- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 160 ขุดหลุมฝังศัตรู
บทที่ 160 ขุดหลุมฝังศัตรู
บทที่ 160 ขุดหลุมฝังศัตรู
คืนวันนั้น โม่หยางแปลงโฉมลอบเข้าไปในตัวเมือง หลังจากหายหน้าไปเนิ่นนาน แม้เมื่อตอนก่อนหน้าอวี้เหยาเคยเตือนว่าความวุ่นวายภายนอกยังมิได้สงบลง แถมยังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เพราะคำสั่งล่าหัวของสำนักต้าต้าวที่กระจายไปทั่ว
ทว่าครั้งนี้โม่หยางต้องการรู้ให้แน่ชัด ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง
เมื่อเข้าสู่ตัวเมือง เจ้าหมาน้อยแอบเล็ดลอดออกจากโม่หยางตามแผนที่ตกลงกันไว้ มันอาสาไปสืบข่าวในโรงเตี๊ยม ส่วนโม่หยางเลือกเข้าร้านน้ำชา
สถานที่เหล่านี้มักเป็นแหล่งรวมข่าวสาร ไม่ว่าเรื่องราวใดที่เกิดขึ้นมักถูกพูดถึงที่นี่อย่างรวดเร็ว
ร้านน้ำชาที่เขาเลือกชื่อว่า เรือนหอมเมรัย พอเข้าไป กลิ่นชาอ่อนๆ ลอยอบอวล ชวนให้รู้สึกสงบใจ
ภายในร้านเงียบสงบ ต่างจากโรงเตี๊ยมที่จอแจแสบโสตประสาท
ห้องส่วนตัวแต่ละห้องถูกกั้นด้วยผ้าม่านจากเถาวัลย์ เสียงสนทนาในห้องอื่นแม้เบา ทว่าโม่หยางในฐานะผู้ฝึกยุทธ์กลับสามารถได้ยินทุกคำ
เขาเลือกนั่งในห้องหนึ่ง จากนั้นปล่อยจิตสัมผัสออกไปตรวจสอบ พบว่ามีผู้ฝึกยุทธ์อยู่จำนวนไม่น้อย
เขาสวมชุดคลุมดำ สวมหมวกปีกกว้าง พอเขานั่งลงก็รู้สึกถึงจิตสัมผัสหลายสายพุ่งมาตรวจสอบ ทว่าหลังตรวจแล้วไม่มีสิ่งผิดปกติก็ถอยกลับไป
โม่หยางขมวดคิ้วเบาๆ สั่งน้ำชาหนึ่งกา แล้วตั้งใจฟังบทสนทนาโดยรอบ
ในห้องหนึ่ง มีชายวัยกลางคนสองคน ทั้งคู่เป็นผู้ฝึกยุทธ์ขั้นราชันยุทธ์
คนหนึ่งถอนใจเบาๆ พูดว่า “ไม่รู้เจ้าโม่หยางนั่นไปซ่อนอยู่ที่ไหน ตั้งแต่ไปปล้นสกุลมู่ก็ไม่ปรากฏตัวอีกเลย เดี๋ยวนี้ทั้งดินแดนตอนกลางวุ่นวายเพราะเขา พวกผู้ฝึกยุทธ์วิ่งวุ่นไปทั่ว เหมือนแมลงวันไร้หัว ยังหาเขาไม่เจออีก!”
อีกคนกล่าวเสริม “ก่อนหน้านี้สำนักต้าต้าวส่งผู้แข็งแกร่งไปยังเมืองทองทอแสง แต่กลับสูญเปล่า เพราะโม่หยางดันโผล่ไปปล้นคลังสมบัติของสกุลมู่ที่เมืองมู่หวัง ทำให้ไม่เพียงแค่ตบหน้าสกุลมู่ ยังตบหน้าสำนักต้าต้าวอีกด้วย พวกนั้นถึงเอาจริงออกหมายล่าหัว ถ้าไม่ใช่เพราะถูกตบหน้า คงไม่ถึงกับไล่ล่าเด็กที่ยังไม่ถึงขั้นราชันยุทธ์แบบนี้หรอก!”
