่ตาเฒ่าที่ตายไปแล้วคนนั้นนี่นา เจ้ายังจะสนใจพวกนั้นไปทำไม? บนแผ่นดินนี้มีสำนักเล็กๆ แบบนั้นอยู่มากมาย ล้วนแต่ปล่อยให้เป็นไปตามโชคชะตาทั้งสิ้น!” เจ้าหมาน้อยยังคงมีท่าทีไม่เต็มใจที่จะออกจากเมืองเสวียนเทียน เพราะหลายวันนี้มันใช้ชีวิตสุขสบายเกินไป
“แม้อาจารย์จะจากไปแล้ว แต่ข้าเคยอยู่ที่นั่นถึงสิบปี ข้าย่อมไม่อยากให้พวกเขาเดือดร้อนเพราะข้า!” โม่หยางกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เมื่อคิดย้อนกลับไปถึงอดีต เขาค่อยๆ ปล่อยวางเรื่องราวในตอนนั้นลงได้แล้ว แต่ก่อนเขาเคยมีความแค้นเคืองกับสำนักหลิงซวี เพราะการตายของอาจารย์ที่สำนักยอมจำนนจนถึงขั้นโทษว่าเขาเป็นต้นเหตุ แต่ตอนนี้เขาเข้าใจแล้ว ว่าสำนักก็เพียงต้องการเอาตัวรอดเท่านั้น
…
หลังออกจากเมืองเสวียนเทียน โม่หยางมาถึงพื้นที่ไร้ผู้คนแห่งหนึ่ง แล้วเริ่มลงมือวาดค่ายกลส่งตัว
สำนักหลิงซวีตั้งอยู่ทางตะวันตกของแผ่นดินใหญ่ ไกลจากดินแดนตอนกลางเป็นอย่างมาก แม้จะเดินทางด้วยค่ายกลส่งตัว ก็ยังต้องใช้เวลาหลายวัน
ทั้งสองจึงเริ่มต้นการเดินทางสู่ตะวันตกของแผ่นดินใหญ่ในทันที
“เจ้าหนู ไม่ใช่ว่าข้าดูถูกเจ้านะ แต่เจ้าควรตั้งใจศึกษาเรื่องค่ายกลหน่อย คนอื่นเขาสร้างค่ายกลส่งตัวทีเดียวเดินทางได้หลายหมื่นลี้ แต่เจ้ากลับสร้างได้แค่นี้… เฮ้อ เดินยังกับเต่า!” เจ้าหมาน้อยกล่าวด้วยสีหน้ารังเกียจ มองดูโม่หยางที่เหงื่อไหลท่วมทุกครั้งที่วาดค่ายกล แต่ประสิทธิภาพกลับต่ำมาก
โม่หยางไร้คำพูด เจ้าสัตว์นี่ดีแต่พูด ตัวเขาเรียนรู้ค่ายกลนี้ด้วยตัวเองโดยไร้ผู้ชี้แนะ มันจะให้เขาทำได้ดีเพียงใดกัน?
แม้เขาจะเป็นศิษย์สำนักหยางสวรรค์ แต่กลับไม่เคยแม้แต่จะพบหน้าอาจารย์ ไม่ต้องพูดถึงการชี้แนะเลย หากเขาไม่ได้พบศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ มาก่อน เขาคงจะคิดว่าสำนักนี้ไม่มีจริงแล้วเสียด้วยซ้ำ
“เจ้าหนู เจ้าได้ม้วนอักษรแปรมาแล้ว ควรตั้งใจศึกษาให้ดี วิชานี้ครอบคลุมทุกศาสตร์ เจ้าอย่าปล่อยให้เสียของ!” เจ้าหมาน้อยกล่าวด้วยท่าทางเหมือนปรมาจารย์ผู้ทรงภูมิ ปากก็พร่ำสอนโม่หยางไป มือก็ไพล่หลังพลางยื่นคางทำสีหน้าดูแก่ชรา ทว่าท่ายืนกลับดูภาคภูมิยิ่ง
โม่หยางทำได้เพียงปลอบตัวเองว่า เขาคงคบสหายไม่ระวังไปเอง
หลังจากใช้ค่ายกลส่งตัวหลายครั้ง สองวันผ่านไป ในที่สุดโม่หยางกับเจ้าหมาน้อยก็มาถึงชายแดนระหว่างดินแดนตอนกลางกับดินแดนตะวันตก
หลังออกจากค่ายกลส่งตัว โม่หยางนำโอสถฟื้นฟูพลังมากลืน ก่อนจะนั่งสมาธิปรับลมปราณ
เจ้าหมาน้อยไม่อยู่นิ่ง กระโจนเข้าไปในป่าใกล้ๆ ไม่นานนักก็มีเสียงสัตว์ป่าร้องโหยหวน ฝูงนกแตกตื่นบินหนีไปทั่ว
