- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 64 ข้าแค่มาดูเฉยๆ
บทที่ 64 ข้าแค่มาดูเฉยๆ
บทที่ 64 ข้าแค่มาดูเฉยๆ
โม่หยางกลับเข้าสู่หอจักรพรรดิดารา เดินสำรวจอยู่ภายในชั้นที่สองของหออย่างละเอียด จ้องมองผนังหินโดยรอบอย่างตั้งใจ พร้อมทั้งใช้พลังจิตตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ทว่าในช่วงเวลาสำคัญกลับไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เกิดขึ้น
ไม่ต้องพูดถึงเคล็ดวิชาเลย แม้แต่แรงสั่นสะเทือนเพียงเล็กน้อยยังไม่ปรากฏออกมา เขาถึงกับลองใช้กำปั้นทุบผนังหินอยู่พักใหญ่ ทว่าก็ยังไม่เกิดอะไรขึ้นแม้แต่น้อย
อย่างไรก็ตาม เขาพบว่าที่ผนังด้านหนึ่งของหอมีม่านแสงปรากฏขึ้นแล้ว ซึ่งเป็นเส้นทางขึ้นสู่ชั้นที่สามของหอจักรพรรดิดารา
“หรือว่าเคล็ดวิชาชั้นที่สองจะอยู่บนชั้นสาม?” โม่หยางเพ่งมองบันไดหลังม่านแสงด้วยความสนใจ
เขาอยากจะพุ่งขึ้นไปดูให้รู้แน่แท้ แต่ม่านแสงนี้ไม่ใช่ของธรรมดา แม้เขาจะระดมพลังทั้งหมดพุ่งโจมตีอยู่หลายครั้ง ก็ยังไม่ทำให้มันสั่นไหวแม้แต่น้อย
หลังจากพยายามอยู่หลายหนก็จำต้องละความตั้งใจอย่างช่วยไม่ได้
หอจักรพรรดิดารานั้นเป็นสิ่งที่จอมจักรพรรดิทิ้งไว้ ภายในมีการวางค่ายกลและข้อห้ามนับไม่ถ้วน จะเปิดได้ก็ต่อเมื่อถึงเวลาเท่านั้น ใช้พลังบังคับเปิดนั้นเปรียบเสมือนฝันลมๆ แล้งๆ
รุ่งขึ้นเที่ยงวัน อวี้เหยาก็มาหาเขาอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้นางไม่ได้มาส่งเขาออกจากแดนศักดิ์สิทธิ์ หากแต่พาคนอีกสองคนมาด้วย คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคน อีกคนหนึ่งคือชายชราแต่กลับดูอ่อนเยาว์ราวคนหนุ่ม
ด้วยสัญชาตญาณ โม่หยางรู้ได้ทันทีว่าทั้งสองคนนี้ต้องมีพลังแข็งแกร่ง โดยเฉพาะชายชราที่แม้ผมจะขาวโพลน แต่ใบหน้ากลับดูอ่อนเยาว์อย่างไม่น่าเชื่อ
ในความเข้าใจของโม่หยาง ผู้ที่สามารถคงสภาพเยาว์วัยไว้ได้เช่นนี้ ต้องมีพลังระดับสูงมาก
ในใจเขาเริ่มระแวดระวังทันทีที่อวี้เหยานำผู้มีพลังระดับนี้มาหาเขาโดยตรง ย่อมต้องมีจุดประสงค์บางอย่าง
ขณะอยู่ในเรือนรับรอง ชายทั้งสองคนก็จ้องมองโม่หยางตั้งแต่ก้าวเข้ามา สายตาจับจ้องแบบไม่ละไปไหน จนโม่หยางรู้สึกอึดอัด
แน่นอนว่าทั้งสองรู้สึกสงสัยอย่างมาก เพราะไม่ว่ามองมุมไหน ก็ไม่อยากจะเชื่อว่า โอสถเซิ่งหยวนที่น่าทึ่งนั้นจะเป็นฝีมือของชายหนุ่มตรงหน้า
ยิ่งได้ยินจากอวี้เหยาว่า โม่หยางมาจากสำนักเล็กในแดนตะวันตกของดินแดน ก็ยิ่งสับสนมากขึ้น
