- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 162 พลังบรรพกาล
บทที่ 162 พลังบรรพกาล
บทที่ 162 พลังบรรพกาล
เพียงพริบตาเดียว หุบเขาก็กลายเป็นแดนนรกบนดิน
กลิ่นอายอันเย็นยะเยือกแผ่กระจายไปทั่วหุบเขา ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นราชันยุทธ์หลายสิบคนสิ้นชีพในพริบตา ศพที่ถูกหั่นเป็นชิ้นหล่นจากฟ้า เสียงร้องสยองขวัญดังขึ้นรอบด้าน ผู้คนที่เหลืออยู่ต่างหน้าถอดสีด้วยความหวาดกลัว
แม้แต่ชายวัยกลางคนจากสำนักต้าต้าวที่มีพลังขั้นเหนือสามัญ ใบหน้าก็แปรเปลี่ยนหลายครา เขาจับจ้องลึกเข้าไปในหุบเขาอย่างตื่นตระหนก เขาแน่ใจว่านี่ต้องเป็นฝีมือของโม่หยาง แต่ก็ไม่อาจมองเห็นได้ชัดว่าเกิดอะไรขึ้น
ในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์เป็นที่รู้กันว่าโม่หยางครอบครองของวิเศษระดับจักรพรรดิ ไม่ใช่ความลับอีกต่อไป ทว่าผู้คนต่างคาดว่าหากจะกระตุ้นใช้งานได้ ต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล และใช้งานได้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น
แต่สถานการณ์ตรงหน้ากลับไม่เป็นดั่งคาด เพราะกลิ่นอายในหุบเขายิ่งทวีความน่ากลัวยิ่งขึ้น ไม่ต่างจากทางเข้าขุมนรกก็ไม่ปาน
จากผู้ที่บุกเข้ามาเกือบร้อยคน ตอนนี้เหลือไม่ถึงหกสิบคน ทุกคนล้วนมีแววหวาดหวั่นในดวงตา และเริ่มคิดจะถอยหนี
ฝั่งผู้ฝึกยุทธ์ที่อยู่นอกหุบเขา มองเห็นภาพเหตุการณ์ผ่านม่านแสง แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นแน่ แต่พอเห็นเลือดทะลัก ซากศพและแขนขาหล่นจากฟากฟ้า ทุกคนต่างขนลุกซู่
‘มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? พลังอะไรกันที่สามารถฆ่าผู้ฝึกยุทธ์ขั้นราชันยุทธ์ได้สิบกว่าคนในพริบตา?’
ที่น่ากลัวยิ่งกว่า คือผู้ตายไม่มีแม้แต่โอกาสร้องโหยหวน!
ผู้คนมากมายภายนอกต่างรู้สึกโชคดีที่ไม่พุ่งเข้าไปในหุบเขาด้วย ไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือกับดักอันร้ายกาจที่สุด
ภายในหุบเขา ความโกลาหลปะทุขึ้น มีผู้ฝึกยุทธ์บางส่วนระดมโจมตีค่ายกลกรงขัง บ้างก็จ้องเข้าไปในหุบเขาอย่างระแวดระวัง
“บัดซบ! ข้ารู้สึกแต่แรกแล้วว่ามันต้องมีอะไรผิดปกติ! ไม่แปลกใจเลยที่มันกล้าเผยตัวออกมา มันตั้งใจก่อกับดักล่อพวกเรามาโดยเฉพาะ!” เสียงตวาดด้วยความแค้นดังขึ้น
“รีบทำลายค่ายกลนี้!”
ชายจากสำนักต้าต้าวมองเข้าไปในหุบเขาด้วยสีหน้าเย็นชา “อย่าตื่นตระหนกไป มันคงใช้งานหอจักรพรรดิไปแล้ว ครั้งเดียวก็คงถึงขีดจำกัด!”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น แต่ในใจกลับกระวนกระวายไม่หยุด เพราะกลิ่นอายอันน่าสะพรึงในหุบเขายังไม่จางหาย มิหนำซ้ำยิ่งทวีความน่ากลัวยิ่งขึ้น ราวกับถูกอสูรมหึมาแห่งยุคบรรพกาลจ้องมองอยู่
“ตามข้าไปฆ่ามัน!” เขาสั่งเสียงกร้าว
แต่คำพูดยังไม่ทันจบ คลื่นพลังอีกระลอกก็แผ่ออกมาจากหุบเขา ดั่งเช่นก่อนหน้านี้
“ถอยเร็ว!” ชายผู้นั้นหน้าถอดสี รีบพุ่งลงสู่พื้นดิน เขายังไม่ลืมภาพน่าสยดสยองก่อนหน้านั้น
เขาไม่รู้เลยว่าพลังนั้นไม่ใช่มาจากหอจักรพรรดิ แต่เป็นพลังของกระดานหมากล้อมบรรพกาล ทุกครั้งที่หมากบนกระดานเคลื่อนไหว ค่ายกลภายในจะเปลี่ยนแปลง
ครั้งนี้ภาพสยองขวัญแบบก่อนหน้าไม่ได้เกิดขึ้น กลับเป็นเสียงกรีดร้องของความตกใจดังขึ้นแทน
ผู้ฝึกยุทธ์หลายสิบคนดูเหมือนจะถูกพรากอายุขัยไปหลายสิบปีในพริบตา
ทุกคนผมหงอกขาวโพลน ใบหน้าริ้วรอยขึ้นเต็ม เหี่ยวย่นจนเห็นได้ด้วยตาเปล่า
“เกิดอะไรขึ้น!”
