- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 63 ดวงจิตเปิด
บทที่ 63 ดวงจิตเปิด
บทที่ 63 ดวงจิตเปิด
อวี้เหยาเผยสีหน้างุนงงเล็กน้อย ขมวดคิ้วมองโม่หยางอย่างครุ่นคิด ‘เจ้าหมอนี่เปลี่ยนสีหน้าได้เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ...’
ก่อนหน้านี้ยังยืนกรานว่าให้ความสนใจแค่เคล็ดวิชาแท้ๆ บัดนี้กลับปฏิเสธอย่างเด็ดขาดเช่นนี้
“เจ้าจะไม่แลกจริงๆ หรือ?” นางถามย้ำอีกครั้ง
ทว่าโม่หยางยังคงส่ายหน้าด้วยความหนักแน่น
เขารู้ดีว่า ณ เวลานี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการฝึกฝนคัมภีร์จักรพรรดิดาราให้ช่ำชอง นี่คือเส้นทางที่เร็วที่สุดในการแข็งแกร่งขึ้น เพราะนี่คือเคล็ดวิชาที่จอมจักรพรรดิทิ้งไว้
เหล่าสำนักที่มีการสืบทอดมรดกจักรพรรดิ ล้วนไม่มีแม้แต่แห่งเดียวที่อ่อนแอ เช่น นิกายพุทธ ที่ไม่มีผู้ใดกล้ารุกรานมาหลายหมื่นปี แข็งแกร่งจนเกินจะวัดค่าได้ มรดกล้ำลึกหาต้นตอไม่เจอ
“ถ้าเช่นนั้น การแลกเปลี่ยนของเราก็จบลงเพียงเท่านี้ อีกสองวันข้าจะส่งเจ้าออกจากแดนศักดิ์สิทธิ์” อวี้เหยากล่าวอย่างเรียบเฉย จากนั้นก็หมุนกายเดินจากไป
โม่หยางได้ยินดังนั้นก็ถึงกับพูดไม่ออก...
ก่อนหน้านี้นางยังบอกให้เขาอยู่ต่อได้อีกระยะหนึ่ง พอแลกเปลี่ยนไม่สำเร็จ กลับไล่เขาออกเฉยเลย แบบนี้มัน...จริงใจเกินไปแล้ว!
‘ผลประโยชน์เท่านั้นที่ยืนยาว มิตรภาพไม่มีทางจีรัง’
‘สองวัน... ดูเหมือนข้าต้องรีบหาคำตอบให้ได้ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้มันเชื่อมโยงกับหอจักรพรรดิดาราได้!’
โม่หยางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พึมพำสองสามประโยค ก่อนจะกลับขึ้นไปยังเรือนรับรองแล้วนั่งสมาธิฝึกฝนต่อ
ครั้งนี้เขาไม่ได้เข้าไปในหอจักรพรรดิดารา แต่เลือกตั้งสมาธิ นั่งขัดสมาธิเงียบๆ เริ่มหมุนเวียนคัมภีร์จักรพรรดิดาราในร่างกายอย่างต่อเนื่อง
ลมเย็นอ่อนๆ พัดผ่านด้านนอกเรือน ป่าไผ่เขียวชอุ่มส่งเสียงใบไผ่เสียดสีกันเบาๆ เมื่อเคล็ดวิชาหมุนเวียนในร่างอย่างต่อเนื่อง เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่มีใครรู้ แต่ใจของโม่หยางค่อยๆ สงบนิ่งดั่งสายน้ำ
ในขณะนั้น เขาเข้าสู่สภาวะประหลาด ราวกับดวงจิตหลุดออกจากกาย วิญญาณนั่งอยู่ภายในเรือน ขณะที่ภาพบรรยากาศโดยรอบค่อยๆ ปรากฏขึ้นในห้วงจิตอย่างแจ่มชัด แม้แต่ใบไผ่ที่ร่วงหล่นตามแรงลมยังมองเห็นได้อย่างถ่องแท้...
“นี่คือสิ่งที่อาจารย์เคยกล่าวไว้ว่าดวงจิตเปิดกระนั้นหรือ?”