ถึงแม้ในใจจะระวังตัว แต่โม่หยางกลับแสดงสีหน้าเรียบเฉย นั่งตรงข้ามกับอีกสามคนอย่างสงบ
เมื่ออีกฝ่ายไม่เอ่ยปาก เขาก็ไม่ได้เริ่มพูดเช่นกัน ทั้งห้องจึงตกอยู่ในความเงียบประหนึ่งเป็นการดวลสายตา
“…จิตใจมั่นคงดีนัก สมกับเป็นผู้ฝึกโอสถ” ชายชราจ้องมองโม่หยางอยู่นาน ก่อนจะพยักหน้าพลางกล่าว
โม่หยางพอได้ยินก็เริ่มเดาได้ว่าทั้งสองน่าจะเป็นนักปรุงโอสถแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ เขาไม่คิดเลยว่านักปรุงโอสถก็มีพลังสูงขนาดนี้ได้
เพราะในขณะที่ถูกสอดส่อง เขาเองก็ลอบตรวจสอบกลับ พลังของทั้งสองนั้นแน่นแฟ้นและลึกล้ำเกินหยั่ง ถึงกับรู้สึกได้ว่าเหนือกว่าอวี้เหยาเสียอีก
“โอสถนี้เป็นเจ้าปรุงจริงหรือ?” หลังจ้องหน้ากันพักใหญ่ ชายวัยกลางคนก็ทนไม่ไหว ชักโอสถเซิ่งหยวนออกมาแกว่งต่อหน้าเขา
โม่หยางมองแวบเดียวก่อนพยักหน้า “มีอะไรหรือ?”
ชายวัยกลางคนขมวดคิ้วทันที รู้สึกว่าโม่หยางเป็นคนรับมือยาก ไม่เพียงแต่ปล่อยให้พวกเขาเป็นฝ่ายพูดก่อน ยังย้อนถามกลับราวกับจะบีบบังคับให้เผยจุดประสงค์
ชายชราขมวดคิ้วเล็กน้อย “ได้ยินว่ามาจากสำนักหลิงซวีในแดนตะวันตก?”
โม่หยางพยักหน้า เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับ อีกทั้งอวี้เหยาเองก็เคยพักอยู่ที่นั่น
“มีพื้นฐานโอสถดีไม่น้อย เช่นนั้นเจ้าฝึกฝนกับผู้ใด?” เขาถามต่อ
โม่หยางยิ้มน้อยๆ มุมปากเผยความทะนงพลางเอ่ยว่า “ไม่มีอาจารย์สอนก็ปรุงโอสถไม่ได้หรือ?”
คำนี้ทำเอาทั้งสามคนตกตะลึงเล็กน้อย
ใครๆ ก็รู้ว่าโอสถต้องอาศัยการถ่ายทอดเป็นชั้นๆ คล้ายกับวรยุทธ์ ไม่มีใครเกิดมารู้เองได้
“ทักษะปรุงโอสถและตำรับโอสถล้วนเป็นผลจากการสั่งสมของบรรพชน ไม่มีใครเกิดมาก็รู้ได้หรอก” ชายวัยกลางคนเริ่มไม่พอใจ มองว่าโม่หยางโอหังเกินไป ทั้งที่อยู่ในแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนแท้ๆ ยังกล้าพูดจาทำนองนี้
“ขอโทษที ข้าไม่มีอาจารย์ แต่ข้าปรุงโอสถได้จริงๆ” โม่หยางตอบด้วยสีหน้านิ่งเฉย
หากจะให้พูดความจริงต้นกำเนิดวิชาปรุงโอสถของเขามาจากหอจักรพรรดิดารา จะให้เขาไปบอกว่าอาจารย์คือจอมจักรพรรดิได้อย่างไรกัน?
ชายชรานิ่งไปชั่วครู่ พูดอะไรไม่ออก เพราะความสามารถของโม่หยางนั้นเป็นเรื่องจริง
อวี้เหยาขมวดคิ้วจ้องมองโม่หยางอย่างลึกซึ้ง นางสงสัยในตัวเขามานานแล้ว เพราะตัวโม่หยางมีความลี้ลับมากเกินไป และเขาน่าจะมีสิ่งของบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับจอมจักรพรรดิ
ตำรับโอสถเซิ่งหยวนที่เคยแลกกับเขานั้นช่างสมบูรณ์แบบเหลือเกิน จะไม่มีที่มาที่ไปได้อย่างไรกัน?
