- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 122 ตำหนักวิญญาณที่สอง
บทที่ 122 ตำหนักวิญญาณที่สอง
บทที่ 122 ตำหนักวิญญาณที่สอง
ทั่วทั้งถนน พลันเต็มไปด้วยหมู่ผู้ฝึกยุทธ์ที่ยืนมุงดู สีหน้าแต่ละคนแข็งทื่อ ดวงตาเลื่อนลอยจ้องมองไปยังโม่หยางที่ยืนอยู่กลางถนน
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้ทำให้ผู้คนมากมายรู้สึกราวกับตกอยู่ในความฝัน บทสรุปของเรื่องกลับยิ่งชวนให้รู้สึกเหลือเชื่อจนยากจะกล่าวได้
แม้ถนนจะพังยับเยินไปแล้ว แต่ฝุ่นควันยังไม่จางหาย กลิ่นอายของปราณกระบี่ยังคงหลงเหลืออยู่จางๆ ในอากาศ บรรยากาศกลับอึดอัดบีบคั้นหัวใจจนไม่อาจอธิบาย
ทว่าโม่หยางหาได้หยุดยั้ง เขาพาเจ้าหมาน้อยหันหลังเดินจากไปทันที มุ่งหน้าออกจากเมืองเล็กโดยไม่แม้แต่จะเหลียวหลัง
“เจ้าหนู ออกจากที่นี่ก่อนเถอะ ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกแล้ว ตอนนี้เจ้าบาดเจ็บสาหัส หากมู่เซียวคิดอะไรขึ้นมาแล้ววกกลับมาอีก เจ้าคงได้แต่ซุกหัวอยู่ในหอศิลานั่น หรือไม่ก็นอนตายอยู่ตรงนี้แหละ แล้วอีกคน...ไอ้ที่ชื่อเจียงเสวียนฮวาน ข้ารู้สึกว่ามันจับตามองเจ้าอยู่ เหมือนมันจะสังเกตเห็นอะไรบางอย่าง ไอ้นั่นไม่ธรรมดาแน่ๆ !” เจ้าหมาน้อยบ่นอุบไม่หยุด
โม่หยางฝืนทนต่อความเจ็บปวดทั่วร่าง ใช้ม้วนอักษรแห่งการเคลื่อนไหวพุ่งทะยานออกจากตัวเมือง
เมื่อเดินทางไกลออกไปได้หลายลี้ ในที่สุดโม่หยางก็หยุดลงในสถานที่อันเงียบสงัดไร้ผู้คน จากนั้นจึงลอบเข้าสู่หอจักรพรรดิดารา
ในชั้นที่สามของหอจักรพรรดิดารา โม่หยางนั่งขัดสมาธิลงเริ่มบำบัดรักษาตัว เขาหยิบโอสถเซิ่งหยวนออกมากลืนลงไป จากนั้นจึงเริ่มตรวจสอบอาการบาดเจ็บในร่างตน
บาดแผลของเขาหนักหนาไม่น้อย ส่วนมากมาจากการประมือกับมู่เซียว และที่เหลือมาจากการโจมตีของผู้อาวุโสแห่งสกุลมู่ แม้จะเป็นเพียงคลื่นพลังสะท้อนกลับ แต่ก็เป็นพลังของผู้ฝึกยุทธ์ขั้นเหนือสามัญระดับเจ็ด ย่อมไม่อาจดูแคลนได้
‘ข้ายังฝืนเกินไปนัก หากไม่มีหอจักรพรรดิดารา ไม่มีป้ายประกาศิตสำนักหยางสวรรค์ คืนนี้ข้าคงได้ตายไปแล้ว’ โม่หยางถอนใจเบาๆ
แม้ว่าหอจักรพรรดิดาราจะเป็นหอคอยระดับจักรพรรดิ แต่ก็ใช่ว่าจะปกป้องชีวิตเขาได้ทุกครา เช่นเหตุการณ์ที่ถูกผู้อาวุโสแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนซุ่มโจมตีในครั้งนั้น หอคอยก็ไม่สามารถช่วยเขาหลบหนีได้
จากนั้นเขาจึงสงบจิตใจ เริ่มฝึกฝนตามคัมภีร์จักรพรรดิดาราเพื่อบำบัดบาดแผล
พลังวิญญาณแห่งสวรรค์และโลกที่ไหลเวียนอยู่รอบบริเวณ บัดนี้กลับเคลื่อนไหวอย่างรุนแรง พุ่งตรงมายังโม่หยางอย่างต่อเนื่อง
เจ้าหมาน้อยที่อยู่ไม่ไกลนักแทบอยากสบถออกมา เพราะพลังวิญญาณเหล่านั้นกลับถูกโม่หยางดูดกลืนไปจนหมดสิ้น บริเวณรอบกายมันไม่หลงเหลือแม้แต่น้อย
