- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 199 หัวใจของหอจักรพรรดิดารา
บทที่ 199 หัวใจของหอจักรพรรดิดารา
บทที่ 199 หัวใจของหอจักรพรรดิดารา
โม่หยางยังคงจมอยู่ในความรู้สึกสับสนไม่คลาย หอศิลาที่ซุกซ่อนอยู่ในตันเถียนของเขามาตลอดนั้น เขาเองยังไม่แน่ใจว่ามันเข้าไปอยู่ในร่างกายของเขาตั้งแต่เมื่อใดแล้ว หรือว่าภายในหอศิลาแห่งนี้ จะมีสุสานซุกซ่อนอยู่จริงๆ?
เพียงคิดถึงความเป็นไปได้นั้น หนังศีรษะของเขาก็เย็นเยียบขึ้นมาทันที
เขาอดไม่ได้ที่จะคิดถึงอีกความเป็นไปได้หนึ่ง เพราะนี่คือหอจักรพรรดิดารา ไม่มีข้อสงสัยว่าสิ่งนี้ถูกหลอมขึ้นโดยจักรพรรดิดาราเอง การที่ภายในจะมีสุสานปรากฏขึ้น ก็มีความเป็นไปได้สูงว่านั่นอาจเป็นสุสานของจักรพรรดิดาราเอง
ท้ายที่สุดแล้ว สมบัติล้ำค่าระดับจักรพรรดิ ย่อมไม่มีทางเก็บซากศพของผู้อื่นไว้ได้ตามปกติ
โม่หยางนึกย้อนถึงคำพูดของเจ้าหมาน้อยในอดีตว่า จักรพรรดิดาราคือผู้ปกครองดินแดนดารา และมีความเกี่ยวพันกับเขาอย่างลึกซึ้ง เขาเคยสงสัยอยู่เหมือนกันว่าจักรพรรดิดารานั้น อาจมีสายเลือดเดียวกันกับเขา
ความคิดของเขาเต็มไปด้วยความสับสน และเมื่อเห็นแท่นศิลาแตกหักที่อยู่ภายในหอศิลา ยิ่งทำให้ความสงสัยและคาดเดานับไม่ถ้วนถาโถมเข้าใส่หัวใจของเขา
แท่นศิลานั้นพังทลายอย่างหนัก ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะกาลเวลาหรือเพราะฝีมือผู้ใด เหลืออยู่เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น แต่กลับเต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลาอันยาวนาน สะท้อนถึงความทรงพลังที่น่าหวาดเกรง
โม่หยางค่อยๆ ระงับความคิดฟุ้งซ่าน แม้ว่าทุกอย่างจะเป็นดั่งที่เขาคาดไว้ก็ตาม แต่สิ่งนั้นก็คือความจริง เขาทำได้เพียงยอมรับ
หากแท่นศิลานี้เป็นสุสานของจักรพรรดิดาราจริง และหากความเกี่ยวพันระหว่างจักรพรรดิดารากับเขาเป็นดั่งที่คาดไว้ อย่างน้อยที่สุด เขาก็อาจจะได้พบญาติคนหนึ่งแล้ว
เขาก้าวไปทีละก้าวเข้าใกล้แท่นศิลา แม้มันจะหักไปแล้ว แต่ส่วนที่เหลือก็ยังสูงถึงสี่ถึงห้าจั้ง มองเห็นได้ชัดเจนถึงร่องรอยของอาวุธอันแหลมคมที่เคยประทับลงบนนั้น
ทว่าหลังจากสำรวจดูโดยรอบ เขากลับไม่พบสิ่งใดเลยนอกจากแท่นศิลา ไม่ปรากฏแม้แต่โลงศพหรือเนินดิน สิ่งนี้ทำให้เขารู้สึกโล่งใจอยู่บ้าง แต่ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความสงสัยให้มากขึ้นเป็นทวีคูณ
“มีแค่แท่นศิลาชิ้นเดียวเช่นนี้ เหตุใดจึงต้องครอบครองพื้นที่หนึ่งชั้นของหอศิลา?” เขาพึมพำ
โม่หยางยืนอยู่หน้าแท่นศิลา ยื่นมือออกไปลูบเบาๆ ทว่าทันใดนั้น เขากลับรู้สึกเหมือนถูกสายฟ้าฟาด จิตใจสั่นไหว จนต้องรีบถอยหลังออกมาหลายก้าว
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร ร่างหนึ่งปรากฏอยู่หน้าแท่นหิน
และในพริบตาที่เห็นชายผู้นั้น โม่หยางก็ถึงกับยืนนิ่ง ความตกใจจนไม่อาจพรรณนาได้ถาโถมเข้าใส่
เพราะชายผู้นั้นดูเหมือนกับเศษเสี้ยวแห่งจิตที่เขาเคยเห็นในหอจักรพรรดิดาราครั้งแรก ราวกับเป็นคนเดียวกันไม่มีผิด
แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่านั้น คือการที่เขารับรู้ได้ถึงชีพจรของอีกฝ่าย ร่างนี้หาใช่เศษเสี้ยวแห่งจิต หากแต่เป็นคนมีชีวิตจริงๆ!
สมองของโม่หยางว่างเปล่าไปครู่หนึ่ง ไม่ใช่เพราะความหวาดกลัว แต่เพราะความตะลึงล้นเกิน
‘ไม่ใช่ว่าเหล่าจักรพรรดิไม่สามารถเป็นอมตะได้แล้วหรือ? เหตุใดจักรพรรดิดารายังมีชีวิตอยู่? เขาทำได้อย่างไรถึงสามารถหยุดยั้งการกัดกร่อนของกาลเวลาได้?’
คำถามนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นในหัวของโม่หยาง เพราะสิ่งที่เขาเผชิญอยู่ในเวลานี้ ได้ทำลายสามัญสำนึกลงอย่างสิ้นเชิง
“ข้ามิใช่จักรพรรดิดารา”
เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นโดยไม่ให้โม่หยางทันได้ตั้งสติ น้ำเสียงสงบนิ่งราวกับรับรู้ถึงทุกสิ่งที่อยู่ในใจของเขา
โม่หยางถึงกับตะลึง ‘ไม่ใช่จักรพรรดิดาราอย่างนั้นหรือ? หรือว่าเขาคิดผิดมาตลอด?’
หากไม่ใช่จักรพรรดิดารา แล้วชายผู้นี้เป็นใครกันแน่? เกี่ยวข้องกับจักรพรรดิดาราอย่างไร? แล้วใครกันแน่ที่ฝังหอจักรพรรดิดาราไว้ในร่างเขา?
“ท่านผู้อาวุโส...ท่านเป็นใครกันแน่?” โม่หยางพยายามกลั้นความตื่นตระหนก ถามออกไปด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
ชายลึกลับมิได้ตอบกลับโดยตรง เพียงแค่หมุนตัวเดินวนรอบแท่นศิลาแล้วกล่าวว่า “เจ้าห้ามแตะต้องหินนี้เด็ดขาด!”
ก่อนที่โม่หยางจะได้เอ่ยอะไรอีก ชายลึกลับก็เงยหน้าขึ้น สายตาเย็นเยียบราวมองทะลุทุกสรรพสิ่ง จนจิตใจของโม่หยางสั่นสะท้าน
“อย่างน้อย...ตอนนี้ยังไม่ได้” เขากล่าวต่อ
โม่หยางรู้สึกเหมือนมีหมอกทึบในสมอง ถามออกไปโดยไม่ทันไตร่ตรองว่า “แล้วเมื่อใดจึงแตะต้องได้?”
ชายลึกลับตอบ “เมื่อเจ้าแข็งแกร่งพอ เมื่อผนึกในร่างเจ้าคลายหมดสิ้น!”
โม่หยางมองแท่นศิลา รู้สึกว่าแท่นนี้คงมิใช่ของธรรมดาแน่นอน แม้สัมผัสเบื้องต้นจะพบว่าไม่มีสิ่งใดผิดปกติ แต่มันอาจมีความลับที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าที่ตาเปล่ามองเห็น
แต่สิ่งที่เขาอยากรู้ยิ่งกว่านั้นคือ เหตุใดหอจักรพรรดิดาราจึงฝังอยู่ในร่างของเขา ใครกันที่ลงมือ และที่สำคัญที่สุด...เขาคือใครกันแน่?
โม่หยางข่มอารมณ์ตระหนก ถามด้วยความเคารพ “ท่านผู้อาวุโส...ข้ามีคำถามมากมาย ท่านย่อมล่วงรู้ได้ ขอท่านชี้แนะด้วย”
แม้เขาจะไม่เกรงกลัว แต่อยู่ต่อหน้าผู้ที่อาจมีพลังสั่นสะเทือนสวรรค์ได้เช่นนี้ เขาย่อมรู้สึกกดดัน
ชายลึกลับนิ่งไปครู่หนึ่ง คิ้วขมวดแน่นราวกำลังชั่งใจ
จากนั้นกล่าวเพียงว่า “ผู้ที่เจ้าเห็นในครั้งแรก มิใช่ข้า”
คำพูดนั้นทำให้โม่หยางยิ่งงุนงง เขาจำได้แม่นยำว่าหน้าตาของชายผู้นี้เหมือนกับเศษเสี้ยวแห่งจิตที่เคยพบครั้งแรกอย่างกับแกะ เหตุใดเขาจึงไม่ยอมรับ?
“แล้วท่านคือ...?” โม่หยางไม่กล้าคัดค้าน เพียงถามด้วยความเคารพ
“เจ้าหนู ข้าว่าเจ้าคงได้เจอกับวิญญาณแห่งหอนี้เข้าแล้วละ!”
เสียงของเจ้าหมาน้อยดังขึ้นจากทางด้านหลังของชั้นสี่ของหอ มันเดินเข้ามาด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ
“วิญญาณแห่งหอ?” โม่หยางตกใจ เงยหน้าขึ้นมองร่างนั้นอีกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความประหลาดใจ
เจ้าหมาน้อยกล่าวต่อ “หอนี้เสียหายหนักมาก ถึงแม้จะมีแปดชั้นดูเหมือนสมบูรณ์ แต่ความจริงคือหอจักรพรรดิถูกตัดขาดไปบางส่วน ย่อมต้องผ่านศึกที่เกินจะจินตนาการได้ และหากอาวุธเสียหาย วิญญาณอาวุธก็ย่อมได้รับผลกระทบ ตอนนี้มันยังไม่ฟื้นเต็มที่กระมัง”
โม่หยางถอนใจยาวโล่งอกเล็กน้อย ที่แท้สิ่งที่เขาเห็นคือ วิญญาณแห่งหอ หรือวิญญาณแห่งหอจักรพรรดิ ไม่ใช่จักรพรรดิดาราตัวจริง
มิน่าเล่าจึงมีใบหน้าเหมือนกับภาพในความทรงจำราวกับแกะ