- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 128 พวกเรามาจากสำนักหยางสวรรค์
บทที่ 128 พวกเรามาจากสำนักหยางสวรรค์
บทที่ 128 พวกเรามาจากสำนักหยางสวรรค์
โม่หยางสวมหมวกงอบ ใต้เสื้อคลุมสีดำกว้างใหญ่ ใบหน้าแทบมองไม่เห็น ตลอดทางที่ผ่านมาไม่มีใครจำเขาได้เลย ยกเว้นเพียงผู้อาวุโสจากแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนผู้นั้น
เสียงแผ่วเบาที่ดังขึ้นใกล้กายทำให้เขาชะงักเล็กน้อย แต่เพียงได้ยินก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร กลิ่นหอมเย็นอ่อนๆ ที่ลอยมาแตะจมูกนั้น เขาก็คุ้นเคยยิ่งนัก
คนที่มาไม่ใช่ใครอื่น นางคืออวี้เหยา ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน
ก่อนหน้านี้โม่หยางก็เห็นนางอยู่หน้าเขาราชาโอสถแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่านางจะจำเขาได้ทั้งที่ตนปกปิดกลิ่นอาย
แม้อวี้เหยาจะอยู่เพียงขั้นเหนือสามัญ แต่โม่หยางกลับรู้สึกอยู่เสมอว่า พลังของนางไม่ควรต่ำต้อยเพียงนั้น เพียงแต่เป็นความรู้สึกในใจ เพราะจนบัดนี้เขาก็ยังไม่เคยเห็นนางลงมือจริงจังเลยสักครั้ง
อีกทั้งในมือนางยังมีเกาทัณฑ์เทวะจากไม้จักรพรรดิ ซึ่งว่ากันว่าทำจากกิ่งของต้นจักรพรรดิบนยอดเขาธิดาศักดิ์สิทธิ์ และเมื่อลั่นสายเมื่อใด เลือดย่อมต้องไหล!
โม่หยางหยุดฝีเท้า หันหน้าไปยังข้างกายเล็กน้อย
อวี้เหยาเดินมาอยู่เคียงข้างเขาแล้ว เอ่ยเบาๆ ว่า
“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าฆ่าผู้อาวุโสสกุลมู่คนหนึ่ง เจ้าควรรีบออกไปจากที่นี่ พวกเขากำลังมุ่งหน้ามาแล้ว!”
ยังไม่ทันโม่หยางตอบ นางก็กล่าวต่อว่า
“สำนักเสียงเซียนเองก็กำลังตามล่าเจ้า มีข่าวว่าพวกเขาประกาศตั้งค่าหัวเจ้าด้วย!”
นึกถึงสำนักเสียงเซียน อวี้เหยาก็ถอนหายใจ ‘ข่าวลือเรื่องเจ้าหมอนี่…’
นางหันมองโม่หยาง สีหน้าแปลกประหลาด “เจ้านี่ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ข้าได้ยินมาว่าเจ้าขโมยสมุนไพรจากสำนักเสียงเซียนไปหลายชนิดใช่ไหม?”
อวี้เหยารู้ดีว่าโม่หยางเป็นคนเช่นไร เมื่อตอนอยู่ที่สำนักหลิงซวี เขาเป็นพวกไม่เคยยอมเสียเปรียบใคร แม้จะรู้ว่านางเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังกล้าทวงค่าตอบแทนหลังช่วยชีวิต
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขากล้าปล้นเอาสมุนไพรจากไข่มุกแห่งสกุลมู่ไปต่อหน้าต่อตา
‘เจ้าหมอนี่มันตัวสร้างปัญหาโดยแท้!’
เพียงไม่กี่เดือนที่ออกจากสำนักหลิงซวี เขาก็กลายเป็นศัตรูกับสองสำนักใหญ่เข้าให้แล้ว ทั้งสกุลมู่ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งดินแดนตอนกลาง และสำนักเสียงเซียนซึ่งแม้จะไม่ถึงขั้นนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะต้อยต่ำ
โม่หยางแย้มยิ้ม ไม่ตอบคำถาม แต่กลับเอ่ยว่า
“โอ้ ที่แท้คือธิดาศักดิ์สิทธิ์น้อย ร่ำลือมาว่าหลายเดือนที่ผ่านมา เจ้าช่างงดงามมากขึ้นนัก…วันนี้ได้เห็นกับตาแล้ว ต้องบอกว่าไม่ผิดเลย!”