แต่พอดูจากระดับพลังของเขา ก็อดไม่ได้ที่จะเชื่อว่าเขาน่าจะไม่มีอาจารย์จริงๆ เพราะหากมีอาจารย์ที่เป็นผู้มีพลังสูงส่ง โม่หยางคงไม่อ่อนแอเช่นนี้
“ว่ามาเถอะ พวกท่านมาที่นี่มีธุระอะไร?” โม่หยางกล่าวตรงไปตรงมา
ยังไม่ทันให้ชายชราหรือชายวัยกลางคนพูด อวี้เหยาก็เอ่ยขึ้นก่อน “พวกเราอยากให้เจ้าช่วยปรุงโอสถบางชนิด”
โม่หยางขมวดคิ้วทันที เขารู้ว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการปรุงโอสถธรรมดา เพราะคนตรงหน้าคือตัวนักปรุงโอสถแท้ๆ แต่กลับมาขอให้เขาทำแทน เห็นทีต้องการพิสูจน์ว่าเคล็ดวิชาปรุงโอสถมีผลต่อคุณภาพโอสถจริงหรือไม่
“ได้ ข้าปรุงให้ได้ แต่ข้ามีเงื่อนไข” โม่หยางกล่าว
“เจ้าจะขออะไร ว่ามาเถอะ” อวี้เหยาไม่แปลกใจเลย เพราะนางรู้จักนิสัยของโม่หยางดี
โม่หยางยิ้มในใจ เพราะนี่คือสิ่งที่เขาต้องการ
เมื่อเขาได้เปรียบก็เท่ากับว่าเงื่อนไขทุกอย่างขึ้นอยู่กับเขา
เขาเดินไปที่หน้าต่าง ยกมือชี้ไปยังยอดเขาแห่งหนึ่งซึ่งปกคลุมด้วยหมอก “ข้าไม่ต้องการเคล็ดวิชาใดๆ แค่อยากไปชมยอดเขาลูกนั้นหน่อย”
เขายืนยันแล้วว่า คลื่นพลังที่สะท้อนกับหอจักรพรรดิดารามาจากที่นั่น จึงถือเป็นโอกาสทอง
ชายทั้งสองมองไปตามทิศที่โม่หยางชี้ หน้าถึงกับซีดลงทันที ที่นั่นคือยอดเขาธิดาศักดิ์สิทธิ์ หนึ่งในสถานที่ลับที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของสำนัก ซึ่งแม้แต่ศิษย์ทั่วไปก็ยังไม่มีสิทธิ์ย่างกราย
อวี้เหยาเองก็หน้าหม่นลงเล็กน้อย ยอดเขานั้นคือที่ประทับของธิดาศักดิ์สิทธิ์ทุกรุ่น บนยอดเขานั้นมีต้นไม้จักรพรรดิตั้งอยู่ ตลอดหลายปีมานี้ไม่เคยมีศิษย์หนุ่มสาวคนใดได้เหยียบขึ้นไปนอกจากตัวนางเอง
โม่หยางจะไปที่ยอดเขาธิดาศักดิ์สิทธิ์ทำไม?
หากเป็นเมื่อก่อน นางอาจไม่ติดใจนัก แต่ระยะหลังต้นไม้นั้นเริ่มแสดงปาฏิหาริย์ มีหน่ออ่อนสีเขียวผุดขึ้นต่อเนื่องอาจเป็นสัญญาณว่าจักรพรรดิจะฟื้นคืน
เมื่อเห็นท่าทางลังเลของทั้งสาม โม่หยางก็ขมวดคิ้ว “ตกลงได้หรือไม่?”
ชายชราและชายวัยกลางคนต่างไม่กล้าตอบ เพราะเรื่องนี้มีเพียงอวี้เหยาเท่านั้นที่ตัดสินใจได้
อวี้เหยาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจ้องโม่หยางอย่างลึกซึ้ง ถามว่า “แค่ดูเฉยๆ ใช่ไหม?”
โม่หยางแกล้งทำเป็นไม่ใส่ใจ พยักหน้า “แค่เขาลูกหนึ่งเอง ข้าจะทำอะไรได้? ก็แค่ชมทิวทัศน์”
อวี้เหยาเงียบไปอีกครู่หนึ่ง ตราบใดที่ต้นไม้จักรพรรดิไม่เกิดปฏิกิริยาอะไร โม่หยางก็คงไม่เห็นอะไรอยู่ดี
ในที่สุด นางพยักหน้าเบาๆ แล้วกล่าว “ได้...แต่ข้าขอเตือนไว้ก่อน ของทุกชิ้นบนยอดเขา เจ้าไม่มีสิทธิ์แตะต้อง!”