- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 200 ม้วนอักษรแปร
บทที่ 200 ม้วนอักษรแปร
บทที่ 200 ม้วนอักษรแปร
แม้จะรู้สึกตะลึง แต่โม่หยางก็พอเข้าใจได้ดีว่า ไม่เพียงแต่ศาสตราเทพระดับจักรพรรดิเท่านั้น แม้แต่ศาสตราเซียนบางชิ้นก็ยังสามารถบ่มเพาะจิตวิญญาณของตนเองขึ้นมาได้
อย่างไรก็ดี สิ่งที่เจ้าหมาน้อยกล่าวก็เป็นเพียงการคาดเดา โม่หยางเองก็ไม่กล้ายืนยันว่านั่นคือความจริง
ขณะนั้นเอง ชายลึกลับผู้นั้นเหลือบตามองเจ้าหมาน้อย ดวงตาสะท้อนความประหลาดใจขึ้นเล็กน้อย แต่เขากลับไม่พูดอะไร ไม่ปฏิเสธ และไม่ตอบรับ
ในสายตาโม่หยาง นี่คือการยอมรับในทางอ้อม หลังจากอยู่ร่วมกับเจ้าหมาน้อยมานาน เขาย่อมรู้ว่าถึงแม้เจ้าหมาน้อยจะชอบเหลวไหล แต่ในเรื่องสำคัญมักไม่เคยพูดผิด
“เจ้ามีคำถามมากมายในใจ แต่เจ้าต้องหาคำตอบด้วยตัวเอง ข้านั้นหลับใหลมานาน เรื่องราวในภายหลังข้าย่อมไม่ล่วงรู้ แม้จะมองเห็นอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่อาจบอกแก่เจ้าได้”
ชายลึกลับเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ชัดเจนว่าเขาไม่ต้องการอธิบายอะไรมากนัก
ถึงจะไม่ได้พูดตรงๆ แต่จากคำพูดของเขา โม่หยางก็เข้าใจแล้ว ชายผู้นี้คือจิตวิญญาณแห่งหอจักรพรรดิดารา หรือวิญญาณแห่งหออย่างไม่ต้องสงสัย
โม่หยางได้แต่ถอนใจเงียบๆ ดูท่าว่าจะไม่สามารถคาดคั้นอะไรออกมาได้อีกแล้ว เขาจึงลองเปลี่ยนคำถาม
“ท่านผู้อาวุโส...จักรพรรดิดารายังมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
ชายลึกลับนิ่งไปสักพัก เขาเดินวนรอบแท่นศิลาเงียบๆ แล้วกล่าวขึ้นว่า
“ไม่มีใครเป็นอมตะได้ แม้แต่จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ก็ไม่พ้นชะตา กลายเป็นผงธุลีไปทีละรุ่น”
“เส้นทางของเจ้า เป็นของเจ้าเอง ข้าจะไม่แทรกแซง”
“แต่เจ้าพึ่งพาพลังภายนอกมากเกินไป มันจะขัดขวางศักยภาพภายในของเจ้า”
“นับจากนี้ เว้นแต่การหลอมโอสถและฝึกฝน เจ้าห้ามใช้พลังของหอนี้เด็ดขาด!”
คำพูดเหล่านั้นราวกับฟ้าผ่าใส่หัวโม่หยาง ยังไม่ทันได้พูดอะไร ร่างของชายลึกลับก็สลายไปทันที
เขายืนอึ้งอยู่ชั่วขณะ แล้วอุทานในใจอย่างงุนงง
‘อะไรนะ! พลังในตัวแท้ๆ ทำไมใช้ไม่ได้!?’
“เฮ้อ...เจ้าหนู ต่อไปก็อยู่แบบเงียบๆ หน่อยเถอะ ข้ารู้สึกว่าเจ้ากับหอนี่ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีกแล้วละ ดูเหมือนพ่อเจ้าของหอจะกลับมาแล้ว!”
เจ้าหมาน้อยส่ายหัวไปมาอย่างระอา
“หอจักรพรรดิดารารวมเป็นหนึ่งกับข้าแล้ว ทำไมข้าควบคุมมันไม่ได้?” โม่หยางกล่าวเสียงเครียด
“เฮอะ เจ้าช่างไร้เดียงสา! หากเจ้าไม่ใช่ผู้ที่หลอมหอจักรพรรดินี้เอง แม้จะหลอมรวมยังไงก็ไร้ประโยชน์ มีทางเดียวคือต้องแข็งแกร่งพอจนควบคุมวิญญาณศาสตราได้!”
เจ้าหมาน้อยพูดพลางมองแท่นศิลา “หืม...นี่คือ สุสานดารา แท่นนี้อาจกักเก็บอะไรบางอย่างที่ไม่ธรรมดาไว้ก็เป็นได้!”