“โม่หยางไม่ใช่ศิษย์สำนักหยางสวรรค์หรือ แล้วสำนักนั้นอยู่ที่ไหนก็ไม่มีใครรู้ มีผู้ฝึกยุทธ์มากมายตามหาเขา แต่ข้าเดาว่าเขากลับไปสำนักนั่นแล้ว ที่สำคัญ บรรดาศิษย์พี่ของเขาก็โผล่มาแล้วหายตัวไปอีก สงสัยแอบดูสถานการณ์อยู่แน่ๆ ดินแดนกว้างใหญ่ขนาดนี้ จะหาใครสักคนก็เหมือนงมหาเข็มในมหาสมุทร!”
“ข้าก็ได้ยินว่าสกุลมู่กับสำนักเสียงเซียนก็ส่งคนออกตามหาโม่หยางเหมือนกัน คงดำเนินการอยู่ลับๆ”
...
โม่หยางฟังจนจบ แต่ไม่ได้ข้อมูลใหม่ใดๆ เป็นประโยชน์
ไม่นาน เจ้าหมาน้อยก็แอบปีนหน้าต่างกลับเข้ามา มันถามทันที “เจ้าหนู ได้ข่าวอะไรไหม?”
“ไม่มี” โม่หยางส่ายหน้า “แล้วเจ้าล่ะ ปล่อยข่าวไปหรือยัง?”
“หมดห่วง! ข้าจัดการเรียบร้อยแล้ว มีผู้ฝึกยุทธ์จำนวนมากในเมืองที่ชัดเจนว่ากำลังตามหาเจ้า วิ่งไปวิ่งมาไม่หยุด พวกเราควรไปขุดหลุมรอให้พวกมันตกลงมาเถอะ!” มันทุบอกด้วยความมั่นใจ ทำสีหน้าตื่นเต้นยิ่งราวกับได้ของเล่นชิ้นใหม่
โม่หยางพยักหน้า หากข่าวแพร่กระจายแล้ว ไม่นานก็จะครอบคลุมทั้งเมือง
ก่อนหน้านี้เขาและเจ้าหมาน้อยวางแผนจงใจปล่อยข่าวว่าเขาปรากฏตัว
หลังจากนั้น ทั้งสองแอบออกจากเมือง มุ่งหน้าไปยังหุบเขารกร้างห่างจากเมืองไปราวยี่สิบลี้ ทำเลแห่งนี้เหมาะแก่การซุ่มโจมตีที่สุด
“เจ้าหนู ตรงนี้แหละ ทางเข้าหุบเขาแคบมาก หากเข้ามาแล้ว เราใช้กระดานหมากล้อมบรรพกาลเป็นตัวเปิด ทางหนีก็จะไม่มีอีกต่อไป!” เจ้าหมาน้อยกล่าวแล้วแบมือ เอ๊ย แบอุ้งเท้าขึ้น
“เจ้าหนู แค่กระดานหมากล้อมอย่างเดียวไม่พอหรอก ที่นี่ต้องวางค่ายกลเพิ่ม ป้องกันพวกที่สูงกว่าขั้นราชันยุทธ์หนีรอด โชคดีที่ข้าเคยเที่ยวทั่วดินแดนจนช่ำชอง จึงพอรู้วิชาอยู่บ้าง เอาอย่างนี้ ข้าคิดค่าจ้างสิบต้นสมุนไพรก็พอ เจ้าตกลงไหม?”
โม่หยางอึ้งไป นึกไม่ถึงว่าเจ้าหมาน้อยจะกล้าคิดค่าแรงกับสหายมันแบบนี้
“แต่เอาเถอะ เห็นแก่ความเป็นสหายที่ผ่านเป็นตายมาด้วยกัน ข้าคิดแค่หกต้นก็พอ!” มันรีบลดราคาทันทีที่เห็นสีหน้าโม่หยาง
โม่หยางทำหน้าเบื่อหน่าย “ข้าไปฝึกในหอจักรพรรดิดาราดีกว่า!”
