- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 121 สำนักในตำนาน
บทที่ 121 สำนักในตำนาน
บทที่ 121 สำนักในตำนาน
มู่เซียวที่ยังคงลอยนิ่งอยู่กลางอากาศ ถึงกับนิ่งงันไปโดยสิ้นเชิง ในหัวของเขาขาวโพลน แม้แต่สติก็ยังมิอาจดึงกลับคืนมาได้ในทันที แววตาเขาในขณะนี้ดูเหม่อลอย มองดูร่างของผู้อาวุโสตระกูลมู่ร่วงหล่นลงไปสู่พื้นอย่างช้าๆ
ผู้แข็งแกร่งขั้นเหนือสามัญระดับเจ็ด ในแผ่นดินนี้ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ล้วนถูกยกย่องเป็นยอดฝีมือ ทว่าเพียงชั่วพริบตากลับถูกสังหารสิ้นด้วยปราณกระบี่เพียงสายเดียว
ที่สำคัญที่สุดคือ ตัวต้นเหตุแห่งหายนะนี้กลับยังไม่แม้แต่จะบรรลุขั้นราชันยุทธ์
หากมิได้เห็นด้วยตาของตน ใครจะกล้าเชื่อ?
ผู้อาวุโสแห่งตระกูลมู่คนนั้น เกรงว่ากระทั่งลมหายใจสุดท้ายก่อนดับสูญ ก็ยังคงคิดไม่ถึงว่าตนจะถูกสังหารในพริบตาเดียว ต้องมาตายด้วยน้ำมือของรุ่นเยาว์ที่มีพลังต่ำกว่าตนถึงสิบขั้นย่อยเต็มๆ
แม้เมื่อครู่โม่หยางลงมือในสายตาของทุกคน มีผู้เห็นชัดว่าปราณกระบี่นั้นพุ่งออกมาจากป้ายประกาศิตชิ้นหนึ่ง แต่ถึงอย่างไรก็เป็นของโม่หยาง ย่อมถือเป็นวิธีการของเขา
กระทั่งตัวโม่หยางเองก็ยังมิอาจคาดเดาได้ ว่าปราณกระบี่นั้นจะสังหารผู้อาวุโสแห่งตระกูลมู่ได้ในพริบตา เขาเคยเห็นอานุภาพของปราณกระบี่นี้มาก่อนแล้ว รู้ว่ามันทรงพลังอย่างยิ่ง แต่ไม่เคยคาดคิดว่าจะแข็งแกร่งได้ถึงเพียงนี้
อีกทั้งครั้งนี้ไม่เหมือนคราวก่อน ทุกอย่างเกิดขึ้นรวดเร็วเกินไป ผู้อาวุโสของตระกูลมู่ผู้นั้นมิทันแม้แต่จะหลบหลีก ราวกับเป็นเป้าให้เขาโจมตี
ทั่วทั้งถนนตกอยู่ในความเงียบงัน ผ่านไปครู่ใหญ่ จึงค่อยๆ ดังเสียงอุทานตื่นตระหนก
อย่างไรก็ตาม โม่หยางกลับสงบลงอย่างรวดเร็ว สายตาจ้องมองไปยังมู่เซียวที่สีหน้ายังคงเย็นชา
“นายน้อย รีบหนีเร็ว!”
