- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 161 ค่ายกลบรรพกาล
บทที่ 161 ค่ายกลบรรพกาล
บทที่ 161 ค่ายกลบรรพกาล
โม่หยางเปิดเผยตัวต่อหน้าธารกำนัล จากนั้นก็ถูกกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากไล่ล่าออกจากเมือง ท่าทีเช่นนี้ในช่วงเวลาวิกฤตทำให้ผู้คนอดรู้สึกผิดปกติไม่ได้
เขาหายตัวไปเนิ่นนาน ทันทีที่ปรากฏตัวกลับแสดงท่าทีก่อความวุ่นวาย ผู้คนจึงพากันตั้งข้อสงสัย
ทว่าความเย้ายวนของหนึ่งในคัมภีร์ระดับศักดิ์สิทธิ์นั้นใหญ่หลวงนัก สำหรับผู้ฝึกยุทธ์จากพรรคเล็กสำนักน้อยหรือผู้พเนจรไร้สังกัด การได้ครอบครองคัมภีร์นี้ก็ไม่ต่างจากการได้รับวาสนาอันยิ่งใหญ่
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ฝึกยุทธ์ที่มีส่วนร่วมในการไล่ล่าก็มีมากมาย อีกทั้งสำนักหยางสวรรค์ยังมิได้แสดงท่าทีใดมาแต่ต้น จึงไม่มีผู้ใดใส่ใจในฐานะของโม่หยาง
เมื่อออกจากตัวเมือง โม่หยางก็เร่งรุดโดยใช้ม้วนอักษรแห่งการเคลื่อนไหวราวกับแสงวูบหนึ่งที่แล่นผ่านสู่ดินแดนห่างไกล แม้จะมีผู้ฝึกยุทธ์ขั้นราชันยุทธ์และเหนือกว่านั้นออกติดตาม แต่โม่หยางกลับอาศัยป่าเขาลำเนาไพรตัดเส้นทางอยู่ตลอด จึงยังไม่มีผู้ใดไล่ตามทันในระยะเวลาอันสั้น
“ข้าว่ามีอะไรไม่ชอบมาพากล เจ้าหนูนั่นซ่อนตัวอยู่นาน ไยจึงกล้าโผล่ออกมาในยามนี้? ได้ยินว่ามันเจ้าเล่ห์เหลือร้าย เกรงว่านี่อาจเป็นกับดักกระมัง?” มีผู้ฝึกยุทธ์คนหนึ่งเอ่ยขึ้นพลางมองตามเงาร่างที่พุ่งทะยานเบื้องหน้า
“เรามากันตั้งเท่าไร ถึงจะเป็นกับดักก็เถอะ เจ้านั่นยังมิได้ทะลวงถึงขั้นราชันยุทธ์ด้วยซ้ำ!” ผู้หนึ่งตอบกลับด้วยท่าทีไม่ยี่หระ
“อย่างไรก็ควรรอบคอบ ข้าเคยเห็นกับตาว่ามันใช้หอศิลาสังหารผู้อาวุโสตระกูลมู่ถึงสามคนในหุบเขาราชาโอสถ หอนั่นว่ากันว่าเป็นของระดับจักรพรรดิ แม้จะมีข่าวลือว่ามันใช้ได้ไม่บ่อยนัก แต่ก็ใช่ว่าจะประมาทได้!” ผู้อาวุโสคนหนึ่งกล่าวเสียงเครียด ดวงตาฉายแววหวาดหวั่นเมื่อนึกถึงหอศิลา
