- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 125 พบหน้าศิษย์พี่ห้าอีกครา
บทที่ 125 พบหน้าศิษย์พี่ห้าอีกครา
บทที่ 125 พบหน้าศิษย์พี่ห้าอีกครา
ขณะโม่หยางกำลังขบคิดอยู่นั้น ดวงตากลับฉายแววคมกล้าในบัดดล ใบหน้าที่เคยสงบกลับเคร่งเครียด แววตาพลันแฝงไว้ด้วยประกายสังหาร
“เจ้าหนู...เจ้าอย่าบอกนะว่าจะลงมือกับแม่นางเมิ่งจริงๆ!” เจ้าหมาน้อยตกใจ เมื่อเห็นประกายคมกล้าในแววตาโม่หยาง เข้าใจผิดไปว่าเขาคิดจะลงมือกับเมิ่งเซียนอิน
แต่โม่หยางหาได้กล่าวสิ่งใด เขาเพียงจ้องแน่วแน่ไปยังทิศทางหนึ่ง แววตาเต็มไปด้วยความเครียดและความโกรธแฝงเร้น
ตรงนั้นมีบุรุษวัยกลางคนยืนอยู่ และดูเหมือนจะรู้สึกได้ถึงสายตาที่มองมาเช่นกัน คล้ายสัมผัสได้ถึงจิตสังหารอันลี้ลับ เขาจึงหันขวับกลับมามอง
แม้โม่หยางจะรีบหดกลิ่นอายและจิตสังหารในทันที ทว่าชายผู้นั้นก็ยังสามารถจับจ้องมายังเขาได้ตรงเป๊ะ
ใบหน้าโม่หยางแปรเปลี่ยนเล็กน้อย ‘แย่แล้ว…ข้าประมาทเกินไป ไม่น่าหลุดไอสังหารออกไปเช่นนี้เลย อีกทั้งยังเพ่งมองอีกฝ่ายนานเกินไป’
“เจ้าหนู เจ้าเป็นอะไรกันแน่?” เจ้าหมาน้อยเห็นโม่หยางผิดปกติ จึงเอ่ยถามอย่างอดไม่อยู่
แต่มันยังไม่รู้ว่า ชายวัยกลางคนที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ นั้น ก็คือหนึ่งในศัตรูที่โม่หยางเคยกล่าวถึงก่อนหน้านี้ ผู้อาวุโสแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน ผู้ที่เคยดักลอบสังหารเขามาแล้ว
“รีบไปเถอะ!” โม่หยางเอ่ยเสียงต่ำ จากนั้นก็หมุนกายเตรียมจะถอยหนี
สถานที่ตรงนี้ไม่เหมาะจะอยู่ต่อ และเขายิ่งไม่ควรก้าวเข้าไปในหุบเขาราชาโอสถ เพราะหากเข้าไปแล้ว การหลบหนีคงเป็นไปไม่ได้
“เจ้าหมายถึง…มู่เซียวมาแล้วหรือ?” เจ้าหมาน้อยยังหันซ้ายแลขวาอยู่ แต่ในอีกอึดใจต่อมาก็ชะงักทันที ดวงตาจับจ้องไปยังชายวัยกลางคนที่อยู่ห่างออกไปราวสิบกว่าจั้ง
ชายผู้นั้นกำลังก้าวเข้ามาช้าๆ และบรรยากาศรอบตัวพลันถูกพลังอันมองไม่เห็นของเขาจับตรึงไว้แน่นหนา
“ที่แท้เจ้าก็อยู่ที่นี่นี่เอง ข้าตามหาเจ้ามานานนัก!” เสียงของชายวัยกลางคนแผ่วเบาแต่แฝงไว้ด้วยพลัง พุ่งตรงถึงโม่หยาง
ในขณะนั้น ผู้ฝึกยุทธ์คนอื่นๆ กำลังทยอยเข้าสู่หุบเขาราชาโอสถอย่างไม่รู้เรื่องใด จึงไม่มีผู้ใดสังเกตถึงความผิดปกติระหว่างโม่หยางกับชายผู้นั้น
“ตลอดทางที่ข้ามา ข้าได้ยินเรื่องราวของเจ้ามามากมาย ข้ารู้ว่าเจ้าต้องมาที่นี่แน่…คิดไม่ถึงว่าจะพบเจ้าก่อนถึงพิธี ดูท่าว่าเรามีวาสนาต่อกันเสียจริง!”
