- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 62 เจ้าจะมาหาเรื่องโดนตบหรือ?
บทที่ 62 เจ้าจะมาหาเรื่องโดนตบหรือ?
บทที่ 62 เจ้าจะมาหาเรื่องโดนตบหรือ?
สีหน้าของชายหนุ่มผู้นั้นซีดคล้ำเต็มไปด้วยความโกรธ เขาไม่เคยแม้แต่จะฝันว่าโม่หยางจะกล้าชิงอาวุธของเขาไปต่อหน้า!
“เจ้าหนู ที่นี่คือแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนนะ เจ้ากำลังเล่นกับไฟอยู่!” เขาจ้องมองโม่หยาง น้ำเสียงแฝงความข่มขู่
“เหอะ ดูเหมือนเจ้าจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์นะ เห็นทีเจ้าจะยังไม่รู้เลยว่าทำไมดอกไม้ถึงแดง!”
โม่หยางกล่าวพลางเก็บกระบี่ยาวใส่แหวนเก็บของอย่างหน้าตาเฉย จากนั้นเงาร่างก็พุ่งเข้าหาชายผู้นั้น เตะเข้าที่ท้องจนเขาลอยกระเด็นออกไป
“แค่ขั้นสวรรค์เร้นลับระดับแปด ไม่รู้จักกลับไปปิดด่านฝึกฝนให้ดี กลับมาทำตัวน่าอับอายอยู่ที่นี่ ข้าละอายแทนเจ้าเสียจริงๆ” โม่หยางกล่าวพลางยิ้ม สีหน้าไม่มีความโกรธเลยแม้แต่น้อย
แต่ทว่าสีหน้ายิ้มแย้มของเขา เมื่อมองจากสายตาของคนอื่นแล้วกลับทำให้รู้สึกขนลุก ไม่มีใครกล้าลงมือแม้แต่น้อย
เพราะพวกเขามองออกแล้วว่าพวกเขาไม่ใช่คู่มือของโม่หยางแน่ หากลงมือ คงต้องถูกตบหน้าอีกรอบแน่นอน
แม้ในใจคิดจะถอย แต่เมื่อเห็นสายตาของโม่หยางที่เหลือบมามอง สีหน้าแปลกประหลาดอย่างบอกไม่ถูกของเขาก็ทำให้ทั้งสามสั่นสะท้าน
“เจ้า… เจ้าคิดจะทำอะไร!” ทั้งสามรีบเก็บอาวุธใส่แหวนเก็บของโดยไว กลัวว่าโม่หยางจะมาชิงอาวุธพวกเขาอีก
แต่ทว่าในขณะนั้นเอง เงาร่างหนึ่งพุ่งมาจากระยะไกล และค่อยๆ ลอยลงมาหน้าเรือนรับรอง
ผู้นั้นไม่ใช่ใครอื่น นางคือธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน อวี้เหยา
นางขมวดคิ้วเมื่อเห็นภาพตรงหน้า รอยฝ่ามือแดงฉานบนใบหน้าของทั้งสี่คนชัดเจนเป็นอย่างมาก ทำให้นางหันไปมองโม่หยางทันที
“พวกเจ้าทำอะไรกันตรงนี้?” นางมองโม่หยางหนึ่งครั้ง ก่อนหันไปถามศิษย์ทั้งสี่ด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ใบหน้าทั้งสี่ซีดเผือดไปหมด พอเห็นว่าเป็นอวี้เหยาก็รีบทำความเคารพ แต่ทันใดนั้นก็เหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ จึงรีบยกมือขึ้นปิดหน้าที่มีรอยตบไว้
“ข้ากำลังเล่นเกมกับพวกเขาอยู่... ใช่ไหม?”
โม่หยางกล่าวขึ้นมาก่อน พร้อมทั้งหันไปมองพวกนั้น สีหน้าเต็มไปด้วยความเป็นมิตร น้ำเสียงยังแฝงแววถามย้ำอีกด้วย
สีหน้าศิษย์ทั้งสี่คล้ำลงไปทันที ในใจพลันเต็มไปด้วยความเสียใจและสาปแช่ง
หากรู้ว่าจะเป็นแบบนี้ ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็จะไม่มาหาเรื่องเจ้าเสือยิ้มยากตนนี้เป็นอันขาด! สีหน้าดูซื่อๆ แต่ใจอำมหิต แถมยังหน้าด้านถึงขนาดชิงอาวุธกันตรงๆ
เล่นเกมเรอะ... เกมมารดาเจ้าสิ! พวกเขาได้แต่ก่นด่าอยู่ในใจ
“เล่นเกม?” อวี้เหยาขมวดคิ้ว ตอนนี้นางไม่เชื่อคำพูดของโม่หยางแม้แต่น้อย พอมองสีหน้าของสี่คนนั้นก็พอเดาได้อยู่บ้าง
ยิ่งพิจารณาว่าทั้งสี่คนนี้มาป้วนเปี้ยนอยู่ใกล้เรือนรับรอง นางก็พอเดาได้ว่า พวกนั้นน่าจะมาหาเรื่องโม่หยาง แล้วสุดท้ายก็โดนตบกลับแบบหมดรูป
“ใช่เลย เราเล่นกันสนุกมากเลยล่ะ...ธิดาศักดิ์สิทธิ์น้อย สนใจมาเล่นด้วยกันไหม? เจ้าเห็นไหม พวกนี้หน้าหนาเหลือเกิน ข้าตบจนมือแดงไปหมดแล้ว ให้เจ้าช่วยตบแทน ข้าขอแค่คนละสามสิบฝ่ามือก็พอ!”