เมื่อไล่ตามมาระยะทางกว่าสิบลี้ โม่หยางเริ่มมีอาการอ่อนล้า เพราะการเร่งฝีเท้าโดยใช้ม้วนอักษรแห่งการเคลื่อนไหวทำให้พลังปราณร่อยหรอลงอย่างรวดเร็ว อีกทั้งพ้นจากร่มไม้หนาแน่นเข้าสู่พื้นที่โล่ง ผู้ฝึกยุทธ์ที่เหาะเหินได้จึงตามทันอย่างรวดเร็ว
“โม่หยาง เจ้ายังคิดหนีอีกหรือ? วันนี้เจ้ามิอาจหนีรอด พลังปราณของเจ้าคงเหลือไม่มากแล้วกระมัง!” เสียงหนึ่งจากผู้ไล่ล่าดังมาจากเบื้องหลัง
แม้โม่หยางจะมีพลังเพียงขั้นจ้าวยุทธ์ แต่ความเร็วที่ใช้หลบหนีตลอดทางนั้นก็ทำให้พวกผู้ไล่ล่าตื่นตะลึง เพราะเขาเร็วทัดเทียมกับผู้ฝึกยุทธ์ที่เหาะเหินเดินอากาศได้
“เจ้าไก่อ่อนพวกนี้ ใครให้ความกล้ามันมา หึ! ไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ถึงหุบเขาเมื่อไหร่ ปู่เจ้าจะแสดงให้เห็นว่าดอกไม้นั้นแดงเพราะอะไร!” เจ้าหมาน้อยสบถพลางหันกลับไปก่นด่า
โม่หยางเร่งฝีเท้าและหยิบโอสถขึ้นมากินหลายเม็ด
เมื่อเห็นว่าผู้ไล่ล่าใกล้เข้ามา โม่หยางกลับเร่งความเร็วขึ้นอีกครั้ง
“เจ้าหนู เจ้าจะไม่ไหวแล้วหรือไง! อดทนหน่อย อีกนิดเดียว!” เจ้าหมาน้อยร้องอย่างร้อนรน
โม่หยางขมวดคิ้ว ไม่ตอบ เพราะคำพูดของเจ้าหมาน้อยมันชวนตีความแปลกประหลาดนัก ชายอกสามศอกจะยอมรับว่าตนไม่ไหวได้อย่างไร?
ฉัวะ!
ทันใดนั้น ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งก็โผล่พุ่งออกมาและฟันกระบี่สายหนึ่งจากฟากฟ้าใส่โม่หยาง
โม่หยางสีหน้าหม่นหมอง คนผู้นี้เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเหนือสามัญ และดูจะแข็งแกร่งยิ่งกว่าศิษย์พี่ห้าของสำนักหยางสวรรค์เสียอีก
“เจ้าฆ่าคนของสำนักข้า เจ้าสมควรตาย!”
เสียงเย็นเยียบสองสายตามมาติดๆ แฝงด้วยกลิ่นอายสังหารเข้มข้น
โม่หยางสีหน้ามืดครึ้มอย่างถึงที่สุด ไม่ต้องสงสัยเลยว่า คนเหล่านี้ล้วนมาจากสำนักต้าต้าว
ทว่าเขาไม่กล้าหยุดลงแม้ครึ่งก้าว รีบวิ่งไม่คิดชีวิต ข้างหน้าคือหุบเขาที่เขาเตรียมการไว้แล้ว เขาหันหลังกลับไปมอง เห็นกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์ไล่ตามมามืดฟ้ามัวดิน เฉพาะผู้ที่ลอยตัวในอากาศก็เกือบร้อยคนแล้ว
แม้โม่หยางจะเตรียมโอสถพิษไว้บ้าง แต่เผชิญหน้ากับศัตรูจำนวนนี้ก็อดใจหวิวไม่ได้ ‘ครั้งนี้ข้าเล่นใหญ่เกินไปแล้วกระมัง...’
