- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 179 ศิษย์พี่รอง
บทที่ 179 ศิษย์พี่รอง
บทที่ 179 ศิษย์พี่รอง
ต้องรู้ว่าขั้นราชันยุทธ์ มิใช่ระดับต้นๆ อีกต่อไปแล้ว การจะทะลวงแต่ละขั้นนั้นต้องอาศัยทั้งการควบแน่นปราณและเวลา แม้จะมีพรสวรรค์มากเพียงใด ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะทะลวงระดับอย่างรวดเร็วเหมือนเช่นโม่หยาง
บรรยากาศในที่นั้นพลันเงียบงันลงโดยสิ้นเชิง ทุกสายตาจับจ้องอยู่ที่โม่หยาง ต่างเฝ้าดูและเงี่ยหูฟังการเปลี่ยนแปลงของพลังในตัวเขา
หลังจากที่เขาทะลวงสู่ขั้นราชันยุทธ์ระดับสองแล้ว พลังของเขาก็ยังไม่หยุดนิ่ง ยังคงทะยานขึ้นต่ออย่างไม่หยุดยั้ง เพียงชั่วพริบตาก็ทะลวงถึงระดับกลางของขั้นสอง และไม่ทันจบเวลาเพียงหนึ่งถ้วยน้ำชา พลังของเขาก็แตะระดับสองขั้นปลาย
สายตาทุกคู่ ณ ที่นั้นตึงเครียดในทันที หากทะลวงอีกเพียงนิดเดียว เขาก็จะก้าวเข้าสู่ขั้นราชันยุทธ์ระดับสาม!
ทะลวงถึงสามระดับในวันเดียว หากเรื่องนี้แพร่สะพัดออกไป ชาวยุทธ์ทั้งดินแดนต้องสะเทือนเลื่อนลั่น
ทว่าในที่สุดพลังนั้นก็หยุดชะงักลง เวลาผ่านไปเนิ่นนานก่อนที่พลังจะค่อยๆ คงที่อยู่ที่ระดับสองขั้นปลาย
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์ต่างถอนหายใจพร้อมกัน โล่งใจที่เขาไม่ได้ทะลวงไปถึงระดับสามทันที
“นึกว่าเขาจะไปถึงระดับสามเสียอีก ใจหล่นไปถึงตาตุ่มแล้ว!”
“แม้จะยังไม่ถึงระดับสาม แต่เท่านี้ก็เหลือเชื่อพอแล้ว ในวันเดียว เขาทะลวงออกจากพันธนาการแห่งตำหนักวิญญาณ แล้วยังทะลวงต่อเนื่องหลายระดับ ถ้าพูดออกไป คงไม่มีใครเชื่อแน่!”
“ไม่รู้ว่าเจียงเสวียนฮวานจะคิดอย่างไร ที่คิดจะฆ่าโม่หยางแต่กลับกลายเป็นช่วยให้โม่หยางทะลวงต่อเนื่อง แต่ก่อนตอนโม่หยางยังอยู่ที่ขั้นจ้าวยุทธ์สูงสุดยังฆ่าไม่ได้ แล้วตอนนี้จะยิ่งยากกว่าเดิมเป็นร้อยเท่า!”
