เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 128 พวกเรามาจากสำนักหยางสวรรค์

บทที่ 128 พวกเรามาจากสำนักหยางสวรรค์

บทที่ 128 พวกเรามาจากสำนักหยางสวรรค์


โม่หยางสวมหมวกงอบ ใต้เสื้อคลุมสีดำกว้างใหญ่ ใบหน้าแทบมองไม่เห็น ตลอดทางที่ผ่านมาไม่มีใครจำเขาได้เลย ยกเว้นเพียงผู้อาวุโสจากแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนผู้นั้น

เสียงแผ่วเบาที่ดังขึ้นใกล้กายทำให้เขาชะงักเล็กน้อย แต่เพียงได้ยินก็รู้ทันทีว่าเป็นใคร กลิ่นหอมเย็นอ่อนๆ ที่ลอยมาแตะจมูกนั้น เขาก็คุ้นเคยยิ่งนัก

คนที่มาไม่ใช่ใครอื่น นางคืออวี้เหยา ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน

ก่อนหน้านี้โม่หยางก็เห็นนางอยู่หน้าเขาราชาโอสถแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่านางจะจำเขาได้ทั้งที่ตนปกปิดกลิ่นอาย

แม้อวี้เหยาจะอยู่เพียงขั้นเหนือสามัญ แต่โม่หยางกลับรู้สึกอยู่เสมอว่า พลังของนางไม่ควรต่ำต้อยเพียงนั้น เพียงแต่เป็นความรู้สึกในใจ เพราะจนบัดนี้เขาก็ยังไม่เคยเห็นนางลงมือจริงจังเลยสักครั้ง

อีกทั้งในมือนางยังมีเกาทัณฑ์เทวะจากไม้จักรพรรดิ ซึ่งว่ากันว่าทำจากกิ่งของต้นจักรพรรดิบนยอดเขาธิดาศักดิ์สิทธิ์ และเมื่อลั่นสายเมื่อใด เลือดย่อมต้องไหล!

โม่หยางหยุดฝีเท้า หันหน้าไปยังข้างกายเล็กน้อย

อวี้เหยาเดินมาอยู่เคียงข้างเขาแล้ว เอ่ยเบาๆ ว่า

“ข้าได้ยินมาว่าเจ้าฆ่าผู้อาวุโสสกุลมู่คนหนึ่ง เจ้าควรรีบออกไปจากที่นี่ พวกเขากำลังมุ่งหน้ามาแล้ว!”

ยังไม่ทันโม่หยางตอบ นางก็กล่าวต่อว่า

“สำนักเสียงเซียนเองก็กำลังตามล่าเจ้า มีข่าวว่าพวกเขาประกาศตั้งค่าหัวเจ้าด้วย!”

นึกถึงสำนักเสียงเซียน อวี้เหยาก็ถอนหายใจ ‘ข่าวลือเรื่องเจ้าหมอนี่…’

นางหันมองโม่หยาง สีหน้าแปลกประหลาด “เจ้านี่ยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน ข้าได้ยินมาว่าเจ้าขโมยสมุนไพรจากสำนักเสียงเซียนไปหลายชนิดใช่ไหม?”

อวี้เหยารู้ดีว่าโม่หยางเป็นคนเช่นไร เมื่อตอนอยู่ที่สำนักหลิงซวี เขาเป็นพวกไม่เคยยอมเสียเปรียบใคร แม้จะรู้ว่านางเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ ก็ยังกล้าทวงค่าตอบแทนหลังช่วยชีวิต

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่เขากล้าปล้นเอาสมุนไพรจากไข่มุกแห่งสกุลมู่ไปต่อหน้าต่อตา

‘เจ้าหมอนี่มันตัวสร้างปัญหาโดยแท้!’

เพียงไม่กี่เดือนที่ออกจากสำนักหลิงซวี เขาก็กลายเป็นศัตรูกับสองสำนักใหญ่เข้าให้แล้ว ทั้งสกุลมู่ซึ่งเป็นหนึ่งในเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งดินแดนตอนกลาง และสำนักเสียงเซียนซึ่งแม้จะไม่ถึงขั้นนั้น แต่ก็ใช่ว่าจะต้อยต่ำ

โม่หยางแย้มยิ้ม ไม่ตอบคำถาม แต่กลับเอ่ยว่า

“โอ้ ที่แท้คือธิดาศักดิ์สิทธิ์น้อย ร่ำลือมาว่าหลายเดือนที่ผ่านมา เจ้าช่างงดงามมากขึ้นนัก…วันนี้ได้เห็นกับตาแล้ว ต้องบอกว่าไม่ผิดเลย!”

