- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 196 สหายน้อยเข้าใจผิดแล้ว
บทที่ 196 สหายน้อยเข้าใจผิดแล้ว
บทที่ 196 สหายน้อยเข้าใจผิดแล้ว
ในฐานะผู้แข็งแกร่งแห่งสำนักต้าต้าว เขาย่อมเคยได้ยินชื่อโม่หยาง จึงพอเดาได้ว่าสถานที่แห่งนี้คือที่ใด
แม้ภายนอกดูโล่งกว้าง แต่กำแพงโดยรอบกลับปรากฏลวดลายลึกลับแกะสลักอยู่เต็มไปหมด เขารู้ทันทีว่าตนเองถูกดูดเข้าสู่หอคอยศิลาลึกลับของโม่หยางแล้ว!
แต่ยังไม่ทันได้คิดหรือตรวจสอบโดยละเอียด จู่ๆ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันใด เพราะสัมผัสได้ถึงแรงกดดันน่าสะพรึงคล้ายอยู่ในขุมนรก ความกลัวแผ่ซ่านไปทั่วร่างอย่างหาสาเหตุไม่ได้
ทั้งที่หอคอยนี้ไม่มีอะไรเลย แต่กลับรู้สึกหวาดกลัวจนขนลุก
ไม่ห่างออกไปนัก โม่หยางยืนอยู่เงียบๆ พร้อมรอยยิ้มจางๆ
“เจ้าจงใจใช่หรือไม่?” เขาจ้องเขม็งโม่หยาง ตะโกนเสียงกร้าว
เขาฝืนความกลัวเร่งพลังจากตันเถียนเพื่อยับยั้งแรงกดดันรอบกาย
โม่หยางถอนหายใจเบาๆ สายตากวาดมองกำแพงหอคอยรอบทิศ ก่อนจะกล่าวว่า “หากข้าไม่ให้โอกาสเจ้า ข้าก็จะไม่สามารถเก็บเจ้าเข้ามาในนี้ได้”
“ข้าเองก็จนปัญญาแล้ว เจ้าโอรสสวรรค์แห่งสำนักต้าต้าว มีทั้งศาสตราระดับมหาเซียนและม้วนภาพลิขิตสวรรค์ หากปะทะตรงๆ ข้าย่อมแพ้แน่นอน ไหนจะยังมีพวกตระกูลหวังกับตระกูลหวงจ้องเล่นงานข้าอีก!”
“ข้าจึงต้องใช้วิธีที่พวกเขาคาดไม่ถึงสังหารเจ้า เพื่อข่มขวัญคนทั้งหมด ไม่เช่นนั้นการออกไปจากที่นี่คงเป็นเรื่องยาก”
ผู้แข็งแกร่งแห่งสำนักต้าต้าวดวงตาแดงก่ำเต็มไปด้วยเพลิงโทสะ เขาจ้องโม่หยางเขม็ง สีหน้าเริ่มบิดเบี้ยว เอ่ยเสียงต่ำว่า “ไม่ว่าจะยังไง วันนี้เจ้าต้องตาย!”
เขารู้ดีว่าสถานที่แห่งนี้คือหอคอยของจักรพรรดิ โอกาสรอดยากยิ่ง ด้วยพลังของเขาย่อมไม่อาจทำลายหอคอยนี้ได้ ทางรอดเดียวคือสังหารโม่หยาง!
เขาจึงระดมพลังทั้งหมด กระตุ้นวิชาต้องห้ามเพื่อหวังเด็ดหัวอีกฝ่ายในคราเดียว
แต่สิ่งที่เขาได้รับกลับเป็น... ความสิ้นหวัง
แสงกระบี่ต้องห้ามที่สูบพลังเขาจนหมดสิ้น กลับไม่ทันได้แตะตัวโม่หยางด้วยซ้ำ!
พึงรู้ว่าวิชานี้คือกระบวนท่าต้องห้าม ยิ่งกว่านั้นเขายังอยู่ในระดับกึ่งเซียนแล้ว การโจมตีนี้เพียงพอจะปลิดชีพผู้ฝึกยุทธ์ต่ำกว่าขั้นเซียนยุทธ์ในพริบตา หากไม่ใช่เพราะจนตรอก เขาย่อมไม่คิดใช้!