มีบางคนหันไปมองเจียงเสวียนฮวาน เพราะถ้าไม่ใช่เขาเริ่มเรื่อง คงไม่เกิดเหตุการณ์ทั้งหมดในวันนี้ และโม่หยางก็คงยังไม่ทะลวงระดับ
แม้เจียงเสวียนฮวานจะเป็นยอดอัจฉริยะของสำนักต้าต้าว เมื่อพ้นจากความตกตะลึง เขาก็กลับมาสงบอีกครั้ง สีหน้าไร้อารมณ์เฝ้ามองดูโม่หยางเงียบๆ
เวลาผ่านไปอีกครู่ โม่หยางพลันจบกระบวนการแปรเปลี่ยน แสงสีทองที่ปกคลุมร่างก็ไหลกลับเข้าสู่ร่างเขา พลังที่ฟุ้งกระจายก็ค่อยๆ จางหาย
เสียงสนทนาในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์พลันเงียบงันลงอีกครั้ง สายตาทุกคู่หันกลับไปมองโม่หยาง
ภายใต้การจับจ้อง โม่หยางค่อยๆ ลืมตาขึ้น สีหน้ากลับคืนสู่ความสงบ ทะลวงระดับพลังสำเร็จ ร่างกายก็ฟื้นฟูกลับคืน เขายืนขึ้นกลางเวหา สายตากวาดมองไปรอบทิศอย่างเยือกเย็น
แม้เขาเองจะยังงุนงงอยู่บ้าง เพราะช่วงก่อนหน้านั้นสติของเขาหลุดลอย กระทั่งหอจักรพรรดิดารากลับคืนสู่ตันเถียน เขาถึงเริ่มรู้สึกตัว
เขารู้ดีว่าครั้งนี้เขาเดินผ่านประตูผีมาโดยแท้ หากไร้ซึ่งหอจักรพรรดิดารา เขาคงมิอาจรอดกลับมาได้
ในช่วงที่สติเลือนราง เขารู้สึกว่าดวงจิตของตนถูกหอจักรพรรดิดาราดึงออกไป หลังจากที่มันกลับคืนสู่ตันเถียน พลังมหาศาลภายในร่างก็ถูกรวบรวมไว้ในหอคอยนี้ แล้วถูกชำระล้าง ก่อนจะถูกปลดปล่อยอีกครั้งด้วยแรงดึงจากเคล็ดจักรพรรดิดารา พลังเหล่านั้นจึงหล่อหลอมเส้นชีพจรใหม่ ตันเถียนที่แตกสลายก็ได้รับการสร้างขึ้นใหม่
โม่หยางแหงนหน้ามองฟ้า เขารู้สึกราวกับตนเพิ่งตื่นจากนิทรายาวนานหลายพันปี แสงอาทิตย์ที่สาดลงมายังผิวกาย ทำให้รู้สึกราวกับโลกที่อยู่ตรงหน้าเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
การเปิดผนึกในครั้งนี้ ไม่เพียงแค่ทำให้เขาทะลวงพลังได้อย่างรวดเร็ว แต่ยังปลุกพลังสายเลือดแห่งเผ่าเทพที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัวเขาให้ตื่นขึ้นอย่างชัดเจน
โลหิตทั่วร่างกลายเป็นสีทองอ่อน ตันเถียนหลังการหลอมใหม่ขยายใหญ่ออกกว่าสองเท่า พลังลมปราณสีทองสะสมในนั้นราวกับมหาสมุทร
ขณะยืนลอยเหนือพื้น เขารู้สึกว่าพลังในร่างนั้นมากเกินกว่าที่เคยสัมผัสมาก่อน ราวกับเพียงสะบัดมือก็ทำลายโลกได้
ในตันเถียนของเขา นอกจากตราประทับเดิมที่มีอยู่ เดี๋ยวนี้ยังปรากฏตราประทับใหม่อีกหนึ่งดวง แม้จะยังเลือนรางแต่ก็ดูทรงพลัง
โม่หยางเพียงมองดูตราประทับเหล่านั้นก็ยังรู้สึกขนลุก นี่เขาโชคดีที่รอดมาได้ในครั้งนี้ แต่ใครจะรู้ว่าคราวหน้า...เขายังจะโชคดีได้อีกหรือไม่
เรียบเรียงความคิดในใจเสร็จ เขาค่อยๆ ลอยตัวลงสู่พื้น สายตาหยุดที่ชายหนุ่มลึกลับผู้หนึ่งที่ยืนอยู่ไม่ไกล
ชายผู้นั้นยังคงมีสีหน้าฉงน มองสำรวจโม่หยางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เมื่อแน่ใจว่าโม่หยางฟื้นฟูบาดแผลโดยสมบูรณ์แล้วก็ยิ้มน้อยๆ
โม่หยางเดินเข้าไปใกล้เงียบๆ เขาจำได้ว่า ก่อนที่ตนจะหมดสติ เห็นชายผู้นี้ยืนขวางสายฟ้าแทนตน ดังนั้น...อีกฝ่ายต้องเป็นศิษย์ร่วมสำนักอย่างแน่นอน
แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม ชายคนนั้นก็ยิ้มบางๆ พลางพูดขึ้นว่า
“ข้าคือศิษย์พี่รองของเจ้า”
โม่หยางถึงกับเบิกตากว้าง ก่อนรีบโค้งคำนับแล้วเอ่ยว่า
“ขอคารวะศิษย์พี่รอง!”