ชายผู้นั้นยังคงก้าวเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนเหลือเพียงหกจั้ง ใบหน้าดูยิ้มละไม แต่ในแววตานั้นกลับเต็มไปด้วยความดูแคลน ความโกรธ และจิตสังหารที่ปิดไม่มิด
“เจ้าเป็นใคร?” เจ้าหมาน้อยไม่รู้จักชายผู้นี้ แต่เมื่อมองแววตาและคลื่นพลังอันลึกล้ำก็พลันรู้ได้ทันทีว่าผู้นี้ไม่ธรรมดา มันจึงเอ่ยถามอย่างระวังตัว
“สุนัขพูดได้อย่างนั้นหรือ? น่าสนใจจริงๆ …เอาไปตุ๋นกินคงดีไม่น้อย!” น้ำเสียงของชายวัยกลางคนแปรเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ หยุดยืนห่างจากโม่หยางเพียงสามจั้ง
โม่หยางจ้องชายผู้นั้นแน่นิ่ง ในระยะใกล้เช่นนี้ หากอีกฝ่ายคิดลงมือ เขามีทางเดียวคือต้องหนีเข้าหอจักรพรรดิดาราทันที
“เจ้ากล้าลงมือที่นี่ ไม่กลัวเสียชื่อของแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนหรือ? ที่นี่คือหน้าประตูหุบเขาราชาโอสถ ผู้คนมากมายรวมตัวกัน หากความคิดชั่วร้ายของเจ้าถูกเปิดเผย พวกเขาจะยังไว้หน้าสำนักของเจ้าอีกหรือ?” โม่หยางกล่าวเสียงเย็น
กล่าวเช่นนี้ก็เพื่อซื้อเวลาให้อีกฝ่ายลังเล หากมีโอกาส เขาจะหนีทันที
“หึ เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้ารึ? หากข้าเผยต่อชาวยุทธ์ทั้งปวงว่าเจ้าครอบครองสมบัติจักรพรรดิ เจ้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น? สำนักใหญ่พวกนั้นจะอยู่เฉยหรือ? สมบัติจักรพรรดิผู้ใดเล่าจะไม่อยากได้?”
จิตสังหารในแววตาของเขาเริ่มเด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ
“เจ้าหนู…เจ้านี่คือเจ้าคนที่เคยซุ่มโจมตีเจ้าหรือ?” เจ้าหมาน้อยแผ่วเสียงลง ถามพลางหรี่ตา
โม่หยางสีหน้าเย็นชา พยักหน้ารับโดยไม่กล่าวคำ
“งั้นเจ้าจะรออะไรอยู่? รีบเผ่นเถอะ! หรือเจ้าจะยืนรอให้มันสับเป็นชิ้นๆ? ตอนนั้นเจ้าก็เคยบอกว่า แม้แสงสังหารจากป้ายประกาศิตสำนักยังทำได้แค่ทำร้ายมันเท่านั้น มันแกร่งกว่าผู้อาวุโสสกุลมู่นั่นหลายเท่านัก!”
