- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 70 ผู้อาวุโสแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ผู้กลัดกลุ้ม
บทที่ 70 ผู้อาวุโสแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ผู้กลัดกลุ้ม
บทที่ 70 ผู้อาวุโสแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ผู้กลัดกลุ้ม
ผู้อาวุโสเก้าเอาแต่มองพิจารณาโม่หยางอยู่เงียบๆ กระทั่งผ่านไปครู่หนึ่ง เขาก็คล้ายจะสัมผัสอะไรบางอย่างได้ ดวงตาพลันปรากฏประกายตกใจทันที พลางพึมพำว่าขั้นสวรรค์เร้นลับระดับเก้าขั้นสูงสุด!”
หากมิใช่เพราะพลังลมปราณของโม่หยางปะทุขึ้นเมื่อครู่ เขาเองก็อาจมิได้ตั้งใจตรวจสอบ จึงไม่แน่ว่าจะมองออกถึงระดับพลังของโม่หยางในตอนนี้
เพียงแต่เรื่องนี้...ช่างไม่น่าเชื่อเลย
ไม่ถึงครึ่งเดือนด้วยซ้ำ แต่สามารถทะลวงขึ้นมาสามระดับในขั้นเดียวกัน?
ก่อนหน้านี้ที่ด้านนอกดินแดนบริสุทธิ์ขั้นสอง ระดับพลังของโม่หยางเพิ่งจะทะลวงถึงขั้นสวรรค์เร้นลับระดับหก ทว่าตอนนี้กลับไปถึงระดับเก้าขั้นสูงสุด เพียงแค่ก้าวเดียวก็จะเหยียบย่างสู่ขั้นจ้าวยุทธ์แล้ว
นี่มันความเร็วในการฝึกฝนแบบไหนกัน?
ผู้อาวุโสเก้าพลันลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ทันที ดวงตาจับจ้องโม่หยางแน่น
โม่หยางเห็นท่าทีของผู้อาวุโสเก้าเช่นนั้น นึกว่าฝ่ายนั้นโกรธคำพูดของตนเมื่อครู่เข้าแล้ว แต่ตอนนี้เขาก็ไม่คิดจะสนใจอะไรอีก เขาเป็นเด็กกำพร้ามาตั้งแต่เล็ก แต่ก่อนยังมีอาจารย์ที่พอจะยึดเหนี่ยวได้บ้าง
ทว่าในตอนนี้ย่อมตายได้
อย่างมากก็แค่ตายไปพร้อมกัน
“ตาเฒ่า นี่เจ้าคิดจะลงมือรึ?”
โม่หยางฉายแววโกรธเกรี้ยวบนใบหน้า พลังลมปราณปั่นป่วนเต็มร่าง กล่าววาจาโดยไม่ปิดบังใดๆ
ถึงจุดนี้ เขาย่อมไม่มีทางคุกเข่าขอชีวิตอีก ไม่ว่าจะสู้ได้หรือไม่ได้ ก็ลงมือก่อนแล้วกัน!
อวี้เหยาเองก็สะดุ้งไปเล็กน้อยเพราะท่าทีของผู้อาวุโสเก้า รีบเอ่ยห้าม “ผู้อาวุโสเก้า อย่า...”
เพียงแต่ผู้อาวุโสเก้าไม่ได้ลงมือจริง หลังจากลุกขึ้นยืนก็เพียงแต่จ้องโม่หยางไว้เฉยๆ ไม่แสดงท่าทีจะจู่โจม
“ถึงกับเป็นระดับเก้าขั้นสูงสุดจริงๆ ด้วย...”
“เฮอะๆ ช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ ข้าอยู่มาทั้งชีวิต ยังไม่เคยเห็นใครฝึกฝนได้รวดเร็วขนาดนี้เลย...”
ผู้อาวุโสเก้าพูดต่อเนื่อง สีหน้าตกตะลึงอย่างปิดไม่มิด ราวกับไม่ได้ยินคำพูดของโม่หยางเมื่อครู่เสียด้วยซ้ำ
ขณะนั้นเขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องดินแดนบริสุทธิ์ขั้นสองอีกเลย หากแต่เดินวนรอบโม่หยางราวกับพบขุมทรัพย์ล้ำค่า ดวงตาเปล่งประกาย ตริตรองพลางถามออกมา
“เจ้าหนู เจ้าไปฝึกวิชาแบบไหนมาถึงได้มีระดับพลังเช่นนี้?”
ชัดเจนว่าเขาเองก็หาคำตอบไม่ได้ ตามหลักแล้ว แม้จะเป็นอัจฉริยะเพียงใด แต่ในขอบเขตขั้นสวรรค์เร้นลับ การจะทะลวงขึ้นไปยังระดับถัดไปต้องใช้เวลาสั่งสมพลังและฝึกฝนเป็นเดือนเป็นปี ยิ่งไปกว่านั้นต้องเป็นศิษย์ของสำนักใหญ่ที่มีทรัพยากรครบครัน
โม่หยางเองก็เริ่มงุนงง ท่าทางของตาแก่คนนี้...ดูเหมือนจะไม่ได้คิดลงมือจริง?