“เจ้าแน่ใจนะว่าค่ายกลที่เจ้าวางไว้ใช้ได้แน่นอน?” เขาหันไปถามเจ้าหมาน้อย
“เจ้านี่ดูถูกสัตว์เทพผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในสวรรค์และโลกหรือไง ถ้าไม่ใช่ขั้นเซียนยุทธ์ ต่อให้แม่เจ้ามาเองก็ยังไม่รอดเลย!” เจ้าหมาน้อยตวาด
โม่หยาง “……”
ถึงตอนนี้พลังของโม่หยางร่อยหรอลงจนแทบหมด แม้เปิดตำหนักวิญญาณขึ้นมาสองแห่งแล้วก็ยังรู้สึกไร้เรี่ยวแรง
แต่หุบเขาก็อยู่ตรงหน้าแล้ว เขารวบรวมพลังเฮือกสุดท้าย พุ่งทะยานเข้าไป
“เจ้าเด็กโง่ เจ้านึกว่านี่เป็นทางรอดของเจ้ารึ หุบเขานี้มีแต่ทางเข้า ไม่มีทางออก เข้าไปก็ไม่ต่างอะไรกับมอบชีวิตให้ผู้อื่น!” ชายจากสำนักต้าต้าวไล่ตามเข้าไปพร้อมเสียงตวาด
ผู้ไล่ล่าคนอื่นๆ ก็พากันกรูกันเข้าไปในหุบเขา
หุบเขานั้นกว้างขวาง มีผนังหินสูงชันสองฝั่ง อีกด้านเชื่อมต่อกับยอดเขาสูง หากแม้จะเหาะเหินได้ก็ยังยากที่จะหลบหนี
“ตายแน่ ครั้งนี้โม่หยางถึงฆาตแล้ว!” ผู้ชมจากภายนอกต่างส่ายหน้า
ทว่าในขณะเดียวกัน โม่หยางและเจ้าหมาน้อยที่ซ่อนอยู่หลังก้อนหินขนาดใหญ่ในหุบเขา กลับยิ้มเย็น กับดักได้ถูกวางไว้นานแล้ว
“เจ้าพวกลูกไก่น้อย พากันวิ่งเข้าไปในหม้ออย่างไม่รู้ชะตาเสียแล้ว!” เจ้าหมาน้อยกล่าวอย่างสะใจ
ทันใดนั้น เมื่อกลุ่มผู้ฝึกยุทธ์หลายสิบคนกรูเข้าไปพร้อมกับระดมโจมตี พื้นผิวผนังหินก็เริ่มร้าว พร้อมเสียงคำรามของกระบี่ที่ปะทะไปทั่ว
และในลมหายใจนั้นเอง ค่ายกลผนึกก็ปรากฏขึ้นทั่วหุบเขา แสงพร่างพรายล้อมรอบ ค่ายกลกรงขังได้เริ่มทำงาน
“กับดัก! รีบถอย!!” ผู้หนึ่งร้องลั่น
แต่สายไปเสียแล้ว แสงจากค่ายกลแผ่ขยายออกครอบคลุมทั้งหุบเขา
“แค่ค่ายกลกรงขัง คิดจะหยุดข้ารึ?” ชายจากสำนักต้าต้าวยิ้มเย็น ก่อนพุ่งฟันใส่ม่านแสงเต็มกำลัง
ม่านแสงสั่นสะเทือนรุนแรง เศษหินตกกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น
ผู้ฝึกยุทธ์ที่เหลือก็ต่างระดมโจมตีเช่นกัน
“เร็วเข้า! พวกมันเยอะเกิน หม้อเดียวต้มไม่หมด ค่ายกลนี้ทนไม่ไหวแน่! รีบเอากระดานหมากล้อมออกมา!” เจ้าหมาน้อยร้องอย่างร้อนรน
โม่หยางสูดหายใจเข้าลึกหนึ่งครั้ง แล้วเรียกกระดานหมากล้อมบรรพกาลออกมาจากหอจักรพรรดิดารา
เจ้าหมาน้อยน้ำลายสอ วางอุ้งเท้าลงบนกระดานแล้วเริ่มบ่นพึมพำคาถา
ไม่นานนัก กระดานก็เริ่มสั่นไหวเบาๆ หมากบนกระดานขยับเองทีละตัว
ทั้งสองไม่รอช้า รีบหลบเข้าไปในหอจักรพรรดิดารา
และทันทีที่ทั้งคู่หายตัวเข้าไป พลังอันน่าสะพรึงกลัวก็แผ่ออกมาจากกระดาน ราวกับประตูนรกเปิดออก
อากาศในหุบเขาพลันเย็นเยียบประหนึ่งฤดูเหมันต์
ผู้ที่ติดอยู่ในหุบเขานั้นต่างสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ
ไม่นานคลื่นพลังลูกหนึ่งแผ่ซ่านออกมา เห็นได้ด้วยตาว่ามันเคลื่อนที่ไปเหมือนระลอกน้ำ
ปุ!
เสียงเลือดสาดดังขึ้น ร่างของผู้ฝึกยุทธ์จำนวนหนึ่งแข็งค้างอยู่กลางอากาศ ก่อนจะแตกกระจายเป็นชิ้นหล่นลงดั่งหินจากหน้าผา
ภายในพริบตา ผู้ฝึกยุทธ์มากกว่าสิบคนก็สิ้นชีพ พลังของคลื่นนั้นดุจดั่งกระบี่เทพไร้สิ่งใดต้านทาน