ทว่าพลังอันน่ากลัวนี้กลับถูกสลายไปอย่างง่ายดายต่อหน้าร่างของโม่หยาง ราวกับมีพลังบางอย่างบดขยี้จนกลายเป็นเพียงสายลมที่พัดผมของโม่หยางเบาๆ
และพอแสงกระบี่พังทลาย พลังลี้ลับในหอคอยก็เริ่มพลุ่งพล่านทันที ร่างของเขาสั่นระริก ใบหน้าบิดเบี้ยว เลือดไหลทะลักออกจากปาก ร่างกายเริ่มผิดรูป
“เจ้าคงลืมไปแล้วกระมัง ว่าที่นี่คืออาณาเขตของข้า หากข้าไม่มีความมั่นใจว่าจะฆ่าเจ้าได้ ข้าจะเสี่ยงให้เจ้าหลุดเข้ามาในนี้หรือ?” โม่หยางกล่าวเรียบๆ ไม่สะทกสะท้าน
“เจ้าเป็นตัวอะไรกันแน่! เหตุใดเจ้าถึงควบคุมพลังของหอคอยจักรพรรดิได้ตามใจชอบ?” เขาถามเสียงสั่น
เขาไม่เข้าใจเลยว่าโม่หยางซึ่งมีเพียงพลังขั้นราชันยุทธ์ จะสามารถควบคุมพลังระดับจักรพรรดิได้อย่างไร แถมอีกฝ่ายยังแทบไม่ได้ขยับตัวด้วยซ้ำ
โม่หยางขมวดคิ้ว มองอีกฝ่ายด้วยสายตาราวกับมองคนโง่ ก่อนตอบว่า “ถ้าข้าควบคุมพลังหอคอยนี้ได้จริง เจ้ายังคิดว่าเจ้าจะยืนอยู่นี่ได้หรือ?”
แม้ว่าเขาจะสามารถเรียกหอจักรพรรดิดาราออกมาได้ แต่เขาไม่อาจควบคุมพลังของมันโดยตรงได้เลย โดยเฉพาะในชั้นแรกนี้ที่แม้แต่เจ้าหมาน้อยยังไม่กล้าอยู่ใกล้
มีพลังลี้ลับบางอย่างวนเวียนอยู่ และเมื่อมีผู้บุกรุก มันจะต่อต้านทันที
ผู้แข็งแกร่งของสำนักต้าต้าวที่ยังกล้าใช้วิชาต้องห้ามในที่เช่นนี้... ก็เท่ากับหาที่ตายเอง หากเขาไม่ใช้วิชานั้น อาจจะอยู่ได้นานกว่านี้อีกหน่อย แต่ยิ่งพลังรุนแรง การตอบสนองของหอคอยก็ยิ่งรุนแรงตาม
ยามนี้ เขาไม่อาจกล่าววาจาได้อีก ตาทั้งสองเริ่มถลน เลือดซึมออกจากหางตา ลำคอระเบิด เลือดทะลักไม่หยุด เส้นเลือดบนหน้าผากก็ปริแตกทีละเส้น เขาจ้องมองโม่หยาง ก่อนจะล้มตึงลง
...
ณ โลกภายนอก
“แหะๆ พ่อหน้าจืด เจ้าอย่ามองข้าเช่นนั้นสิ” เจ้าหมาน้อยหัวเราะแห้งพลางเอ่ยน้ำเสียงเป็นมิตร
ขณะที่เจียงเสวียนฮวานกำลังจะลงมือกับเจ้าหมาน้อย ท้องฟ้ากลับสั่นไหวเบาๆ ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อนร่วงหล่นลงมา
ผู้ฝึกยุทธ์ทั้งสนามหน้าซีดเผือดทันที เพราะร่างนั้นก็คือคนของสำนักต้าต้าวที่เพิ่งหายตัวไปกับโม่หยางเมื่อครู่!