ยังไม่ทันที่โม่หยางจะกล่าวสิ่งใด ชายชุดเทาผู้หนึ่งก็พุ่งเข้ามาบนถนน พลางตะโกนเสียงดังไปทางมู่เซียวที่ลอยอยู่กลางอากาศ
ชายชุดเทาผู้นี้ชัดเจนว่าเป็นคนตระกูลมู่เช่นกัน เห็นผู้แข็งแกร่งขั้นเหนือสามัญระดับเจ็ดถูกฆ่าในพริบตา แม้แต่โอกาสต้านทานยังไม่มี ย่อมกังวลว่ามู่เซียวจะมีจุดจบเช่นเดียวกัน
หากมู่เซียวเสียชีวิต ณ ที่แห่งนี้ คนอื่นๆ ของตระกูลมู่แม้รอดชีวิตกลับไปได้ ก็อาจไม่มีชีวิตรอดต่อไปเช่นกัน เพราะมู่เซียวเป็นศิษย์ที่มีพรสวรรค์สูงสุดของตระกูล หากสูญเสียเขาไป ตระกูลมู่จะเสียหายใหญ่หลวง ผู้ที่ร่วมเดินทางมาด้วยจะต้องถูกลงโทษอย่างแน่นอน
เวลานี้แม้แต่มู่เสี่ยวเซวียน น้องสาวของมู่เซียวก็มิอาจสงบใจได้อีก นางพุ่งมายืนตรงข้ามกับโม่หยาง นางกังวลว่ามู่เซียวจะต้องตาย เพราะโม่หยางยังถือป้ายประกาศิตประหลาดนั่นไว้ในมือ
หลายคนตกตะลึงเพราะผู้อาวุโสตระกูลมู่สิ้นชีพในพริบตา แต่บางคนกลับตกใจเพราะเหตุผลอื่น
เช่นไป๋ฝานแห่งนิกายพุทธ หลังจากโม่หยางหยิบป้ายประกาศิตสำนักหยางสวรรค์ออกมา นัยน์ตาของเขาก็เปล่งประกายจับจ้องไปที่ป้ายนั้นโดยไม่ละสายตา ก่อนพยักหน้าราวกับเข้าใจบางอย่าง “ที่แท้เป็นคนของสำนักนั้น คาดไม่ถึงจริงๆ !”
“หยาง... หรือหมายถึงสำนักหยางสวรรค์?” เนี่ยอวิ๋นพึมพำขมวดคิ้ว
ทุกคนล้วนมาจากยอดขุมอำนาจ แม้จะไม่แน่ใจถึงที่มาของป้ายประกาศิตนี้ชัดเจน แต่ก็พอจะคาดเดาได้บางส่วน
“สำนักหยางสวรรค์หรือ?” เจียงเสวียนฮวานจากสำนักต้าต้าวลูบคางแผ่วเบา “มิน่าล่ะถึงมองไม่ออก ถ้าเขามาจากสำนักนี้จริง ทุกอย่างก็กระจ่างแล้ว!”
สตรีสองนางที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลก็พูดคุยกระซิบกันเบาๆ ราวกับกำลังกล่าวถึงเรื่องป้ายประกาศิตนี้เช่นกัน
เมื่อพูดถึงสำนักนี้ สีหน้าของเหล่ายอดฝีมือก็เปลี่ยนไป สำนักหยางสวรรค์ไม่มีผู้ใดรู้ชัดเกี่ยวกับรายละเอียด มีเพียงข่าวลือ ไม่เคยมีใครพบเห็นศิษย์สำนักนี้ด้วยตาตนเอง
“ข้าเคยได้ยินมา แต่ไม่คิดว่าสำนักนี้จะมีตัวตนจริงๆ” เนี่ยอวิ๋นถอนหายใจ
“พี่ไป๋คิดเห็นเช่นไร?” เนี่ยอวิ๋นถามไป๋ฝาน
ในหมู่คนเหล่านี้ ไป๋ฝานถือว่าลึกล้ำที่สุด นิกายพุทธเบื้องหลังเขานั้นยิ่งใหญ่เหนือกาลเวลา มีมาแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน
“ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก” ไป๋ฝานส่ายหน้าช้าๆ กล่าวต่อ “มีแต่ข่าวลือว่าผู้ก่อตั้งสำนักหยางสวรรค์เป็นยอดฝีมือซ่อนเร้น ทั้งสำนักมีศิษย์ไม่มาก ทว่าแต่ละคนล้วนแข็งแกร่งมาก เคยมีข่าวว่าศิษย์ขั้นราชันยุทธ์คนหนึ่งสังหารผู้แข็งแกร่งขั้นเซียนยุทธ์ นับเป็นเรื่องเกินจริงไปหน่อย!”