“สวรรค์ลงโทษเจ้าเถอะ! เจ้านี่มันไม่เหลืออะไรให้ข้าเลยเรอะ จะใจร้ายเกินไปแล้วนะ!” มันสบถออกมาอย่างไม่พอใจ
เวลาผ่านไปสองวัน โม่หยางก็ฟื้นตัวเกือบสมบูรณ์ อีกทั้งยังรู้สึกได้ว่าระดับพลังบ่มเพาะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ลมปราณในกายเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไป แม้มิได้แข็งแกร่งขึ้นโดยตรง แต่กลับบริสุทธิ์ยิ่งกว่าเดิม
โม่หยางลืมตาขึ้นช้าๆ แววทองเรืองรองฉายแสงในดวงตาซ้าย แผ่พลังแปลกประหลาดออกมา
เจ้าหมาน้อยที่นอนหลับอยู่ใต้ต้นไม้เทพแห่งสวรรค์ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาทันที ลืมตากลมใสดั่งอัญมณีมองโม่หยางอย่างตกตะลึง
“เจ้าหนู ฟื้นแล้วรึ?” มันพุ่งตัวมาหยุดอยู่ตรงหน้า จ้องตาซ้ายของโม่หยางไม่วางตา สีหน้าฉายแววสงสัย “เจ้า...ทะลวงผ่านแล้วหรือ?”
เพราะมันรู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงบางอย่าง โม่หยางในยามนี้ไม่เหมือนกับเมื่อไม่กี่วันก่อนเลย ทั้งที่เขาเอาแต่ขัดสมาธิบำบัดอาการบาดเจ็บมาตลอด
โม่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย ส่ายหัว จากนั้นก็พยักหน้าเบาๆ “ยังอยู่ที่ขั้นจ้าวยุทธ์ ยังมิได้ทะลวงสู่ขั้นราชันยุทธ์”
ทว่าเขาเองก็รู้สึกประหลาดใจ เพราะระหว่างที่เขากำลังเพ่งจิตตรวจสอบตนเอง กลับพบว่ามีตำหนักวิญญาณเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง เช่นเดียวกับตอนที่เกิดขึ้นในจวนเมืองวั่งเยว่ แม้พลังบ่มเพาะจะยังอยู่ขั้นเดิม แต่เหมือนจะพัฒนาไปอีกขั้นโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ตัว
“เจ้าหนู เจ้าเล่นอะไรอยู่กันแน่?” เจ้าหมาน้อยจ้องเขาด้วยหางตา
“ยังอยู่ขั้นจ้าวยุทธ์” โม่หยางกล่าวพลางตรวจสอบพลังในร่างอย่างถี่ถ้วน
“เป็นไปได้อย่างไร เจ้าแปลกเกินไปแล้ว ข้าว่าข้าไม่ได้ตาฝาดหรอก!” เจ้าหมาน้อยยังไม่หยุดมองด้วยความฉงน
“ข้าเพียงมีตำหนักวิญญาณเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง แต่พลังยังคงอยู่ขั้นเดิม” หลังจากตรวจสอบอยู่ครู่ใหญ่ โม่หยางก็กล่าวขึ้น เขาเองก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นตอนไหน
“ว่าอย่างไรนะ? เจ้าลองพูดอีกครั้งสิ!” เจ้าหมาน้อยผงะถอยไปสองก้าว ดวงตากลมโตฉายแววตกตะลึง
โม่หยางพยักหน้าอย่างมั่นใจ “แน่นอน มีเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งแห่ง”
“เจ้าหนู...เจ้ามีพรสวรรค์จริงๆ ข้ายอมรับก็ได้ เจ้าสามารถเปิดตำหนักวิญญาณได้ถึงสองแห่งในขั้นจ้าวยุทธ์ ช่าง...เหลือเชื่อนัก! เจ้า...ใกล้ขึ้นสวรรค์แล้วก็ว่าได้! แต่เรื่องนี้...อาจมิใช่เรื่องดีเสมอไปนะ!”