อวี้เหยาอึ้งไปเล็กน้อย ‘เจ้าหมอนี่…ข้ายังพูดจริงจังอยู่เลย เจ้ากลับยังอารมณ์ดีล้อเล่นอีก!’

นางจึงเอ่ยเสียงเข้มขึ้น

“พิธีแห่งหุบเขาราชาโอสถเช่นนี้ ทั้งสกุลมู่และสำนักเสียงเซียนต้องมาแน่ เจ้าควรรีบออกไปก่อนจะสายเกินไป! หากเจ้าถูกล้อมโจมตีจากสองฝ่าย แม้มีสมบัติจักรพรรดิไว้หลบซ่อนกาย…เจ้าก็อาจหนีไม่รอด”

โม่หยางยิ้มบาง ไม่แสดงความวิตกเลยแม้แต่น้อย

“ขอบคุณธิดาศักดิ์สิทธิ์น้อยที่ห่วงใย เพียงแต่ว่าความแค้นต้องสะสาง จะช้าหรือเร็วก็เหมือนกัน อีกอย่าง...ในหุบเขานี้ ข้าไม่คิดว่าพวกเขาจะกล้าลงมือจริง”

อวี้เหยามองเขาด้วยความไม่เชื่อ

“เจ้าคิดว่ามีสมบัติจักรพรรดิอยู่กับตัว แล้วจะสามารถทำอะไรก็ได้งั้นหรือ? แม้เจ้าจะใช้มันได้ แต่ก็จะถูกจับตามองทันที ตอนนั้นนอกจากสองสำนักนี้ จะมีใครอีกบ้างที่ไม่อยากได้มัน!? เจ้ารู้หรือไม่ว่าหุบเขาราชาโอสถที่เจ้าคิดว่าปลอดภัยนั้น…”

“หากจัดอันดับตามพลังในดินแดนเสวียนเทียน สำนักแห่งนี้อยู่ในสิบอันดับแรก! พวกเขาไม่ใช่เพียงสำนักโอสถธรรมดา แต่นี่คือแหล่งเสือซุ่มมังกรซ่อนอย่างแท้จริง!”

เจ้าหมาน้อยที่อยู่บนไหล่โม่หยาง กวาดตามองอวี้เหยาแล้วเอ่ยว่า

“เจ้าหนู…ภรรยาเจ้าคนนี้ไม่เลวเลย คิดเพื่อเจ้าเสียยิ่งกว่าตัวเอง!”

คำพูดเดียวของมันทำเอาอวี้เหยาถึงกับหน้าแดง ดวงตาก็เริ่มแสดงความเคืองขุ่น

ทว่าเจ้าหมาน้อยหาได้สนใจไม่

“สาวน้อย ดูเจ้าไม่ใช่คนเลว แต่เจ้าต้องระวังศัตรูในบ้านให้ดี! สกุลมู่กับสำนักเสียงเซียนข้าไม่กลัวหรอก แต่ไอ้พวกผู้อาวุโสในแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนของพวกเจ้าสิ…ไร้ยางอายนัก!”

“ซุ่มโจมตีเจ้าเด็กโม่หลายครา ถ้าไม่เพราะชะตาเขายังไม่ถึงฆาต เจ้าคงต้องเป็นหม้ายตั้งแต่ยังสาวไปแล้ว!”

“เจ้ากลับไป ขอให้เจ้าคิดเผื่อสามีเจ้าสักนิด…ก็เพื่อเจ้าด้วยเหมือนกัน ฝากบอกผู้อาวุโสแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าด้วยว่า สมบัติจักรพรรดิใช่ว่าใครจะถือไว้ได้ ต่อให้มีปัญญาได้ไป…ก็ต้องมีชีวิตรอดไปด้วย!”