ไม่นานหลังจากนั้น เจ้าหมาน้อยก็ลากกวางป่าตัวหนึ่งออกมา แล้วเริ่มจุดกองไฟขึ้นอย่างชำนาญ
เมื่อโม่หยางปรับลมปราณเสร็จเรียบร้อย กวางป่าตัวนั้นก็ถูกย่างจนเกือบสุกแล้ว กลิ่นหอมฉุยลอยอบอวลจนทำให้โม่หยางรู้สึกหิวขึ้นมาทันที
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าสัตว์แก่ตัวนี้ยังจะย่างเนื้อเป็นด้วย ไม่เลวเหมือนกันนี่นา!” โม่หยางแกล้งเอ่ยชมเจ้าหมาน้อยเล่นๆ
“เจ้าหนู เจ้าดูถูกข้าเกินไปแล้ว! ข้าคือเทพสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในฟ้าดิน เจ้าควรเปลี่ยนมุมมองเสียใหม่ ไม่อย่างนั้นจะยิ่งใหญ่อย่างข้าได้อย่างไร?” เจ้าหมาน้อยเริ่มบรรยายอย่างภาคภูมิ
“พอเถอะๆ เจ้าโอ้อวดจนข้าชินแล้ว!” โม่หยางรีบพูดขัดทันที
เจ้าหมาน้อยหัวเราะแล้วหยิบไหสุราสองไหออกมา “เจ้าหนู คืนนี้เราพี่น้องไปด้วยกัน ต้องดื่มให้เต็มที่!”
หลังจากกินอิ่มดื่มพอ เจ้าหมาน้อยก็นอนกรนคร่อกๆ ไปทันที
ส่วนโม่หยางยังคงนั่งสมาธิบำเพ็ญตนต่อไป ทุกเสี้ยวเวลาสำหรับเขามีค่ายิ่งนัก หากต้องการไล่ตามยอดฝีมือหนุ่มสาวทั่วแผ่นดิน เขาต้องขยันให้มากขึ้นหลายเท่า
จนกระทั่งกลางดึก หลังจากปรับลมปราณเสร็จ โม่หยางโยนฟืนลงในกองไฟเพิ่มอีกเล็กน้อย
แต่ในจังหวะนั้นเอง คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากันทันที สัมผัสถึงภัยอันตรายที่กำลังใกล้เข้ามา
แม้ภายนอกเขาจะทำทีเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ยังคงโยนฟืนลงในกองไฟตามปกติ แต่เขารู้ชัดว่าแถบนี้มียอดฝีมือหลบซ่อนอยู่แน่ และระดับพลังต้องสูงกว่าขั้นราชันยุทธ์ ไม่เช่นนั้นเขาคงสัมผัสถึงตัวอีกฝ่ายได้เร็วกว่านี้
ฉัวะ!
ท้องฟ้ายามราตรีพลันส่งเสียงกระบี่เบาๆ แสงกระบี่ฟันแหวกอากาศลงมาอย่างเงียบเชียบ เป้าหมายคือโม่หยาง
โม่หยางยิ้มเย็นชา พลิ้วตัวหลบฉากออกไป พร้อมชักกระบี่ออกมาฟาดฟันขึ้นไปบนท้องฟ้า
บูม!
แสงกระบี่ยาวหลายจั้งสว่างวาบราวกับกลางวัน เจ้าหมาน้อยถูกแรงปะทะจากกระบี่กระเด็นกลิ้งไปตามพื้น แม้ไม่เจ็บแต่ก็ร้องโวยวายเสียงดังลั่น
“ไอ้หน้าโง่คนไหนมันบังอาจรบกวนการนอนของข้า!” เจ้าหมาน้อยตะโกนด่าขึ้นไปบนฟ้า
“หุบปากซะ เจ้าหมาปากเสีย!” เสียงเย็นชาดังขึ้นจากกลางอากาศ ชายชราคนหนึ่งถือกระบี่ ยืนลอยอยู่ด้านบนอย่างสงบ
“ที่แท้พวกเจ้าก็ดักรอข้าที่นี่ จงใจปล่อยข่าวลือออกมาเพื่อลวงข้าออกมาใช่หรือไม่?” โม่หยางกล่าวอย่างเย็นชา
“อย่างเจ้าถ้าไม่มีหอจักรพรรดิดาราก็เป็นแค่แมลงตัวหนึ่ง คืนนี้เจ้าต้องตายที่นี่!”
ทันใดนั้นเอง ธงดำเก้าผืนพลันร่วงลงมาจากฟากฟ้า ปิดล้อมพื้นที่โดยรอบเอาไว้ในทันที