เขาไม่คิดไม่ฝันว่าชายผู้นี้จะคือศิษย์พี่รองแห่งสำนักหยางสวรรค์ ก่อนหน้านี้ศิษย์พี่ห้าของเขาหลัวชวน เคยกล่าวถึงศิษย์พี่รองเอาไว้ ว่าต่อให้ยังอยู่ในขั้นราชันยุทธ์ก็สามารถเอาชนะผู้แข็งแกร่งขั้นเซียนยุทธ์ได้
แม้แต่หลัวชวนซึ่งเป็นคนหยิ่งยโสและมีฝีมือกล้าแกร่งยังกล่าวถึงเขาด้วยความเคารพอย่างสูง แสดงให้เห็นว่าศิษย์พี่รองมิใช่คนธรรมดาอย่างแน่นอน
ทันใดนั้นโม่หยางก็พลันนึกขึ้นได้ เสียงของศิษย์พี่รองนี้ ช่างคล้ายกับเสียงในหัวเขาในคืนนั้นที่เขาเข้าไปปล้นคลังสมบัติตระกูลมู่...
ก่อนหน้านี้เขานึกว่าเป็นอาจารย์ที่ลงมือช่วย แต่ตอนนี้...เขาแน่ใจแล้วว่าเป็นศิษย์พี่รองต่างหาก
ที่สำคัญ รูปลักษณ์ของศิษย์พี่รองกลับตรงกันข้ามกับจินตนาการของเขาโดยสิ้นเชิง ชายหนุ่มตรงหน้านี้ดูธรรมดาเหลือเกิน ราวกับพี่ชายข้างบ้าน ไม่มีรัศมีความเป็นยอดฝีมือให้เห็นแม้แต่น้อย
หากไม่ได้เห็นเขาลงมือกับตา คงไม่มีทางเชื่อว่าเขาคือหนึ่งในอัจฉริยะที่สามารถต้านทานผู้อาวุโสสูงสุดแห่งตระกูลมู่ได้
เสียงสนทนาของพวกเขาดังชัดเจนเข้าหูทุกคน ทำให้ผู้ฝึกยุทธ์รอบข้างต่างก็เบิกตากว้าง พากันซุบซิบ
สีหน้าของผู้แข็งแกร่งตระกูลมู่เปลี่ยนเป็นหมองหม่น สำนักหยางสวรรค์นั้นร้ายกาจยิ่งกว่าที่พวกเขาคิดไว้มาก เพียงศิษย์พี่รองยังต้านทานบรรพบุรุษของพวกเขาได้ แล้วศิษย์พี่ใหญ่ที่ยังไม่ปรากฏเล่าจะขนาดไหน? แล้วอาจารย์ของพวกเขาล่ะ?
...
“ขอบคุณศิษย์พี่ที่ช่วยเหลือ” โม่หยางโค้งคำนับอีกครั้ง ทว่าภายในใจกลับเต็มไปด้วยคำถาม
เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า พลังของศิษย์พี่รองนั้นสูงกว่าที่หลัวชวนบอกไว้มากนัก
โดยเฉพาะเมื่อคิดถึงระดับพลังของมู่หลิงซวีซึ่งเจ้าหมาน้อยคาดว่าอาจอยู่ถึงขั้นเซียนยุทธ์ระดับสูงสุดแล้วนั้น ต่อให้ศิษย์พี่รองเคยเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเซียนยุทธ์มาก่อน ก็ควรจะสู้กับมู่หลิงซวีไม่ได้สิ
ศิษย์พี่รองเพียงมองเขานิ่งๆ คล้ายมองทะลุใจที่กำลังสับสน แล้วจึงยิ้มนิดๆ พร้อมกล่าวว่า
“ทุกระดับล้วนมีทั้งแข็งและอ่อน อดีตข้าเพียงจำกัดพลังไว้เพื่อฝึกฝน แม้บรรพบุรุษตระกูลมู่จะเก่งกาจ ข้าพอจะถ่วงเขาได้…แต่ยังมิอาจเอาชนะเขาได้หรอก”