เดิมทีใบหน้าอวี้เหยาเต็มไปด้วยโทสะ นางเคยได้ยินมาว่าโม่หยางมีสัตว์เลี้ยงประหลาดตัวหนึ่งซึ่งพูดภาษาคนได้ แต่พอเห็นกับตาเข้าจริง นางก็อดประหลาดใจไม่ได้

‘สติปัญญาของมัน…แทบไม่ต่างจากมนุษย์เลย!’

อย่างไรก็ตาม ความโกรธของนางพลันปะทุขึ้นอีกครั้ง ‘เจ้าหมานี่มันพูดอะไรเหลวไหลที่สุด! ระหว่างข้ากับโม่หยางมีอะไรกันเสียที่ไหน!? แค่คนรู้จักธรรมดาเท่านั้น!’

หากมีผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นได้ยินเข้า เพียงคำพูดนั้นก็คงก่อให้เกิดข่าวลือไปทั่วทุกทิศ

ยิ่งไปกว่านั้น หากเรื่องนี้แพร่กระจายออกไป แม้จะไม่เกี่ยวกับสำนักอื่น แต่เพื่อปกป้องชื่อเสียงของนางเอง แดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนก็อาจสังหารโม่หยางเพื่อตัดปัญหา!

ทว่าความโกรธของนางกลับสลายไปเมื่อได้ยินอีกสิ่งหนึ่งในถ้อยคำของเจ้าหมาน้อย

มีผู้อาวุโสจากสำนักของนางลงมือโจมตีโม่หยางแล้ว และยังเป็นเพราะโลภในสมบัติจักรพรรดิที่โม่หยางครอบครอง…

ขณะนั้นเอง หลัวชวนซึ่งเดินอยู่ด้านหน้าอย่างไม่รีบร้อนก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย หันกลับมามองอวี้เหยา พร้อมเอ่ยขึ้นว่า

“เจ้าคือธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนใช่หรือไม่?”

อวี้เหยาหันมองชายหนุ่มตรงหน้า คิ้วงามขมวดขึ้นเล็กน้อย แม้นางจะไม่สัมผัสถึงพลังใดจากเขาเลย แต่สัญชาตญาณกลับบอกว่าชายผู้นี้…ไม่ธรรมดา

“ท่านเป็นใคร?” นางเหลือบมองโม่หยางเล็กน้อย ‘ดูเหมือนจะสนิทกัน…หรือว่าเป็นคนจากสำนักเดียวกัน?’

โม่หยางมีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย เขาไม่เคยบอกนางว่าตนคือศิษย์ของสำนักหยางสวรรค์ แม้อาจเคยมีคำบอกใบ้ แต่คงไม่มีใครเดาได้แน่ชัด

ทว่าหลัวชวนกลับไม่คิดจะปิดบัง เขาเอ่ยเสียงเรียบว่า

“ข้าคือศิษย์พี่ห้าของเขา ส่วนเขาคือศิษย์น้องเล็กของข้า!”

จากนั้นสีหน้าหลัวชวนก็จริงจังขึ้น

“หากเจ้าได้กลับถึงสำนัก ก็ขอให้เจ้าบอกท่านจ้าวสำนักของเจ้าว่า…ดูแลลูกน้องให้ดี! แดนศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าจะทำอะไรก็เรื่องของเจ้าข้าไม่สน แต่หากยังคิดจะแย่งชิงสมบัติจากศิษย์น้องของข้าอีกครั้ง…ข้าจะลักพาตัวธิดาศักดิ์สิทธิ์ของพวกเขาไปเสียเลย!”

ถ้อยคำเรียบง่าย ทว่าเปี่ยมด้วยแรงกดดันและความเอาจริง

นี่เป็นครั้งแรกที่โม่หยางเห็นศิษย์พี่ห้าแสดงท่าทีจริงจังถึงเพียงนี้

อวี้เหยาตกตะลึงอีกครั้ง นางหันไปมองโม่หยางแล้วเอ่ยเสียงแผ่ว

“เจ้าคือ…”

ก่อนหน้านี้ นางก็สงสัยอยู่ตลอดว่าโม่หยางมีภูมิหลังลึกลับ นางเคยคาดว่าเขาอาจเป็นทายาทจากตระกูลใหญ่หรือสำนักอันเร้นลับ และถูกส่งไปฝึกฝน ณ สำนักหลิงซวีเท่านั้น

‘แต่ศิษย์พี่ผู้นี้…มิใช่ศิษย์สำนักหลิงซวีอย่างแน่นอน!’