ขณะมันกำลังจะยื่นกรงเล็บไปแตะ โม่หยางก็รีบห้ามทันที เขาจำได้ว่าตอนนั้นวิญญาณแห่งหอมีท่าทีจริงจังอย่างมากเกี่ยวกับแท่นศิลานี้
“ไอ้หนู...เจ้าดูถูกข้ารึไง! พวกเราผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน เจ้าจะไม่ไว้ใจข้าเลยรึ? เจ้าไม่อยากรู้หรือไงว่าข้างในซ่อนอะไรไว้ อาจเป็นสมบัติล้ำค่า”
ไม่ทันขาดคำ หอจักรพรรดิดาราก็สั่นสะเทือนขึ้นมาทันที
เจ้าหมาน้อยรีบหุบปากเงียบ หันไปมองรอบข้างอย่างหวาดระแวง
โม่หยางเองก็ตื่นตกใจ แต่ลึกๆ แล้วเขากลับรู้สึกตื่นเต้น ทุกครั้งที่หอเปิดชั้นใหม่ เขาก็จะได้รับมรดกตกทอดบางอย่าง
แล้วสิ่งที่คาดไว้ก็ไม่ผิด เมื่อหอสั่นสะเทือน ผนังโดยรอบก็เรืองแสงขึ้น ลำแสงสีทองพร่างพรายแผ่ขยายครอบคลุมทั่วทั้งชั้น กลิ่นอายลี้ลับน่าพิศวงปกคลุมอยู่ทุกหนแห่ง
ทันใดนั้นก็มีตัวอักษรโบราณลอยขึ้นกลางอากาศทีละตัว ล่องลอยอยู่ท่ามกลางแสงสีทอง
“นั่นมัน! ม้วนอักษร แปร!” เจ้าหมาน้อยอุทานเสียงดัง ตาโตด้วยความตกใจ
โม่หยางกลับไม่ได้แปลกใจเท่าไหร่ เขาเคยได้รับม้วนอักษรแห่งการเคลื่อนไหว คำว่า ‘ก้าว’ และ “ม้วนอักษรแห่งการต่อสู้ คำว่า ‘สู้’ มาแล้ว
เขาเข้าใจม้วนอักษรก้าวไปได้มากพอสมควร ส่วนม้วนอักษรสู้นั้นแม้จะมีพื้นฐานบ้าง แต่ด้วยระดับพลังในตอนนี้ เขาไม่อาจแสดงศักยภาพของมันออกมาได้
วูมมม!
แสงสีทองแผ่กระจายออกไป เสียงก้องดังขึ้นทั่วทั้งหอ บรรยากาศสงบราบเรียบแปรเปลี่ยนเป็นศักดิ์สิทธิ์
เจ้าหมาน้อยจ้องอักษรโบราณบนผนังหอแน่นิ่ง มันดูจะรู้จักพลังนี้เป็นอย่างดี
แต่ยังไม่ทันได้พินิจนาน อักษรเหล่านั้นก็สลายกลายเป็นแสงสีทอง พุ่งตรงเข้าสู่หว่างคิ้วของโม่หยางในพริบตาเดียว
“เวรกรรม!!” เจ้าหมาน้อยอุทานลั่น
“ไอ้เด็กเวร! ข้าคิดว่าเราเป็นพี่น้องกันแท้ๆ แล้วเจ้ากลับซุกของดีไว้คนเดียว!”
“ที่แท้ท่าทางวิชาตัวเบาแปลกๆ ของเจ้า ก็เพราะเจ้าฝึกม้วนอักษรก้าวอย่างนั้นหรือ?”
โม่หยางเข้าสู่สมาธินั่งขัดสมาธิทันที จิตจดจ่อกับการย่อยข้อมูล เจ้าหมาน้อยเลยได้แค่บ่นๆ แต่ก็ไม่กล้าไปรบกวน
ครึ่งชั่วยามผ่านไป โม่หยางลืมตาขึ้น สายตาเต็มไปด้วยความสงสัย
ม้วนอักษรแปรนี้ แตกต่างจากก้าวกับสู้อย่างสิ้นเชิง มันให้ความรู้สึกแปลกประหลาดคล้ายกับซ่อนอะไรบางอย่างไว้
“เจ้าหนู! แอบกินคนเดียวรู้สึกดีไหม!?” เจ้าหมาน้อยพูดจาเหน็บแนมทันใด
“เจ้ารู้จักม้วนอักษรแปร?” โม่หยางถามกลับทันที สีหน้าเคร่งเครียด
“แน่นอนสิ! เจ้านี่โชคดีจริงๆ!” เจ้าหมาน้อยตอบอย่างไม่สบอารมณ์
“นี่คือศาสตร์ลับแห่งยุคโบราณที่สาบสูญไปแล้ว เพราะมันทรงพลังเกินไปจนถูกจัดให้เป็นวิชาต้องห้าม!”
มันหรี่ตาลง ถามว่า “วิชาตัวเบาของเจ้า ใช่ม้วนอักษรก้าวหรือไม่?”
โม่หยางพยักหน้า
“โอ้สวรรค์! เจ้าปิดบังข้าไว้ได้ตั้งนาน รู้อย่างนี้ข้าควรจะสงสัยตั้งแต่ตอนเห็นเจ้าหายตัวได้เหมือนผี!”
เจ้าหมาน้อยพึมพำต่อ
“ในยุคโบราณ มีเคล็ดวิชาทรงอานุภาพอยู่หกม้วน พวกมันลี้ลับยิ่งกว่าประกาศิตสวรรค์ เรียกกันว่าเคล็ดหกอักษร คล้ายกับหกอักขระมหาเวทย์ในตำนาน แต่ล้ำลึกยิ่งกว่า! วิชาเหล่านี้ได้หายสาบสูญไปนานนับกาล...ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะเป็นผู้รับช่วง!”
โม่หยางนิ่งไปครู่หนึ่ง มองเจ้าหมาน้อยอย่างไม่แน่ใจ
‘ที่แท้นี่ก็คือชื่อของวิชางั้นหรือ จนถึงตอนนี้ แปลว่าข้าได้สามม้วนแล้วงั้นหรือ? หากรวมมันได้ครบจะร้ายกาจขนาดนั้นเลย?’
แม้จะรู้ว่าพลังลี้ลับดีนักหนา แต่เขาก็ยังไม่มั่นใจนักว่าคุณค่าของมันจะสูงลิ่วดังที่เจ้าหมาน้อยว่าไว้จริงหรือไม่...