ยังไม่ทันที่โม่หยางจะตอบกลับ ผู้อาวุโสเก้าก็พุ่งเข้ามาจับแขนเขาทันที ส่งกระแสพลังตรวจสอบเข้าสู่ร่าง
“เป็นระดับเก้าขั้นสูงสุดของขั้นสวรรค์เร้นลับจริงด้วย อะไรนะ...แต่ละขั้นยังทะลวงเส้นลมปราณได้ถึงสองเส้นงั้นรึ...?” สีหน้าของผู้อาวุโสยิ่งตกตะลึงยิ่งกว่าเดิม
โม่หยางขนลุกไปทั้งตัว รีบสะบัดตัวหลบโดยไว พลางโพล่งว่า “เฮ้ย เฮ้ยย! ตาแก่ นี่เจ้าคิดจะทำอะไรกัน? น่าขยะแขยงจริงๆ!”
“เจ้าหนู เจ้า...” ผู้อาวุโสเก้าถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ รู้สึกตกตะลึงเกินบรรยาย
เดิมทีแค่การที่โม่หยางสามารถทะลวงระดับได้เร็วขนาดนี้ก็เกินพอจะทำให้เขาตกใจอยู่แล้ว แต่จากการสัมผัสเมื่อครู่ เขากลับพบว่าโม่หยางทะลวงเส้นลมปราณได้ถึงสองเส้นในแต่ละระดับ สิ่งนี้มันจะเป็นไปได้อย่างไร?
ไม่ใช่ว่าการทะลวงสองเส้นลมปราณจะยากเกินไป แต่จำเป็นต้องมีระยะเวลาในการขัดเกลาและบ่มเพาะยาวนานจึงจะทำได้
อวี้เหยาเองก็ไม่อาจสงบจิตใจได้ แม้นางจะไม่รู้ว่าโม่หยางมีความลับอะไรติดตัวอยู่ แต่เรื่องนี้ยังพอเข้าใจได้มากกว่าเรื่องอื่น
“เจ้าหนู ไหนๆ เจ้าก็ไม่มีอาจารย์อยู่แล้ว เจ้าจะยอมรับข้าเป็นอาจารย์หรือไม่?”
“หากเจ้ากราบข้าเป็นอาจารย์ อีกไม่นาน เจ้าย่อมมีที่ยืนในหมู่ผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเยาว์แห่งดินแดนแน่นอน!”
ผู้อาวุโสเก้าค่อยๆ ปรับอารมณ์ให้สงบ กล่าวออกมาตรงๆ
สำหรับพวกผู้อาวุโสที่ฝึกฝนมานานเช่นนี้ ปกติไม่ค่อยใส่ใจเรื่องของโลกภายนอก แต่ตอนนี้ถึงกับยอมยื่นข้อเสนอขอรับศิษย์ ทำเอาอวี้เหยาเองยังต้องประหลาดใจ
โม่หยางขมวดคิ้ว ดูจากสถานการณ์ตรงหน้า ดูท่าว่าผู้อาวุโสเก้าคงไม่ได้คิดจะเล่นงานเขาจริงๆ แต่เรื่องรับอาจารย์นั้น เขาย่อมไม่อาจยอมรับได้
เขายึดมั่นในหลักการของตนเอง
ถึงแม้ในตอนนี้เขาจะยังไม่เคยพบหน้าอาจารย์ของสำนักหยางสวรรค์ แต่ก็นับว่ายังมีผู้เป็นอาจารย์ หากเขาไปรับใครเป็นอาจารย์อีก เกรงว่าสำนักหยางสวรรค์คงไม่ปล่อยเขาไว้แน่
“ขอปฏิเสธ!” โม่หยางส่ายหน้า
“เจ้าเด็กน้อย เจ้าไม่เห็นค่าข้ารึ?” ผู้อาวุโสเก้าพลันขมวดคิ้ว ดวงตาแฝงแววไม่พอใจ
โม่หยางตอบปฏิเสธทันควัน ไม่แม้แต่จะลังเล
“ขอบคุณท่านผู้อาวุโสที่เมตตา เพียงแต่ข้าชอบใช้ชีวิตตามลำพังมากกว่า” โม่หยางเอ่ย
“นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้อาวุโสเก้าตั้งใจรับศิษย์ เจ้ากลับไม่ยินดีงั้นหรือ?” อวี้เหยาอดไม่ได้ต้องพูดขึ้น
นางถึงกับรู้สึกหมดคำพูด ใช้ชีวิตตามลำพัง คำแบบนี้ใครเขาพูดกัน?
