- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 65 ยอดเขาธิดาศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 65 ยอดเขาธิดาศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 65 ยอดเขาธิดาศักดิ์สิทธิ์
สองนักปรุงโอสถพอเห็นว่าอวี้เหยาพยักหน้าตอบตกลง สีหน้าก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย
ยอดเขาธิดาศักดิ์สิทธิ์ มิใช่สถานที่ธรรมดา ไม่เพียงแต่คนนอกสำนักจะขึ้นไปไม่ได้ แม้แต่ศิษย์ของแดนศักดิ์สิทธิ์เองยังห้ามย่างกรายขึ้นไปเด็ดขาด ทั้งสองก็ไม่เคยเห็นเลยว่ายอดเขานั้นเป็นอย่างไร รู้เพียงว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ลี้ลับที่สุดของแดนศักดิ์สิทธิ์
แต่ธิดาศักดิ์สิทธิ์กลับอนุญาตง่ายๆ อย่างนั้นหรือ...?
แน่นอนว่าพวกเขาไม่กล้าพูดอะไร เพราะหนึ่ง เรื่องนี้ไม่ธรรมดา สอง พวกเขาเองก็ไม่มีสิทธิ์ขัดขวาง
โม่หยางกลับดีใจอยู่ในใจ ถ้าได้ขึ้นไปยังยอดเขานั้นแล้วแอบหมุนเวียนคัมภีร์จักรพรรดิดารา บางทีเขาอาจจะสามารถระบุต้นกำเนิดของพลังลึกลับที่สื่อถึงหอจักรพรรดิดาราได้
“ข้าว่าอากาศวันนี้ดีนัก ถ้าเช่นนั้นพวกเรารีบออกเดินทางกันเลย ข้าจะได้เริ่มปรุงโอสถให้พวกท่านเร็วๆ ด้วย!” โม่หยางรีบเร่ง กลัวว่าอวี้เหยาจะเปลี่ยนใจ
อวี้เหยาขมวดคิ้วทันที เห็นชัดว่าเจ้าหมอนี่มีเลศนัย นางยิ่งรู้สึกสงสัยและไม่สบายใจในใจ แต่เมื่อคำพูดได้เอ่ยออกไปแล้ว ก็ไม่สามารถคืนคำได้อีก
“ตามข้ามาเถอะ”
นางลังเลเล็กน้อย ก่อนจะหมุนกายทะยานขึ้นฟ้า
พลันพลังสายหนึ่งพุ่งมารับตัวโม่หยาง ลอยพุ่งไปยังยอดเขาอย่างรวดเร็ว
แม้จากเรือนรับรองจะดูเหมือนอยู่ไกลลิบ ทว่าเพียงชั่วเวลาชงชา ทั้งสองก็มาถึงเชิงเขาแล้ว
ตลอดทางโม่หยางจับตามองด้วยความจริงจัง พอเงยหน้ามองยอดเขาเบื้องหน้า ก็รู้สึกได้ถึงความผิดแปลก มีหมอกลอยคลุ้งอยู่รอบเขาและเหมือนมีค่ายกลบางอย่างแฝงอยู่ ที่สำคัญคือที่นี่มีพลังวิญญาณหนาแน่นกว่าทั่วแดนศักดิ์สิทธิ์อย่างชัดเจน
“นี่มัน…” โม่หยางกำลังจะเอ่ยปากถาม
อวี้เหยากลับชิงพูดขึ้นก่อน “ที่นี่คือยอดเขาธิดาศักดิ์สิทธิ์ ทั้งเขาเป็นค่ายกลหนึ่งเดียวที่ดูดซับปราณฟ้าดินเข้ามารวมไว้ภายใน พลังวิญญาณหนาแน่นก็ไม่แปลกอะไร”
โม่หยางถึงกับตะลึง นางรู้อีกแล้วว่าเขากำลังจะถามอะไร นี่นางอ่านใจเขาได้หรือ?