“แล้วคนผู้นั้นล่ะ พี่ไป๋คิดเห็นอย่างไร?” เจียงเสวียนฮวานถามพลางมองไปทางโม่หยาง
“เขามีบางอย่างซ่อนเร้นที่ข้าเองก็มองไม่ออก” ไป๋ฝานตอบช้าๆ
“สักวันข้าคงได้สู้กับเขา!” เจียงเสวียนฮวานยิ้มก่อนจากไป
“ขอลาทุกท่าน พบกันที่หุบเขาราชาโอสถ!” เขาพยักหน้าเบาๆ ให้กับไป๋ฝานและผู้อื่น จากนั้นก็ไม่แม้แต่จะเหลือบมองไปทางโม่หยาง พลันหันหลังเดินจากไปยังนอกเมืองเล็กนั้น
ภายใต้ม่านรัตติกาล เมืองเล็กคล้ายมีบรรยากาศอึดอัดที่มิอาจเอื้อนเอ่ย อัดแน่นอยู่ในอากาศ…สุดท้าย มู่เซียวยังมิได้ลงมืออีก เพียงแต่จ้องเขม็งไปยังโม่หยางโดยไม่เอื้อนเอ่ยวาจาสักคำ ก่อนจะลากมู่เสี่ยวเซวียนหันกายจากไป
“หากพบกันในหุบเขาราชาโอสถ ข้าจะฆ่าเจ้าด้วยตนเอง แล้วดูว่าเกียรติของสกุลมู่จักทำให้หุบเขาราชาโอสถยอมออกหน้าช่วยเหลือเจ้าได้หรือไม่!” โม่หยางกล่าวพลางจ้องมองแผ่นหลังของมู่เซียวที่เดินห่างออกไป
เหล่าผู้คนที่มุงดูเหตุการณ์ต่างพากันถอนหายใจอย่างอดไม่ได้ มองดูถนนที่พังพินาศ ผู้คนจำนวนมากยังรู้สึกระทึกไม่หาย ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าท้ายที่สุดจะลงเอยเช่นนี้
โม่หยางไม่เพียงรอดชีวิต แต่กลับทำให้สกุลมู่ต้องสูญเสียผู้อาวุโสไปหนึ่งคน
“ช่างต่ำทรามนัก เจ้าระยำลามก!” เด็กสาวผู้เคยตวาดโม่หยางก่อนหน้านั้น พึมพำอย่างขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยเสียงอันแผ่วเบา
“ใจเย็นหน่อย อย่าไปหาเรื่องเขาเลย ฆ่าเขาน่ะไม่ยากหรอก แต่หากเขาเป็นคนของสำนักหยางสวรรค์ขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็...นั่นจะกลายเป็นเรื่องลำบากมาก!”
หญิงสาวอีกคนที่ยืนอยู่เคียงข้างกล่าวขึ้น รูปลักษณ์ของทั้งคู่ละม้ายคล้ายคลึงกันยิ่งนัก ทว่าระดับพลังนั้นแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน
“สำนักหยางสวรรค์แข็งแกร่งปานนั้นเชียวหรือ?” เด็กสาวผู้แรกเอ่ยถาม สีหน้ายังเต็มไปด้วยความไม่พอใจอย่างยากจะข่ม ดูเหมือนยังอยากจะท้าทายโม่หยางสักครา
“ไม่รู้แน่ชัด แต่หากเป็นดั่งที่เล่าลือมา ก็หาได้อ่อนด้อยไม่!”
……
กลางถนน โม่หยางร่างกายสั่นคลอน ดูคล้ายพร้อมจะล้มลงได้ทุกเมื่อ ขณะนั้นเจ้าหมาน้อยพุ่งขึ้นไปเกาะบนบ่าของเขาแล้วกล่าวขึ้นว่า “เจ้าหนู รีบไปจากที่นี่เสียเถิด หากยังไม่รีบรักษาตัว เจ้าคงได้กลายเป็นศพแน่!”
โม่หยางไอหนักอยู่หลายครั้ง ก่อนเลือดสดทะลักขึ้นมาถึงลำคอ เขาฝืนกลืนเลือดลงไป ไม่แน่ใจว่าคนของตระกูลมู่จากไปแล้วจริงหรือไม่ จึงต้องพยายามฝืนทนต่อ