“เฮ้ยไอ้เจ้าเด็กนี่ เจ้ารู้ไหมว่าการร่างค่ายกลคุมขังต้องใช้สติปัญญาและพลังวิญญาณมากแค่ไหน เจ้าอยากได้แต่ไม่อยากจ่ายหรือไง อย่าลืมว่าตอนเจ้าจะทะลวงพลังครั้งก่อน ถ้าไม่ได้ข้า เจ้าคงกลายเป็นศพไปแล้ว!”
“เอางี้! สี่ต้นก็ได้! ข้าลดให้มากกว่านี้ไม่ได้แล้ว! เจ้านี่ช่างหน้าเลือดไม่แพ้พ่อค้า!” มันเคี้ยวเขี้ยวเคี้ยวฟัน
โม่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย เจ้าหมาน้อยช่วยเหลือเขาไม่น้อยในหอคอย แถมสมุนไพรที่เขาได้มาจากคลังสมบัติสกุลมู่ก็ยังเหลืออยู่มาก จึงพยักหน้าอย่างจนใจ
หลังจากนั้น เจ้าหมาน้อยเริ่มจัดวางค่ายกล โม่หยางก็เริ่มครุ่นคิดถึงแผนสำรองเพิ่มเติม
แม้กระดานหมากล้อมจะทรงพลังอย่างยิ่ง แต่เขาไม่กล้าเดิมพันทั้งหมด เพราะยังไม่เข้าใจแก่นแท้ของมันดีพอ หากผิดพลาด อาจร้ายแรงเกินคาด
รุ่งเช้าวันถัดมา ทั้งสองกลับเข้าเมือง แต่ก่อนจะเข้าเมืองก็พบว่ามีผู้ฝึกยุทธ์หลั่งไหลเข้ามาเป็นจำนวนมากกว่าก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
“เฮอะ! เจ้าพวกเด็กหัดเดินพวกนี้ไวจริงๆ เจ้าหนู ไปเผยตัวสักนิดแล้วรีบเผ่น!”
ทั้งสองแอบลอบเข้าเมืองอีกครั้ง
ไม่นาน ก็มีผู้ฝึกยุทธ์เห็นเขาดูผิดสังเกต แม้โม่หยางจะสวมหมวกปีกกว้างและเสื้อคลุมดำ แต่มีคนสังเกตเห็นเจ้าหมาน้อยใต้หมวกเข้า
เสียงร้องตะโกนลั่น
“โม่หยางอยู่นั่น! รีบจับมันไว้!”
ในชั่วพริบตา ถนนทั้งสายก็โกลาหล
โม่หยางไม่รอช้า หมุนตัวแล้วใช้ม้วนอักษรแห่งการเคลื่อนไหว พุ่งออกจากเมืองด้วยความเร็วสูงสุด
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์จำนวนไม่น้อยไล่ตามโม่หยางออกจากเมืองทันที
แม้โม่หยางจะยังบินไม่ได้ แต่ด้วยม้วนอักษรแห่งการเคลื่อนไหวที่ใช้เต็มกำลัง ความเร็วของเขาก็เหนือจินตนาการ
เขาลัดเลาะผ่านผืนป่า มุ่งหน้าสู่หุบเขาตามแผนที่วางไว้
เมืองทั้งเมืองกลายเป็นจลาจล หลังข่าวแพร่ออกไป จำนวนผู้ไล่ล่าโม่หยางจากสิบกว่าคนเพิ่มขึ้นเป็นกว่าสองร้อยคน
ขบวนผู้ไล่ล่ากระหึ่มครึ้มไปทั้งทาง วิวทิวทัศน์น่าตกตะลึงยิ่ง!