แต่สิ่งที่ทำให้เขาตกใจยิ่งกว่าคือสถานที่แห่งนี้คือยอดเขาธิดาศักดิ์สิทธิ์ แสดงว่าอวี้เหยาคงอาศัยอยู่ที่นี่เป็นประจำ แล้วถ้าคิดอีกด้าน… ที่นี่ก็เทียบได้กับห้องส่วนตัวของหญิงสาวเลยไม่ใช่หรือ? โม่หยางอดรู้สึกกระอักกระอ่วนเล็กน้อยไม่ได้
“ตามข้ามา อย่าก้าวพลาดแม้แต่ก้าวเดียว มิฉะนั้นจะไปแตะต้องข้อห้ามในค่ายกล” อวี้เหยาพูดเรียบๆ แล้วเดินนำขึ้นเขา
โม่หยางยิ่งมั่นใจ ยอดเขานี้ต้องซ่อนสิ่งลึกลับสำคัญไว้แน่!
ทันทีที่ย่างเท้าเหยียบลงบนยอดเขา ภาพเบื้องหน้าก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง ราวกับหลุดเข้าสู่อีกโลกหนึ่ง
ค่ายกลปิดบังสภาพแท้จริงของยอดเขา ด้านนอกดูมีเพียงหมอกคลุ้งมัว แต่ด้านในกลับงดงามดั่งสรวงสวรรค์ ต้นไม้โบราณเขียวชอุ่มเรียงราย พืชสมุนไพรหายากปลูกอยู่สองข้างทาง กลิ่นหอมอบอวลชวนให้ใจสงบ
“ยอดเยี่ยมนัก! เหมือนแดนสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น!” โม่หยางอุทานในใจอย่างตื่นตะลึง ภายในแดนศักดิ์สิทธิ์เก่าแก่นี้สิ่งใดก็ไม่ธรรมดา เขามองเห็นสมุนไพรหายากเรียงรายตลอดสองข้างทางเดิน
“โอ้...นั่นต้นกล้วยไม้พันผีเสื้อพันปี...นั่นหญ้าเซิ่งหยาง...ของหายากทั้งนั้น!” เขาเดินพลางบ่นพึมพำตาลุกวาว
อวี้เหยาเดินข้างเขาเงียบๆ พร้อมชะลอฝีเท้าไม่ให้เขาเดินล้ำหน้า นางกลัวว่าเขาจะหยิบฉวยของอะไรเข้า เพราะถึงจะดูเหมือนมีเยอะ ทว่าแต่ละชนิดล้วนหายาก หากโม่หยางเก็บไปสักหน่อย นางคงไม่เหลืออะไรเลย
“พืชสมุนไพรพวกนี้ยังไม่ถึงอายุเก็บเกี่ยว อย่าได้แตะต้อง!” อวี้เหยาเตือนเสียงเย็น
โม่หยางหัวเราะแห้งๆ รู้ตัวว่าออกนอกหน้าเกินไป ยอมรับเลยว่าเขาประเมินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ต่ำไปจริงๆ
ตั้งแต่เหยียบบนยอดเขา โม่หยางก็แอบหมุนเวียนคัมภีร์จักรพรรดิดารา แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่รู้สึกถึงคลื่นพลังที่สื่อกับหอจักรพรรดิดาราเลย
เส้นทางหินไต่ขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ในป่าไม้โบราณยังมีสัตว์วิญญาณหลายชนิดปรากฏ แม้ไม่ใช่สัตว์ดุร้าย แต่รูปลักษณ์ก็แปลกตาน่าพิศวง ดูแล้วน่าจะเป็นเผ่าพันธุ์ดึกดำบรรพ์
โดยเฉพาะกวางสองตัวที่วิ่งผ่านอย่างไม่สะทกสะท้าน บนหน้าผากมีเขาเดี่ยวใสวาวราวหยก บ่งบอกถึงความศักดิ์สิทธิ์
“ก่อนหน้านี้ข้ากินสัตว์ป่ามาหลายอย่าง สองตัวนี้ดูแล้วต้องอร่อยแน่ๆ เป็นของบำรุงชั้นยอด!” โม่หยางพึมพำเบาๆ
อวี้เหยาเหล่มองทันที น้ำเสียงเย็นเยียบ “สัตว์เหล่านี้มีผู้อาวุโสของสำนักทุ่มเทตามจับมานับสิบปี ทั้งดินแดนนี้คงไม่เกินสิบตัว อย่าว่าแต่กิน แค่ทำให้มันเจ็บก็ไม่มีใครช่วยเจ้าได้!”
