- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 123 วิกฤต
บทที่ 123 วิกฤต
บทที่ 123 วิกฤต
ในชั้นที่สามของหอจักรพรรดิดารา เจ้าหมาน้อยจ้องมองผลไม้ไม่กี่ลูกบนต้นไม้เทพแห่งสวรรค์ด้วยน้ำลายไหลย้อย ทว่ามันก็รู้ดี ผลไม้ล้ำค่านี้หากยังไม่สุกงอมแล้วเก็บเกี่ยว ก็เท่ากับทำลายของวิเศษให้สูญเปล่า
“เจ้าหนู ข้าดูออกว่าเจ้าไม่ธรรมดา ตั้งแต่แรกพบข้าก็รู้ว่าเจ้าต้องไปรุ่ง!” มันเอ่ยขณะจ้องไปยัง กระดานหมากล้อมยุคบรรพกาล ดวงตากลมโตแทบหรี่จนเป็นเส้นบาง แล้วแสยะยิ้มส่งถ้อยคำประจบออกมาอย่างหน้าไม่อาย
“เฮ้อๆ เด็กน้อย เจ้ามีสมบัติวิเศษมากมาย ไม่แบ่งให้พี่เจ้าสักชิ้นหรือ? อย่างเช่นเจ้านี่ไง กระดานหมากล้อมยุคบรรพกาล เจ้าเองตอนนี้ก็ใช้งานไม่ได้อยู่แล้ว ส่งต่อให้ข้า ข้าจะพาเจ้าเหยียบย่ำใต้หล้า!” เจ้าหมาน้อยวางอุ้งเท้าทั้งสองข้างลงบนกระดานหมากล้อม ดวงตาเต็มไปด้วยแววอ้อนวอน
โม่หยางได้แต่เงียบอย่างสิ้นคำ เจ้านี่ตั้งแต่เข้ามาในหอจักรพรรดิดารา ก็เอาแต่เฝ้ามองสมบัติล้ำค่าไม่วางตา บนชั้นสองของหอศิลา มันเกือบจะมุดหัวเข้าไปในเตาหลอมแห่งโชคลาภอยู่แล้ว มาถึงชั้นสามก็เอาแต่จ้องต้นไม้เทพบ้าง กระดานหมากล้อมบ้างจนเหมือนคนเสียสติ
“เด็กน้อย ถ้างั้นก็ช่างเถิด ข้าไม่เอากระดานนั่นแล้ว อย่างน้อยวิชาตัวเบาที่เจ้าใช้ก็สอนได้กระมัง? เราเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายด้วยกันมาตั้งไม่รู้กี่ครั้ง เจ้าอย่าตระหนี่เลย!” มันกระพริบตากลมโต พลางส่งเสียงอ้อนอีกครั้ง
โม่หยางแทบอยากฟาดมันด้วยฝ่ามือเดียว ม้วนอักษรแห่งการเคลื่อนไหวเป็นวิชาไม่ธรรมดา มาจากหอจักรพรรดิดาราโดยตรง ถึงแม้เจ้าหมาน้อยจะพอเข้าใจหลักการ แต่ใช่ว่าจะฝึกฝนได้ง่าย
“เจ้าทายถูกแล้ว ข้านี่แหละตระหนี่ ไว้คราวหน้าแล้วกัน ตอนนี้เวลาก็ใกล้ถึงแล้ว พิธีสืบทอดตำแหน่งของหุบเขาราชาโอสถใกล้เริ่มขึ้นแล้ว”
โม่หยางกล่าวพลางหยิบหมวกงอบออกจากแหวนเก็บของมาสวม เปลี่ยนชุดเป็นผ้าฝ้ายสีเทา จากนั้นก็พาเจ้าหมาน้อยออกจากหอจักรพรรดิดารา มุ่งหน้าสู่หุบเขาราชาโอสถ
“เฮ้ย เด็กน้อย เจ้ารีบร้อนขนาดนี้ ไม่ใช่ว่าอยากไปหานางในฝันของเจ้าหรอกนะ?”