อวี้เหยาอึ้งไปเล็กน้อย ‘เจ้าหมอนี่…ข้ายังพูดจริงจังอยู่เลย เจ้ากลับยังอารมณ์ดีล้อเล่นอีก!’
นางจึงเอ่ยเสียงเข้มขึ้น
“พิธีแห่งหุบเขาราชาโอสถเช่นนี้ ทั้งสกุลมู่และสำนักเสียงเซียนต้องมาแน่ เจ้าควรรีบออกไปก่อนจะสายเกินไป! หากเจ้าถูกล้อมโจมตีจากสองฝ่าย แม้มีสมบัติจักรพรรดิไว้หลบซ่อนกาย…เจ้าก็อาจหนีไม่รอด”
โม่หยางยิ้มบาง ไม่แสดงความวิตกเลยแม้แต่น้อย
“ขอบคุณธิดาศักดิ์สิทธิ์น้อยที่ห่วงใย เพียงแต่ว่าความแค้นต้องสะสาง จะช้าหรือเร็วก็เหมือนกัน อีกอย่าง...ในหุบเขานี้ ข้าไม่คิดว่าพวกเขาจะกล้าลงมือจริง”
อวี้เหยามองเขาด้วยความไม่เชื่อ
“เจ้าคิดว่ามีสมบัติจักรพรรดิอยู่กับตัว แล้วจะสามารถทำอะไรก็ได้งั้นหรือ? แม้เจ้าจะใช้มันได้ แต่ก็จะถูกจับตามองทันที ตอนนั้นนอกจากสองสำนักนี้ จะมีใครอีกบ้างที่ไม่อยากได้มัน!? เจ้ารู้หรือไม่ว่าหุบเขาราชาโอสถที่เจ้าคิดว่าปลอดภัยนั้น…”
“หากจัดอันดับตามพลังในดินแดนเสวียนเทียน สำนักแห่งนี้อยู่ในสิบอันดับแรก! พวกเขาไม่ใช่เพียงสำนักโอสถธรรมดา แต่นี่คือแหล่งเสือซุ่มมังกรซ่อนอย่างแท้จริง!”
เจ้าหมาน้อยที่อยู่บนไหล่โม่หยาง กวาดตามองอวี้เหยาแล้วเอ่ยว่า
“เจ้าหนู…ภรรยาเจ้าคนนี้ไม่เลวเลย คิดเพื่อเจ้าเสียยิ่งกว่าตัวเอง!”
คำพูดเดียวของมันทำเอาอวี้เหยาถึงกับหน้าแดง ดวงตาก็เริ่มแสดงความเคืองขุ่น
ทว่าเจ้าหมาน้อยหาได้สนใจไม่
“สาวน้อย ดูเจ้าไม่ใช่คนเลว แต่เจ้าต้องระวังศัตรูในบ้านให้ดี! สกุลมู่กับสำนักเสียงเซียนข้าไม่กลัวหรอก แต่ไอ้พวกผู้อาวุโสในแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนของพวกเจ้าสิ…ไร้ยางอายนัก!”
“ซุ่มโจมตีเจ้าเด็กโม่หลายครา ถ้าไม่เพราะชะตาเขายังไม่ถึงฆาต เจ้าคงต้องเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาวไปแล้ว!”
“เจ้ากลับไป ขอให้เจ้าคิดเผื่อสามีเจ้าสักนิด…ก็เพื่อเจ้าด้วยเหมือนกัน ฝากบอกผู้อาวุโสแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าด้วยว่า สมบัติจักรพรรดิใช่ว่าใครจะถือไว้ได้ ต่อให้มีปัญญาได้ไป…ก็ต้องมีชีวิตรอดไปด้วย!”