โม่หยางถึงกับพูดไม่ออก รู้สึกว่าเหล่าผู้ฝึกยุทธ์รุ่นเก่าแก่พวกนี้ว่างเกินไปหรือเปล่า ของดีแบบนี้ไม่กินแล้วจะเอาไปทำอะไร?
จะเลี้ยงไว้ดูเล่นหรืออย่างไร ขี่ก็ไม่ได้ ต่อสู้ก็ไม่ได้
ทั้งสองเดินขึ้นเขาเงียบๆ โม่หยางมองซ้ายมองขวาไม่หยุด อวี้เหยาเองก็ไม่ได้พูดอะไร
จนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม โม่หยางจึงมองเห็นยอดเขาในม่านหมอก มีเรือนสองสามหลังตั้งอยู่ ไม่หรูหราเลยแม้แต่น้อย ออกจะดูเรียบง่ายเสียด้วยซ้ำ
“นั่นบ้านเจ้าหรือ?” โม่หยางถามเสียงเบา เขารู้สึกว่ามันธรรมดาเกินไปสำหรับธิดาศักดิ์สิทธิ์ แถมยังไม่เท่ากับเรือนรับรองที่เขาพักอยู่ด้วยซ้ำ
ถึงจะเรียบง่าย แต่กลับดูงดงามแบบสงบ มีความละเมียดในความเรียบ ไม่ขัดแย้งกับบรรยากาศแห่งพลังวิญญาณรอบข้าง
“ข้าฝักใฝ่เพียงในวิถียุทธ์ มิได้สนใจเรื่องอื่น” อวี้เหยาตอบเย็นๆ
เดินในสถานที่ดุจสวรรค์เช่นนี้ นางแลดูมีรัศมีราวเซียนหญิงในตำนาน ใบหน้าละเอียดอ่อน ลำตัวอ้อนช้อยในชุดยาว ดูน่าดึงดูดแต่กลับไม่สามารถทำให้ใครล่วงเกินทางใจได้
“งดงามจริงๆ...” โม่หยางเผลอพูดพึมพำ
อวี้เหยาหันกลับมาทันที ขมวดคิ้ว “อะไรที่งดงาม?”
โม่หยางอึ้ง รีบเบือนสายตาไปอีกทาง “ข้าหมายถึงเรือนนั้น ไม่ใหญ่ไม่เล็ก ดูพอดีๆ งดงามมาก!”
อวี้เหยามองเขาเงียบๆ ไม่พูดอะไร ก่อนจะหันกลับเดินต่อ
ในขณะนั้นเอง ร่างของโม่หยางพลันชะงัก เขารับรู้ถึงคลื่นพลังที่ตามหามาตลอดแล้ว!
เมื่อมาอยู่บนยอดเขาธิดาศักดิ์สิทธิ์ พลังนั้นยิ่งชัดเจนมากขึ้น สัมผัสได้แน่ชัดว่าต้นกำเนิดของพลังนั้นอยู่บนยอดเขานี้
อวี้เหยาเองก็หยุดฝีเท้า หันกลับมามองโม่หยางอีกครั้ง
บริเวณที่ตั้งของลานเรือนด้านบนมีค่ายกลป้องกันอยู่ ซึ่งตัดคลื่นพลังไม่ให้แผ่กระจายออกมา นางจึงยังไม่รู้เลยว่า ต้นไม้แห้งจักรพรรดิได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง
แต่สิ่งที่นางสัมผัสได้ชัดคือคลื่นพลังแปลกประหลาดบางอย่างบนตัวโม่หยาง ที่นางรู้สึกคุ้นเคยตั้งแต่ครั้งแรกที่สัมผัส แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่รู้ว่าความรู้สึกนั้นมาจากสิ่งใด…