โม่หยางหน้าดำทะมึน ไม่รอช้า คว้าตัวเจ้าหมาน้อยโยนกลับเข้าไปในหอจักรพรรดิดาราทันที
ตลอดทาง เขาพบผู้ฝึกยุทธ์มากหน้าหลายตา มุ่งหน้าไปยังทิศทางเดียวกัน ซึ่งชัดเจนว่าล้วนมีเป้าหมายเดียวกัน หุบเขาราชาโอสถ
เขาได้ยินเรื่องราวมากมายเกี่ยวกับที่นั่นจากเจ้าหมาน้อยตลอดทาง
ทว่าในใจโม่หยางกลับรู้สึกไม่สงบ
‘ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังจ้องมองอยู่ในเงามืด’
ความรู้สึกถูกลอบมองนี้ยังคงไม่เลือนหายไปแม้จะเพ่งสมาธิแผ่จิตตรวจสอบแล้วก็ตาม แต่เขากลับหาแหล่งที่มาไม่พบ
‘เป็นคนของสกุลมู่? หรือว่าสำนักเสียงเซียน?’ โม่หยางครุ่นคิดพลางแผ่จิตออกไปตรวจสอบ แต่กลับไม่พบสิ่งใด ทว่าความรู้สึกถูกจับตามองยังไม่จางหาย
‘จะต้องเป็นยอดฝีมือแน่ ไม่เช่นนั้นคงไม่สามารถหลบหลีกการตรวจจับของข้าได้ ทั้งที่ข้าก็อำพรางตนไว้แล้ว’
‘หรือจะเป็นผู้อาวุโสแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน?’
โม่หยางรู้ดีว่าเขาได้กลายเป็นศัตรูกับสกุลมู่ไปแล้ว โดยเฉพาะหลังจากที่เขาฆ่าผู้อาวุโสของสกุลมู่ไปหนึ่งคน ความแค้นนี้ไม่มีวันคลี่คลาย และสกุลมู่จะต้องส่งยอดฝีมือออกมาตามล่าเขาแน่นอน
‘สำนักเสียงเซียนก็คงไม่ปล่อยข้าไว้เช่นกัน’
จู่ๆ โม่หยางก็ขมวดคิ้วแน่น เพราะป้ายประกาศิตสำนักหยางสวรรค์ ที่เก็บไว้ในแหวนเก็บของเกิดสั่นไหวขึ้นอย่างน่าประหลาด
เขาหันซ้ายแลขวาเห็นว่าไม่มีผู้ใดมองมา จึงแอบหยิบป้ายออกมา พลางเห็นว่าแสงเรืองรองจางๆ กำลังไหลเวียนอยู่บนป้าย
‘ตั้งแต่ศิษย์พี่หญิงหกมอบให้มา นี่เป็นครั้งแรกที่เกิดอะไรแบบนี้ขึ้น’
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” โม่หยางเพ่งตามองป้าย พลางพยายามสัมผัสพลังในนั้น ทว่าไม่อาจเข้าใจถึงต้นสายปลายเหตุ
ภายในป้ายนอกจากจะมีพลังแห่งกระบี่ซ่อนอยู่ ยังเป็นสัญลักษณ์ของศิษย์สำนักหยางสวรรค์ และยังใช้เป็นเครื่องมือสื่อสารกันภายในสำนัก ทว่าโม่หยางกลับไม่เคยได้รับข้อความใดเลยนอกจากศิษย์พี่หญิงหกและศิษย์พี่ห้าของเขา ส่วนศิษย์พี่น้องคนอื่น เขายังไม่รู้จักแม้แต่ชื่อ
“หรือว่า…ไอ้เจ้าคนแก่บ้านั่นจะนึกถึงข้าขึ้นมาแล้ว?” โม่หยางจ้องป้ายด้วยแววตาประหลาดใจ คาดเดาว่าอาจจะเป็นอาจารย์ที่เขาไม่เคยพบหน้ากำลังติดต่อมา
เพียงไม่นาน ป้ายก็กลับคืนสู่ความเงียบงันอีกครั้ง
“บัดซบ…เจ้าเฒ่าบัดซบนั่น ถ้าข้าได้เจอเมื่อไหร่ ข้าจะหลอกเจ้าให้หมดเนื้อหมดตัวไม่เหลือแม้แต่กางเกงใน!” โม่หยางสบถอย่างอับจนหนทาง เห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก เขาจึงเก็บป้ายกลับ แล้วออกเดินทางต่อ
เมื่อโม่หยางจากไปแล้ว ด้านหลังของเขากลับปรากฏร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่ง
ชายผู้นั้นมองตามหลังโม่หยางไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์แฝงแววเยาะเย้ย “น้องเล็กนี่ช่างน่าสนใจนัก ถึงกับสนใจเรื่องกางเกงในของอาจารย์...เจ้าเฒ่านั่นงั้นรึ ฮ่าๆ ใจเจ้ากล้ากว่าข้าอีกนะ!”
หากโม่หยางหันกลับมาในยามนี้ เขาย่อมจำคนผู้นี้ได้ทันที
เขาคือศิษย์พี่ห้า หลัวชวน แห่งสำนักหยางสวรรค์ ที่โม่หยางเพิ่งพบเจอเมื่อไม่นานมานี้
หลัวชวนถอนหายใจเบาๆ “อาจารย์ท่านพูดถูกจริงๆ เจ้าศิษย์น้องเล็กนี่มันตัวสร้างปัญหาโดยแท้ เฮ้อ...น่าปวดหัวจริงๆ ข้ากำลังเกี้ยวหญิงอยู่ดีๆ ยังถูกเรียกมาให้ช่วยเจ้าปีศาจน้อยนี่อีก ข้า...ข้าช่างชีวิตบัดซบยิ่งนัก!”