แค่ไม่ถึงหนึ่งถ้วยชา ก็กลายเป็นศพไร้ลมหายใจ แถมใบหน้ายังบิดเบี้ยว ตาเบิกโพลงอย่างน่าสยดสยอง
ทั้งสนามเงียบงันราวกับป่าช้า
แม้แต่เจียงเสวียนฮวานเองก็แข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้าง มองร่างของโม่หยางที่ค่อยๆ ลอยตัวลงมาอย่างเยือกเย็น
“ก็มาสิวะไอ้หน้าจืด! วันนี้ปู่เจ้าจะแสดงฝือมือให้เห็นเป็นบุญตา!” เจ้าหมาน้อยสบโอกาสพลันตวาดลั่น
โม่หยางมองพวกเขาทีละคน ก่อนจะกล่าวว่า “ยังมีใครอยากได้หมากแม่เม็ดนั้นอีกไหม?”
เขาพูดพลางจ้องผู้อาวุโสเจ็ดแห่งตระกูลหวงกับหวังเฟิง แต่ทั้งคู่ต่างหลบสายตาทันที ไม่กล้าตอบโต้
ในใจของทั้งสองมีแต่ความหวาดกลัว หากเมื่อครู่โม่หยางใช้วิธีเดียวกันกับพวกเขา พวกเขาก็คงไม่รอด
ชายผู้นั้นแข็งแกร่งยิ่งกว่าพวกเขา แต่กลับตายไปในเวลาอันสั้นไม่ถึงถ้วยชา หากเป็นพวกเขา คงตายเร็วกว่านั้น
“ผู้อาวุโสทั้งสอง ท่านยังอยากแลกเปลี่ยนอยู่หรือไม่?” โม่หยางถามด้วยท่าทีสงบ
หวังเฟิงส่ายหน้าทันที ใจหดเท่าเม็ดถั่ว สีหน้าเต็มไปด้วยความขัดเขิน ก่อนจะฝืนยิ้ม “สหายน้อยเข้าใจผิดแล้ว! ข้าแค่ล้อเล่น ข้าล้อเล่นเท่านั้น!”
ผู้อาวุโสเจ็ดแห่งตระกูลหวงก็รีบพยักหน้าเสริมพลางยิ้มแหย
โม่หยางไม่ได้ตอบ แต่หันมองเจียงเสวียนฮวาน “หากเจ้าต้องการประลอง ข้ายินดี!”
เจียงเสวียนฮวานกำด้ามทวนแน่น เงียบงันครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยว่า “โม่หยาง ข้าเคยกล่าวไว้แล้วเมื่อเจ้าบรรลุขั้นเหนือสามัญ ข้าจะมาเอาชีวิตเจ้า!”
ว่าแล้วเขาก็สะบัดมือเก็บม้วนภาพลิขิตสวรรค์ แล้วเหาะขึ้นท้องฟ้า ไม่หยุดอยู่แม้แต่ลมหายใจเดียว
เหล่าศิษย์สำนักต้าต้าวคนอื่นเห็นดังนั้นก็มิกล้าอยู่ต่อ ต่างพากันหลบหนีราวกับผีสางไล่ล่า
โม่หยางค่อยๆ ร่อนลงมายังพื้น หันไปบอกเจ้าหมาน้อย “ไปกันเถอะ”
“ไอ้หนู ทำไมเจ้าไม่เก็บเจียงเสวียนฮวานเข้าไปด้วยล่ะ หมากแม่อีกเม็ดก็อยู่กับมัน เจ้าน่าจะยึดมาซะเลยสิ!” เจ้าหมาน้อยบ่นเสียงแข็ง เพราะมันให้ความสำคัญกับกระดานหมากล้อมบรรพกาลมากยิ่งกว่าใคร
โม่หยางมองออกไปไกลเบื้องหน้า พลางถอนใจเบาๆ “เขาเป็นโอรสสวรรค์ของสำนักต้าต้าว มือย่อมมีไพ่ตายหลายใบ อีกทั้งข้ายังรู้สึกว่า... มีใครบางคนกำลังจับตามองเราอยู่ ยังไม่ควรปะทะอีก”