โม่หยางแสดงสีหน้าสงสัย หันไปมองเจ้าหมาน้อย รอฟังคำอธิบาย เพราะเรื่องตำหนักวิญญาณนี้ เขาเองก็รู้มาจากมัน
เห็นโม่หยางแสดงท่าทีงุนงง เจ้าหมาน้อยก็เอ่ยขึ้น “ข้าไม่รู้ควรชมเจ้าว่าอัจฉริยะ หรือด่าว่าโง่ดี การเปิดตำหนักวิญญาณได้ถึงสองแห่งในขั้นจ้าวยุทธ์นั้น นับว่าแทบไม่เคยปรากฏในประวัติศาสตร์ อย่างน้อยข้าก็ไม่เคยได้ยินมาก่อน เอาเป็นว่าโดยปกติแล้วขั้นจ้าวยุทธ์จะมีเพียงสามระดับย่อย แต่เจ้ากลับมีถึงห้า เจ้าคงเข้าใจความต่างแล้วใช่ไหม?”
มันกล่าวต่อ “ในแง่พลังต่อสู้ แน่นอนว่าย่อมเป็นผลดีต่อเจ้า เจ้าจึงแข็งแกร่งกว่าจ้าวยุทธ์ทั่วไปมาก ข้ามองว่าเจ้าในตอนนี้ คงมิด้อยไปกว่าผู้ฝึกยุทธ์ขั้นราชันยุทธ์ระดับสองเลย แต่ว่า ทุกสิ่งย่อมมีสองด้าน มีดี ย่อมมีร้าย!”
“หมายความว่าอย่างไร?” โม่หยางขมวดคิ้ว เพราะเขารู้สึกว่าไม่มีอะไรผิดปกติ ในทางตรงกันข้าม เมื่อตนหมุนเวียนลมปราณกลับรู้สึกแข็งแกร่งขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ อีกทั้งบาดแผลทั่วร่างก็หายดีแล้ว ร่างกายยังรู้สึกเบาสบายยิ่ง
“หากเจ้าเป็นเผ่าเทพบรรพกาลโดยสมบูรณ์ อาจไม่มีผลกระทบใดนัก แต่เจ้ามิใช่ เจ้าคือแก่นกลางของเผ่าเทพบรรพกาล แต่ห่อหุ้มด้วยร่างมนุษย์ จะพูดให้ชัดคือ เจ้าเป็นปีศาจครึ่งเทพครึ่งมนุษย์ การเปิดตำหนักวิญญาณที่สองในขั้นจ้าวยุทธ์อาจมิใช่เรื่องดี หากไร้สายเลือดเทพบรรพกาลอย่างสมบูรณ์รองรับ พลังของเจ้าก็อาจติดอยู่ที่ขั้นนี้ตลอดไป แต่หากเจ้าก้าวข้ามถึงขั้นราชันยุทธ์ได้สำเร็จ ข้าบอกได้เลยว่าพลังของเจ้าจะไม่อาจวัดด้วยราชันยุทธ์ทั่วไปได้เลย!”
โม่หยางฟังจนเข้าใจชัดเจน เขาเงียบไปเนิ่นนาน ทว่าสีหน้ากลับสงบนิ่ง
“เจ้าไม่รู้สึกวิตกเลยหรือ?” เจ้าหมาน้อยอดไม่ได้ที่จะถาม
“ครั้งหนึ่ง ข้าเคยติดอยู่ที่ขั้นกลั่นลมปราณนานถึงสิบปี แต่ข้าก็มิอาจสิ้นหวังโดยสิ้นเชิง การมีตำหนักวิญญาณเพิ่มอีกหนึ่ง หากช่วยเพิ่มพลังต่อสู้ได้ เช่นนั้นก็ดีแล้วเถิด ยังมีผู้ที่อยู่ขั้นราชันยุทธ์แต่สามารถเอาชนะขั้นเซียนยุทธ์ได้ ข้าก็แค่ต้องใช้เวลาขัดเกลาให้มากขึ้นเท่านั้นเอง” โม่หยางกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบเยือกเย็น
ขณะกล่าว เขาก็เพ่งจิตตรวจสอบภายในตันเถียน จ้องมองไปยังตราประทับลึกลับสองดวงที่อยู่ภายใน บัดนี้ตราดวงที่สองก็เผยรูปร่างชัดเจนแล้ว ทั้งสองล้วนเป็นตราผนึก ในใจเขาเกิดความอยากรู้ขึ้นมาว่าตราผนึกในกายนี้ผนึกสิ่งใดเอาไว้กันแน่ ทว่าเมื่อนึกถึงคำพูดของจิตหลงเหลือแห่งเทพบรรพกาลในสุสานโบราณ โม่หยางก็ไม่กล้าแตะต้องมันโดยสะเพร่า