จากนั้นเขาหันกลับไปมองเนินเขาลูกหนึ่งด้วยแววตาเย็นชา แต่ไม่เอ่ยสิ่งใด เพียงหันหลังก้าวเดินต่อไป เส้นทางที่เขามุ่งหน้า ก็เป็นทิศทางเดียวกับที่โม่หยางเดินทางไป หุบเขาราชาโอสถ
…
เวลาผ่านไปจนถึงรุ่งอรุณของวันถัดมา โม่หยางก็มาถึงหน้าหุบเขาแห่งหนึ่งพร้อมกับเหล่าผู้ฝึกยุทธ์อีกจำนวนมาก
หุบเขาแห่งนี้แตกต่างจากหุบเขาทั่วไป เพราะที่หน้าหุบเขาตั้งอยู่ด้วยแท่นศิลาสูงสี่ถึงห้าจั้ง หน้าศิลาได้สลักอักษรสามตัวว่า “หุบเขาราชาโอสถ” อย่างทรงพลังประหนึ่งมังกรร่ายรำหงส์โบยบิน
เหล่าผู้ฝึกยุทธ์จากทั่วทุกสารทิศที่มาถึงต่างหยุดยืนอยู่ด้านหน้า ไม่มีผู้ใดกล้าบุกล้ำเข้าไปก่อน
โม่หยางก็มองดูแท่นศิลานั้นด้วยความสนใจ เพียงแรกเห็นก็สัมผัสได้ว่าหุบเขานี้มีประวัติยาวนาน ศิลาก้อนนี้ทำมาจากหินทองคำชนิดหายาก แข็งแกร่งยิ่ง แม้ผ่านกาลเวลาหลายร้อยปีก็ไม่อาจทิ้งร่องรอยใดไว้ได้ แต่ตอนนี้กลับมีรอยกัดกร่อนลึกชัดเจน แสดงให้เห็นว่ามันผ่านกาลเวลาอันยาวนานเพียงใด
แม้จะมีเพียงศิลาตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า มิได้มีผู้ใดเฝ้าเวรยาม หรือมีประตูใดกั้นขวาง แต่โม่หยางกลับสัมผัสได้ถึงพลังค่ายกลอันรุนแรง
‘หุบเขานี้มีค่ายกลคุ้มกันอย่างแน่นหนา และมิใช่ค่ายกลธรรมดาแน่’
“เพียงแค่ค่ายกลนี้ หุบเขาราชาโอสถก็หาใช่สำนักเล็กๆ แล้ว!” โม่หยางพึมพำเบาๆ
ตามเวลา วันนี้เป็นวันจัดพิธีสืบทอดตำแหน่งราชาโอสถคนใหม่ ผู้คนที่มารวมตัวกันที่นี่ล้วนมารอพิธีเริ่มขึ้น
โม่หยางออกจากหอจักรพรรดิดาราโดยมิได้แปลงโฉม เพียงเปลี่ยนชุดกับสวมงอบบังหน้า เดินหลบมุมไปมาอย่างระวัง ก็ไม่ถูกผู้ใดจดจำได้
ไม่นานนัก เสียงกลองทึบๆ ดังขึ้นจากภายในหุบเขา มองเห็นคลื่นพลังงานลอยออกมาราวกับระลอกคลื่นน้ำ
ตึง…ตึง…
เสียงกลองดังต่อเนื่อง กึกก้องไปทั่วทุกสารทิศ
“ประตูหุบเขาเปิดแล้ว ยินดีต้อนรับผู้ฝึกยุทธ์จากทั่วทุกสารทิศเข้าสู่หุบเขาราชาโอสถ ขอเชิญทุกท่านขึ้นเขา!” เสียงชราดังขึ้นแฝงอยู่ท่ามกลางเสียงกลอง จากนั้นศิลาใหญ่ก็สาดแสงเจิดจ้าออกมา เกิดม่านพลังขึ้นที่ปากหุบเขา ก่อนจะสลายหายไปในพริบตา
โม่หยางรู้สึกประหลาดใจ ‘เมื่อครู่ค่ายกลถูกเปิดออกแล้ว’
“ผู้ใดจะเข้าสู่หุบเขา จงรายงานนามสำนักให้ชัดเจน หากไร้ที่มา ห้ามก้าวล้ำเข้าภายใน!” ขณะผู้คนกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ เสียงชราก็ดังขึ้นอีกครั้ง