เดิมทีใบหน้าอวี้เหยาเต็มไปด้วยโทสะ นางเคยได้ยินมาว่าโม่หยางมีสัตว์เลี้ยงประหลาดตัวหนึ่งซึ่งพูดภาษาคนได้ แต่พอเห็นกับตาเข้าจริง นางก็อดประหลาดใจไม่ได้
‘สติปัญญาของมัน…แทบไม่ต่างจากมนุษย์เลย!’
อย่างไรก็ตาม ความโกรธของนางพลันปะทุขึ้นอีกครั้ง ‘เจ้าหมานี่มันพูดอะไรเหลวไหลที่สุด! ระหว่างข้ากับโม่หยางมีอะไรกันเสียที่ไหน!? แค่คนรู้จักธรรมดาเท่านั้น!’
หากมีผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นได้ยินเข้า เพียงคำพูดนั้นก็คงก่อให้เกิดข่าวลือไปทั่วทุกทิศ
ยิ่งไปกว่านั้น หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป แม้จะไม่เกี่ยวกับสำนักอื่น แต่เพื่อปกป้องชื่อเสียงของนางเอง แดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนก็อาจสังหารโม่หยางเพื่อตัดปัญหา!
ทว่าความโกรธของนางกลับสลายไปเมื่อได้ยินอีกสิ่งหนึ่งในถ้อยคำของเจ้าหมาน้อย
มีผู้อาวุโสจากสำนักของนางลงมือโจมตีโม่หยางแล้ว และยังเป็นเพราะโลภในสมบัติจักรพรรดิที่โม่หยางครอบครอง…
ขณะนั้นเอง หลัวชวนซึ่งเดินอยู่ด้านหน้าอย่างไม่รีบร้อนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย หันกลับมามองอวี้เหยา พร้อมเอ่ยขึ้นว่า
“เจ้าคือธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนใช่หรือไม่?”
อวี้เหยาหันมองชายหนุ่มตรงหน้า คิ้วงามขมวดขึ้นเล็กน้อย แม้นางจะไม่สัมผัสถึงพลังใดจากเขาเลย แต่สัญชาตญาณกลับบอกว่าชายผู้นี้…ไม่ธรรมดา
“ท่านเป็นใคร?” นางเหลือบมองโม่หยางเล็กน้อย ‘ดูเหมือนจะสนิทกัน…หรือว่าเป็นคนจากสำนักเดียวกัน?’
โม่หยางมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย เขาไม่เคยบอกนางว่าตนคือศิษย์ของสำนักหยางสวรรค์ แม้อาจเคยมีคำบอกใบ้ แต่คงไม่มีใครเดาได้แน่ชัด
ทว่าหลัวชวนกลับไม่คิดจะปิดบัง เขาเอ่ยเสียงเรียบว่า
“ข้าคือศิษย์พี่ห้าของเขา ส่วนเขาคือศิษย์น้องเล็กของข้า!”
จากนั้นสีหน้าหลัวชวนก็จริงจังขึ้น
“หากเจ้าได้กลับถึงสำนัก ก็ขอให้เจ้าบอกท่านจ้าวสำนักของเจ้าว่า…ดูแลลูกน้องให้ดี! แดนศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าจะทำอะไรก็เรื่องของเจ้าข้าไม่สน แต่หากยังคิดจะแย่งชิงสมบัติจากศิษย์น้องของข้าอีกครั้ง…ข้าจะลักพาตัวธิดาศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาไปเสียเลย!”
ถ้อยคำเรียบง่าย ทว่าเปี่ยมด้วยแรงกดดันและความเอาจริง
นี่เป็นครั้งแรกที่โม่หยางเห็นศิษย์พี่ห้าแสดงท่าทีจริงจังถึงเพียงนี้
อวี้เหยาตกตะลึงอีกครั้ง นางหันไปมองโม่หยางแล้วเอ่ยเสียงแผ่ว
“เจ้าคือ…”
ก่อนหน้านี้ นางก็สงสัยอยู่ตลอดว่าโม่หยางมีภูมิหลังลึกลับ นางเคยคาดว่าเขาอาจเป็นทายาทจากตระกูลใหญ่หรือสำนักอันเร้นลับ และถูกส่งไปฝึกฝน ณ สำนักหลิงซวีเท่านั้น
‘แต่ศิษย์พี่ผู้นี้…มิใช่ศิษย์สำนักหลิงซวีอย่างแน่นอน!’