“อ๊าก...ใบหน้าข้า...!”
เสียงร้องระงม ร่างมากมายหล่นลงจากฟากฟ้า
ชายจากสำนักต้าต้าวมองดูมือของตนเองด้วยความไม่อยากเชื่อ เขาเห็นมันเหี่ยวย่นลงตรงหน้า และเมื่อแตะที่ใบหน้า สิ่งที่สัมผัสได้ก็เป็นแต่เพียงริ้วรอย
เพียงแค่พริบตาเดียว เหมือนร่างกายผ่านไปกว่าร้อยปี
ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แม้จะไม่มีเลือดสาดในคราวนี้ แต่เหล่าผู้บุกหุบเขาทุกคนกลับถูกพรากพลังชีวิตไป ร่างชราลงราวกับเวลาบีบอัดเข้าใส่ และพลังในร่างก็สลายไปตามนั้น
ค่ายกลกรงขังสลายลงอย่างเงียบงัน พลังลี้ลับแผ่ออกสู่ภายนอก
โชคดีที่ผู้ฝึกยุทธ์ภายนอกถอยไปไกลแล้ว แต่พืชพรรณรอบหุบเขากลับเหี่ยวเฉาในพริบตา
ผู้ที่เฝ้ามองอยู่ไกลต่างนิ่งอึ้ง มองเห็นหญ้าต้นไม้รอบหุบเขากลายเป็นเศษซาก
ทุกคนพากันคิดว่าตนเห็นภาพลวงตา เหตุการณ์นี้เหนือกว่าความเข้าใจของพวกเขาโดยสิ้นเชิง
ในหอจักรพรรดิดารา โม่หยางใช้ดวงตาซ้ายแห่งเทพเจ้า มองทะลุเห็นทุกสิ่งในหุบเขา แม้จะไม่ใช่ครั้งแรกที่เห็นพลังของกระดานนี้ แต่ก็ยังอดหวั่นไม่ได้
กระดานหมากล้อมบรรพกาล สิ่งนี้ช่างแปลกประหลาดเกินจะหยั่งถึง ทุกการเคลื่อนไหวของหมากจะปลดปล่อยพลังที่ต่างกันออกมา
โม่หยางถอนหายใจ คิดได้เช่นนั้นก็นำกระดานหมากล้อมกลับเข้าไปในหอ จากนั้นจึงออกจากหอกับเจ้าหมาน้อย มุ่งหน้าไปยังปากหุบเขา
เขาไม่ต้องการฆ่าทุกคนในกลุ่มผู้ไล่ล่า เพราะการกระทำนั้นจะสร้างศัตรูมากเกินไป จุดประสงค์ที่แท้จริงคือเพื่อข่มขวัญ
เมื่อเขาปรากฏตัวจากหุบเขา ชายจากสำนักต้าต้าวที่รอดชีวิตเห็นเข้า ก็พุ่งเข้าใส่ด้วยโทสะ
โม่หยางหรี่ตา แบมือเรียกขวานศึกออกมา แล้วก้าวเดินช้าๆ เข้าหา
“เจ้าหนู นั่นคือคนของสำนักต้าต้าว หากเจ้าฆ่ามันต่อหน้าธารกำนัล เท่ากับตบหน้าสำนักนั้นอย่างแรง พวกมันจะต้องส่งผู้แข็งแกร่งกว่ามาแน่ เจ้าคิดดีแล้วหรือ?” เจ้าหมาน้อยเตือน
แม้ใบหน้าของชายคนนั้นจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่กลิ่นอายยังคงเดิม และยิ่งไปกว่านั้น มันสัมผัสได้ว่าพลังของอีกฝ่ายตกจากขั้นเหนือสามัญลงสู่ขั้นราชันยุทธ์แล้ว
ซึ่งในขั้นนี้ โม่หยางคือผู้ไร้เทียมทาน
“พวกเราก็เป็นศัตรูกันอยู่แล้ว เขาตะโกนลั่นจะฆ่าข้า ข้าจะปล่อยไว้ทำไม?” โม่หยางตอบอย่างเย็นชา แล้วเร่งความเร็วด้วยม้วนอักษรแห่งการเคลื่อนไหว พุ่งเข้าไปฟาดขวานศึกใส่
ฉัวะ!
ขวานศึกฟาดฉับเดียว แขนของอีกฝ่ายหลุดร่วง พร้อมกับกระบี่ในมือตามไปติดๆ
“เจ้ามิใช่ผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเหนือสามัญอีกต่อไป เจ้าตกลงมาอยู่แค่ขั้นราชันยุทธ์ สำหรับข้าแล้ว...เจ้าก็แค่ปลวกตัวหนึ่งเท่านั้น” โม่หยางเอ่ยเสียงเย็น
“เจ้าทำอะไรลงไปกันแน่!?” ชายจากสำนักต้าต้าวตวาด เขาตกตะลึงไม่สิ้นสุด เขาไม่เข้าใจเลยว่าโม่หยางใช้วิธีใด ถึงได้พรากทั้งพลังชีวิต พลังยุทธ์ และอายุขัยของตนไปในพริบตา
โม่หยางเผยยิ้มเย็น “วันนี้เจ้าไปก่อน แล้วไม่นานจะมีอีกหลายคนตามเจ้าไป เจ้ามิได้เดียวดาย”
พูดจบ โม่หยางสะบัดขวานศึกฟาดอีกครั้ง ศีรษะของศัตรูปลิวร่วงลงกับพื้น.