โม่หยางเองก็ไม่อยากพูดกับอวี้เหยาอีกแล้ว สาวน้อยคนนี้แม้จะดูงดงามสะคราญตา แต่หากอยู่ใกล้เกินไปก็มีแต่จะโดนหนามตำ นิสัยก็เย็นชา แถมยังกลับคำเหมือนพลิกฝ่ามือ
ใบหน้าผู้อาวุโสเก้าดำมืดลงอย่างเห็นได้ชัด ครั้งแรกในชีวิตที่ตั้งใจจะรับศิษย์กลับโดนปฏิเสธ แถมยังอ้างเหตุผลแสนขอไปทีว่า ‘อยากอยู่คนเดียว’...
‘อยู่คนเดียวมารดาเจ้าสิไอ้เด็กเวร’
เขาแทบอยากด่ากราด
นี่มันปัดทิ้งกันเกินไปแล้ว! โอกาสขนาดนี้ ไม่เพียงแค่จะได้เข้าสู่แดนศักดิ์สิทธิ์ ยังเป็นการเข้าสู่สายตรงของเขา เป็นศิษย์สายตรงคนสุดท้าย โม่หยางกลับตอบปฏิเสธด้วยเหตุผลแบบนี้?
“เจ้าหนู เจ้ารู้หรือไม่ว่าทั่วทั้งดินแดนเสวียนเทียนนี้ มีผู้ฝึกยุทธ์มากมายแค่ไหนที่อยากเข้าร่วมแดนศักดิ์สิทธิ์ของเรา ยิ่งไปกว่านั้นยังใฝ่ฝันที่จะได้เป็นศิษย์สายตรงของข้า!”
“คนอื่นก็คือคนอื่น ไม่เกี่ยวกับข้า” คำพูดของโม่หยางเล่นเอาผู้อาวุโสเก้าถึงกับแทบกระอักเลือด
อวี้เหยาเองก็ยืนอยู่ข้างๆ มองโม่หยางด้วยแววตาซับซ้อน นางมองไม่ออกเลยจริงๆ ว่าโม่หยางคิดอะไรอยู่ โอกาสดีขนาดนี้ยังไม่สนใจแม้แต่น้อย
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์แล้ว การได้เข้าเป็นศิษย์ของผู้อาวุโสแดนศักดิ์สิทธิ์นับว่าเป็นวาสนาอันล้ำค่าระดับเปลี่ยนชะตา ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เพียงแค่มีผู้แข็งแกร่งคอยชี้แนะแนวทาง ก็สามารถประหยัดเวลาไปได้มากโข
ผู้อาวุโสเก้ามองโม่หยางอย่างเงียบๆ อยู่นาน ก่อนจะถอนหายใจเบาๆ เขาตั้งใจจะรับโม่หยางเป็นศิษย์จริงๆ เพราะเขามองเห็นศักยภาพมหาศาลในตัวเด็กหนุ่มผู้นี้ หากได้ขัดเกลาอย่างเหมาะสม อาจยิ่งใหญ่ไม่แพ้อวี้เหยาเลยด้วยซ้ำ
“เจ้าหนู เมื่อเจ้าไม่เต็มใจ ข้าก็จะไม่บังคับ แต่วันนี้ข้ามา ยังมีเรื่องอื่นอีก” ผู้อาวุโสเก้าพูดด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด
โม่หยางรู้ทันทีว่าเรื่องที่ว่า ต้องเกี่ยวกับต้นไม้จักรพรรดิบนยอดเขาธิดาศักดิ์สิทธิ์แน่นอน ตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาก็ครุ่นคิดตลอดว่าเรื่องนี้คงปฏิเสธไม่ได้อีกแล้ว
ก่อนหน้านี้ อวี้เหยาเพิ่งหยิบเรื่องดินแดนบริสุทธิ์ขึ้นมากดดันเขา จนเกือบจะถึงขั้นตัดขาดสัมพันธ์กัน เรื่องนี้ไม่มีผลดีต่อเขาเลย
‘อาจารย์เคยสอนข้าไว้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น อย่างแรกต้องมีชีวิตรอดไว้ก่อน เพราะตราบใดยังมีลมหายใจ ก็ย่อมมีความหวัง...’ โม่หยางถอนใจ
เขาเหลือบมองผู้อาวุโสเก้า แล้วจึงหันไปทางอวี้เหยา เอ่ยขึ้นว่า
“ให้ข้าช่วยก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ แต่ข้าขอเสนอเงื่อนไขบางอย่าง”
แม้แววตาของอวี้เหยาจะมีแววดีใจฉายแวบนึง แต่ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยตามมา โม่หยางจะไม่คิดกลับไปใช้เงื่อนไขเดิมอีกใช่ไหม...
“อย่าเพิ่งทำหน้าแบบนั้น ตอนนี้ข้าไม่ได้สนใจเจ้าอีกแล้ว” โม่หยางกล่าวเสียงราบเรียบ กวาดตามองนาง
แล้วเขากล่าวต่อว่า “ข้าไม่อาจรับประกันผลลัพธ์ใดๆ ได้ และภายในลานนั้น ห้ามมีคนอื่นนอกจากข้าเด็ดขาด!”