หลัวชวนหัวเราะเบาๆ

“ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไร เรามาจากสำนักหยางสวรรค์!”

“สำนัก…หยางสวรรค์?” อวี้เหยาขมวดคิ้ว สีหน้าเปลี่ยนเป็นสงสัย ก่อนจะกลายเป็นตกใจ

‘ที่แท้…เขาคือคนจากสำนักในตำนาน…’

ตอนโม่หยางอยู่ในแดนศักดิ์สิทธิ์ นางยังจำได้ว่าเขาเคยพยายามถามไถ่เรื่องเกี่ยวกับสำนักหยางสวรรค์อย่างลับๆ แต่ก็ไม่คิดว่าเขาจะเป็นคนของที่นั่นจริงๆ!

แต่แม้จะเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์ นางก็ยังรู้เพียงน้อยนิดเกี่ยวกับสำนักนี้

ความจริงแล้ว…ไม่ใช่แค่นาง แม้แต่ผู้อาวุโสทั้งหลายของแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน ต่างก็ไม่มีใครรู้ว่าจริงๆ แล้วสำนักหยางสวรรค์อยู่ที่ไหน หรือมีขนาดใหญ่เพียงใด

พวกเขารู้เพียงว่ามันมีอยู่ แต่ไม่มีใครเคยเห็น!

อวี้เหยาเงียบไปหลายอึดใจ ก่อนจะเอ่ยอย่างเคร่งขรึม

“หากแดนศักดิ์สิทธิ์ของข้าเคยมีผู้อาวุโสลงมือกับเจ้า เช่นนั้นข้าขออภัยแทนด้วย ข้าไม่รู้เรื่องเลยจริงๆ!”

“เมื่อจบงานนี้ ข้าจะรีบนำข่าวกลับไปรายงาน และให้สำนักตรวจสอบเรื่องนี้อย่างแน่นอน!”

โม่หยางพยักหน้าเบาๆ

“อย่ากังวล เรื่องนี้มิใช่ความผิดของเจ้า แดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนยิ่งใหญ่เกินไป ผู้อาวุโสบางคนย่อมมีเส้นทางของตน ไม่เกี่ยวข้องกับเจ้าเลย”

“แต่เรื่องที่ข้าเป็นศิษย์สำนักหยางสวรรค์นั้น…ขอให้เจ้าเก็บไว้ก่อนเถอะ ข้าไม่คิดจะปิดบัง แต่ก็ไม่อยากให้เป็นที่โจษจันไปทั่ว”

อวี้เหยาพยักหน้าเบาๆ ขณะนี้ พวกเขาเดินผ่านประตูหินเข้าสู่ลานกว้างหน้ามหาวิหารแล้ว

“เจ้าระวังตัวด้วย” นางกล่าวเสียงเบา ก่อนจะหันหลังเดินจากไป

โม่หยางมองตามแผ่นหลังขาวบริสุทธิ์นั้นเงียบๆ ขณะนางเดินกลับไปยังกลุ่มของแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน

หลัวชวนหัวเราะ

“ศิษย์น้องเล็ก…ธิดาศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ไม่เลวเลย ทั้งรูปลักษณ์ ทั้งพรสวรรค์ ล้วนไม่ธรรมดา! แม้จะอยู่แค่ขั้นเหนือสามัญระดับสาม แต่ภายในร่างนาง…ยังมีพลังบางอย่างที่แม้แต่ข้าก็ยังสัมผัสไม่ได้!”

เจ้าหมาน้อยก็หัวเราะเจ้าเล่ห์

“เจ้าหนู ข้าว่าไม่ต้องรอฤกษ์ดีอะไรอีกแล้ว รีบจับยัดใส่กระสอบแล้วลากเข้าหอไปเลยเถอะ!”

“คนดีๆ มีให้เลือกมากมาย เหตุใดยังต้องปล่อยน้ำดีไหลทิ้งนอกนา!? ข้ากล้าเอาหัวเป็นประกันว่า…ลูกที่นางคลอดให้เจ้าต้องยอดเยี่ยมแน่ๆ!!”

จบบทที่ บทที่ 128 พวกเรามาจากสำนักหยางสวรรค์

คัดลอกลิงก์แล้ว