หลัวชวนหัวเราะเบาๆ
“ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไร เรามาจากสำนักหยางสวรรค์!”
“สำนัก…หยางสวรรค์?” อวี้เหยาขมวดคิ้ว สีหน้าเปลี่ยนเป็นสงสัย ก่อนจะกลายเป็นตกใจ
‘ที่แท้…เขาคือคนจากสำนักในตำนาน…’
ตอนโม่หยางอยู่ในแดนศักดิ์สิทธิ์ นางยังจำได้ว่าเขาเคยพยายามถามไถ่เรื่องเกี่ยวกับสำนักหยางสวรรค์อย่างลับๆ แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนของที่นั่นจริงๆ!
แต่แม้จะเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ นางก็ยังรู้เพียงน้อยนิดเกี่ยวกับสำนักนี้
ความจริงแล้ว…ไม่ใช่แค่นาง แม้แต่ผู้อาวุโสทั้งหลายของแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน ต่างก็ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ แล้วสำนักหยางสวรรค์อยู่ที่ไหน หรือมีขนาดใหญ่เพียงใด
พวกเขารู้เพียงว่ามันมีอยู่ แต่ไม่มีใครเคยเห็น!
อวี้เหยาเงียบไปหลายอึดใจ ก่อนจะเอ่ยอย่างเคร่งขรึม
“หากแดนศักดิ์สิทธิ์ของข้าเคยมีผู้อาวุโสลงมือกับเจ้า เช่นนั้นข้าขออภัยแทนด้วย ข้าไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ!”
“เมื่อจบงานนี้ ข้าจะรีบนำข่าวกลับไปรายงาน และให้สำนักตรวจสอบเรื่องนี้อย่างแน่นอน!”
โม่หยางพยักหน้าเบาๆ
“อย่ากังวล เรื่องนี้มิใช่ความผิดของเจ้า แดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนยิ่งใหญ่เกินไป ผู้อาวุโสบางคนย่อมมีเส้นทางของตน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าเลย”
“แต่เรื่องที่ข้าเป็นศิษย์สำนักหยางสวรรค์นั้น…ขอให้เจ้าเก็บไว้ก่อนเถอะ ข้าไม่คิดจะปิดบัง แต่ก็ไม่อยากให้เป็นที่โจษจันไปทั่ว”
อวี้เหยาพยักหน้าเบาๆ ขณะนี้ พวกเขาเดินผ่านประตูหินเข้าสู่ลานกว้างหน้ามหาวิหารแล้ว
“เจ้าระวังตัวด้วย” นางกล่าวเสียงเบา ก่อนจะหันหลังเดินจากไป
โม่หยางมองตามแผ่นหลังขาวบริสุทธิ์นั้นเงียบๆ ขณะนางเดินกลับไปยังกลุ่มของแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน
หลัวชวนหัวเราะ
“ศิษย์น้องเล็ก…ธิดาศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ไม่เลวเลย ทั้งรูปลักษณ์ ทั้งพรสวรรค์ ล้วนไม่ธรรมดา! แม้จะอยู่แค่ขั้นเหนือสามัญระดับสาม แต่ภายในร่างนาง…ยังมีพลังบางอย่างที่แม้แต่ข้าก็ยังสัมผัสไม่ได้!”
เจ้าหมาน้อยก็หัวเราะเจ้าเล่ห์
“เจ้าหนู ข้าว่าไม่ต้องรอฤกษ์ดีอะไรอีกแล้ว รีบจับยัดใส่กระสอบแล้วลากเข้าหอไปเลยเถอะ!”
“คนดีๆ มีให้เลือกมากมาย เหตุใดยังต้องปล่อยน้ำดีไหลทิ้งนอกนา!? ข้ากล้าเอาหัวเป็นประกันว่า…ลูกที่นางคลอดให้เจ้าต้องยอดเยี่ยมแน่ๆ!!”