จิตใจของโม่หยางสงบเยือกเย็น ภาพโดยรอบลอยปรากฏในห้วงจิตอย่างคมชัด ไม่รู้สึกตื่นตระหนกแม้แต่น้อย
ดวงจิตเปิด คือการบรรลุภาวะที่จิตสามารถรับรู้ทุกสิ่งโดยไม่ต้องใช้ตาเห็น เป็นพลังสัมผัสระดับจิตวิญญาณ เมื่อทะลวงถึงขอบเขตขั้นจ้าวยุทธ์หลังจากฝึกฝนจนถึงขั้นสวรรค์เร้นลับระดับเก้า ดวงจิตจะเปลี่ยนแปลง ก่อเกิดเป็นดวงตาภายในใจ
สายลมอ่อนพัดผ่าน โม่หยางใจสงบนิ่ง เคล็ดวิชาเวียนไปรอบแล้วรอบเล่า จนกระทั่งอยู่ดีๆ จิตของเขาก็สัมผัสได้ถึงบางสิ่งแปลกประหลาด
คล้ายกับมีคลื่นพลังบางอย่างที่มองไม่เห็น แผ่ซ่านมาจากที่ห่างไกล กระเพื่อมคล้อยมาเชื่อมต่อกับคัมภีร์จักรพรรดิดาราที่เวียนอยู่ในร่างกายเขา
“ตกลงมันคืออะไรกันแน่?”
โม่หยางรู้สึกสับสนรีบเพ่งจิตรับรู้ และในฉับพลัน เขาก็ลืมตาโพลงขึ้น จ้องมองไปยังภายนอกเรือนรับรอง
ท่ามกลางหมู่เขาเขียวขจีที่โอบล้อมอยู่ มีเขาอยู่ลูกหนึ่งที่แตกต่างไปจากที่อื่น
พลังประหลาดนี้... มีต้นกำเนิดมาจากที่นั่น!
และในขณะเดียวกัน หอจักรพรรดิดาราภายในตันเถียนของเขาก็เริ่มสั่นไหวเบาๆ ทั้งหอเปล่งแสงสีใสสว่างไสว
คัมภีร์จักรพรรดิดาราเริ่มหมุนเวียนเร็วขึ้นเรื่อยๆ คล้ายมีคลื่นเสียงแห่งมหามรรคาแผดดังขึ้นภายในสมองเขา
สำหรับโม่หยางแล้ว เสียงนั้นราวกับระฆังทองยักษ์ดังกังวานไม่หยุด คลื่นเสียงพุ่งทะลุเข้าไปในสติสัมปชัญญะ ทำให้เขาเกิดความรู้แจ้งลึกซึ้ง
ชั่วขณะนั้น พลังลมปราณในร่างของเขาก็เริ่มปั่นป่วน กลายเป็นสายธารเชี่ยวกรากพุ่งทะยานขึ้น ผ่านจุดตันเถียนเข้าสู่จุดตันเถียนบนสุดอย่าง เสินถิง แล้วก็เปิดออกในชั่วพริบตา
โม่หยางถึงกับมึนงงไปชั่วครู่เขาทะลวงระดับพลังอีกแล้ว!