เจ้าหมาน้อยพูดพลางถอยหลังหนึ่งก้าว
“หึ เจ้าหนู เจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้เจ้าหนีมาถึงนี่เพียงเพื่อจะปล่อยเจ้าไปหรือ?” ชายวัยกลางคนหัวเราะเยาะ
โม่หยางชะงักทันที เพราะเขารู้สึกได้ว่าบรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไป ‘นี่ไม่ใช่ทางเข้าสู่หุบเขาอีกต่อไปแล้ว…’
ในห้วงอากาศเหนือหัว ม้วนภาพวาดปรากฏออกมาช้าๆ แผ่ขยายราวกับม่านท้องฟ้า แสงสว่างเส้นแล้วเส้นเล่าตกลงมาเบื้องล่าง บรรยากาศโดยรอบเหมือนหยุดนิ่ง
“แย่แล้ว…นั่นมันคือ ชิ้นส่วนภาพวาดโบราณที่เคยปรากฏเมื่อหลายพันปีก่อน! มีพลังปิดกั้นทุกสรรพสิ่งในบริเวณ!” เจ้าหมาน้อยอุทาน
สถานที่ที่พวกเขาอยู่ตอนนี้ ไม่มีผู้ใดอยู่รอบข้างอีกต่อไป ไม่ใช่หน้าหุบเขาแล้ว
โม่หยางรีบพยายามหลบหนีเข้าสู่หอจักรพรรดิดารา แต่กลับไร้ผล เขายังคงอยู่ที่เดิม
“เจ้าหนู อย่าฝืนเลย…หากข้ามองไม่ผิด นี่คือชิ้นส่วนภาพวาดที่ได้รับการบูรณะ พลังของมันยิ่งแข็งแกร่งกว่าสมัยก่อนด้วยซ้ำ…เราหนีไม่ทันแล้ว!”
เจ้าหมาน้อยมองภาพวาดเหนือศีรษะด้วยสีหน้าซีดเผือด
ชายวัยกลางคนปรากฏร่างขึ้นเต็มตัวแล้ว แสงจากภาพวาดเบื้องบนสาดลงมาครอบคลุมรอบด้านกว่าสิบจั้ง เหมือนปิดผนึกเป็นโลกอิสระที่ไม่มีใครแทรกแซงได้
“ของขวัญที่ข้าจัดเตรียมไว้ให้เจ้า เจ้าพอใจหรือไม่?” ชายผู้นั้นเลิกปิดบังจิตสังหาร จ้องโม่หยางด้วยแววตาเคียดแค้น
“เกือบลืมไป เจ้าถือป้ายประกาศิตสำนักนั้นใช่หรือไม่? ได้ยินมาว่าทำให้ผู้อาวุโสสกุลมู่ตายไปคนหนึ่ง ข้าอยากรู้ว่ามันทำอะไรกับข้าได้บ้าง!”
เขาเงยหน้ามองภาพวาด พลางกล่าวต่อ “ภาพวาดนี้สามารถปิดฟ้าผนึกดิน ผู้ใดที่ถูกครอบคลุม ย่อมไม่มีผู้ใดช่วยเหลือได้ จนกว่าจะถูกถอนออก!”
ยังไม่ทันโม่หยางจะตอบ เสียงหัวเราะเบาๆ ก็ดังขึ้น
“หึ จริงหรือ?”
พร้อมเสียงนั้น ร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งก็ก้าวเข้ามาในพื้นที่พิเศษนี้ สีหน้าผ่อนคลายแฝงแววเจ้าเล่ห์ยิ่งนัก ยืนตระหง่านกลางอากาศโดยมีมือไพล่หลัง เหลือบตาขึ้นไปมองภาพวาดเหนือศีรษะ
โม่หยางเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ “ศิษย์พี่ห้า!”
ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มบางๆ บนใบหน้า ทำให้รู้สึกถึงความยียวนอันประหลาด เขาหันไปมองโม่หยาง เอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ศิษย์น้องเล็ก เจ้าคิดถึงข้าหรือไม่?”
“เจ้าสามารถเข้ามาได้อย่างไร?” ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วแน่น จ้องมองไปยังหลัวชวนด้วยความแปลกใจและไม่เข้าใจ
“ไอ้แก่ เจ้าสนใจจะลองดูพลังของคีรีสมุทรอันรุ่งโรจน์ที่แท้จริงไหม?” หลัวชวนยืนมาดสง่างาม มือไพล่หลังเอ่ยตอบกลับด้วยรอยยิ้มเยาะ พร้อมกับพลิกฝ่ามือขึ้น เผยให้เห็นม้วนภาพวาดอีกหนึ่งในมือเขา