และดูเหมือนว่ากระแสพลังจะยังไม่หยุด เพียงพริบตาเดียวพลังก็ทะลวงต่อไปยัง ไป่ฮุ่ย ที่อยู่บนสุดของร่างกาย
เดิมทีโม่หยางคิดจะหยุด เพราะการทะลวงระดับบ่อยเกินไปอาจทำให้รากฐานสั่นคลอน
ทว่า พลังในร่างกลับไม่ยอมฟังคำสั่ง คลื่นเสียงแห่งมหามรรคายังคงแผ่ซ่านในสมอง และในที่สุด ไป่ฮุ่ย ก็เปิดออก แสงทองเปล่งประกายพุ่งขึ้นสู่ยอดศีรษะรวมตัวเป็นกลุ่ม
ในเวลานั้น ร่างกายของเขาเปล่งรัศมีแปลกประหลาดออกมา ดูราวกับเซียนที่หลงทางลงสู่โลกมนุษย์ พลังลึกลับล่องลอยอยู่รอบตัวเขา
โชคยังดีที่พลังหยุดแค่ขั้นสวรรค์เร้นลับระดับเก้า
คนอื่นอาจต้องฝึกฝนเป็นปีเพื่อทะลวงหนึ่งระดับ ทว่าเขากลับใช้เพียงพริบตา...หากเล่าให้ใครฟัง คงไม่มีใครเชื่อแน่
ในขณะเดียวกัน บนยอดเขาธิดาศักดิ์สิทธิ์ ต้นไม้จักรพรรดิที่ดูเหมือนต้นไม้แห้งก็เริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน เปลือกที่แตกแยกเริ่มมีแสงบางเบาไหลริน หน่ออ่อนสีเขียวผลิออกไม่หยุด
อวี้เหยาอยู่ใกล้ๆ ถึงกับยืนตะลึง ไม่สามารถเอ่ยคำใดได้
วันนี้ ต้นไม้จักรพรรดิเปลี่ยนแปลงมากเกินไป ยอดอ่อนงอกใหม่เกินสิบยอด หน่อเก่าก็เติบโตขึ้นหลายเท่า มองแวบแรก ตอนนี้ทั้งต้นไม้มีพลังชีวิตอยู่บ้างแล้ว ไม่ใช่ต้นไม้แห้งสนิทอีกต่อไป
ไม่นานนัก การเปลี่ยนแปลงของต้นไม้ก็หยุดลง อวี้เหยาเดินเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง จ้องมองด้วยจิตสัมผัสอย่างแน่วแน่ แต่ต่อให้ตรวจสอบยังไง ก็ยังดูเหมือนต้นไม้ธรรมดา ยังคงดูแห้งเหี่ยวเหมือนเดิม มีเพียงยอดอ่อนที่มีชีวิตชีวาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
การเปลี่ยนแปลงของต้นไม้จักรพรรดิช่วงนี้ นางอธิบายไม่ได้เลย แม้แต่ผู้อาวุโสของสำนักที่มาตรวจสอบก็ยังไม่อาจหาคำตอบใดๆ ได้
ขณะที่โม่หยางในเรือนรับรองยุติการฝึก เขาลุกขึ้นมายืนที่หน้าต่าง มองไปยังยอดเขาลูกนั้นอย่างเคร่งขรึม
‘คราวหน้าหากเจออวี้เหยา ข้าคงต้องลองสืบดูสักหน่อย’
ในช่วงไม่กี่วันมานี้ การทะลวงระดับของเขาถี่เกินไปจนรู้สึกไม่เป็นจริง หากยังคงเป็นแบบนี้ต่อไป ภายในปีหรือสองปี เขาอาจจะก้าวทันอัจฉริยะทั้งหลายได้จริงๆ
และที่สำคัญ ภายในตันเถียนของเขาได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ตราประทับลึกลับที่ปรากฏขึ้นก่อนหน้าได้กลายเป็นของแข็งสมบูรณ์แล้ว และข้างๆ กันก็ปรากฏตราประทับใหม่อีกหนึ่งอันที่ยังพร่าเลือน ดูลี้ลับและน่าหวาดหวั่น
โม่หยางไม่กล้าใช้พลังลมปราณโจมตีมันโดยตรง เพราะครั้งที่แล้วที่เขาทำแบบนั้น หอจักรพรรดิดาราถึงกับตอบสนองอย่างรุนแรงจนเขารู้สึกถึงอันตรายมหาศาล หากฝืนไปอาจเกิดเหตุการณ์เกินคาด
‘แล้วเมื่อไหร่เคล็ดวิชาชั้นที่สองของคัมภีร์จักรพรรดิดาราจะปรากฏกันเล่า…’
โม่หยางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหงุดหงิด แม้เขาจะทะลวงจนเกือบถึงขั้นจ้าวยุทธ์แล้ว แต่เคล็ดวิชาชั้นที่สองกลับยังไม่ปรากฏให้เห็น
แต่เคล็ดวิชานั้นจำเป็นต้องสอดคล้องกับระดับพลัง ชั้นที่หนึ่งรองรับแค่ขั้นสวรรค์เร้นลับ หากเขาต้องการเข้าสู่ขั้นจ้าวยุทธ์จริงๆ ก็จำเป็นต้องใช้เคล็ดวิชาที่รองรับกับขอบเขตนั้นเท่านั้น!