โม่หยางกล่าวด้วยท่าทีจริงจังเต็มที่
สีหน้าของศิษย์ทั้งสี่ที่ก่อนหน้านี้เต็มไปด้วยความโกรธ ตอนนี้แทบระเบิด พวกเขาเกือบจะตะโกนออกมาแล้ว เพราะคิดว่าอวี้เหยาน่าจะเข้าข้างพวกเขาในฐานะธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งแดนศักดิ์สิทธิ์
แต่พอได้ยินคำว่า ธิดาศักดิ์สิทธิ์น้อย แล้วนางกลับไม่แสดงท่าทีโกรธ พวกเขาก็รู้ทันทีว่า... ความสัมพันธ์ของสองคนนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน
มิฉะนั้นธิดาศักดิ์สิทธิ์จะยอมให้คนอื่นเรียกแบบนั้นได้อย่างไร
อวี้เหยาเริ่มขึ้นเส้นเลือดบนหน้าผาก สีหน้าเริ่มมืดมน นางพอรู้นิสัยโม่หยางบ้างแล้ว แต่ไม่คิดว่าเจ้าหมอนี่จะกล้าหยามศิษย์แดนศักดิ์สิทธิ์ถึงเพียงนี้!
“ฮึ่ม ยังไม่รีบไปอีกหรือ?” นางขมวดคิ้วแน่น ฮึดฮัดเย็นชาใส่ทั้งสี่คน
แม้นางจะไม่คิดช่วยโม่หยางเหยียดหยามศิษย์ของตน แต่จากสิ่งที่เห็น นางก็พอจะเดาได้ว่าปัญหาเริ่มจากฝ่ายศิษย์ของแดนศักดิ์สิทธิ์ก่อน จึงไม่ลงโทษโม่หยาง
เมื่อทั้งสี่ได้ยินดังนั้น ไหนเลยจะกล้าอยู่ต่อ รีบหันหลังวิ่งหนี ทว่าก่อนจะไปก็ยังไม่วายถลึงตามองโม่หยางอย่างเคียดแค้น
โม่หยางไม่ได้พูดอะไรต่อ ที่นี่คือแดนศักดิ์สิทธิ์ เขาย่อมไม่คิดทำอะไรเกินขอบเขต
อวี้เหยาจ้องมองโม่หยางอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวว่า “เจ้าช่างกล้านัก ถึงกับกล้าหยามศิษย์ของเราในเขตแดนศักดิ์สิทธิ์”
โม่หยางยักไหล่ ไม่ใส่ใจนัก “พวกเขาอยากโดนตบเอง ข้าจะไปห้ามได้อย่างไร? สุภาพบุรุษควรช่วยให้คนสมหวัง ข้าเลยสนองความปรารถนาเล็กๆ ของพวกเขาเท่านั้น”
อวี้เหยาอดไม่ได้ที่จะหัวเราะแห้งๆ ยังไม่ทันเอ่ยอะไรต่อ โม่หยางก็เอียงคอจ้องมองนางอย่างอยากรู้อยากเห็น
“หลายวันไม่เจอ ธิดาศักดิ์สิทธิ์น้อยยิ่งงามขึ้นกว่าเดิมนะ…ว่าแต่มาหาข้าทำไม? หรือเจ้าก็อยากโดนตบด้วย?”
อวี้เหยาขมวดคิ้วทันที ถลึงตาใส่โม่หยางหนึ่งที
แต่ก็ไม่พูดอะไร พลันกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า “เจ้ามีตำรับโอสถอื่นอีกหรือไม่?”
“รวมทั้งทักษะการปรุงโอสถ หากเจ้าต้องการแลกเปลี่ยน ข้าจะยอมตามเงื่อนไขของเจ้า”
ทันทีที่พูดถึงตำรับโอสถ ใจของนางก็เริ่มปั่นป่วนขึ้นมา เพราะตำรับโอสถเซิ่งหยวนที่นางเคยแลกจากโม่หยาง ทำเอาหอปรุงโอสถของแดนศักดิ์สิทธิ์ตกตะลึงกันทั้งกลุ่ม
ตำรับนั้นแม้แต่การจัดวางตัวยาก็ประณีตยิ่งนัก ประสานกันอย่างลงตัว ทว่าแม้จะลองปรุงตาม กลับไม่ได้ผลเทียบเท่ากับโอสถที่โม่หยางปรุงเลย
พวกปรมาจารย์โอสถพยายามวิเคราะห์กันหลายวัน ต่างลงความเห็นว่าความแตกต่างน่าจะอยู่ที่ทักษะการปรุงโอสถ
เมื่อได้ยินเช่นนี้ โม่หยางก็ขมวดคิ้วจ้องอวี้เหยา “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
เขาเองก็เริ่มสงสัยเช่นกันว่าทำไมอวี้เหยาจึงถามเรื่องทักษะการปรุง
“ข้าจะบอกตามตรง ตำรับโอสถเซิ่งหยวนที่เจ้ามอบให้ ข้าลองให้หอปรุงโอสถปรุงตามแล้ว แต่ผลลัพธ์กลับอ่อนกว่าโอสถที่เจ้าปรุงโดยสิ้นเชิง พวกเขาทุกคนลงความเห็นว่าความแตกต่างน่าจะอยู่ที่ทักษะการปรุง”
อวี้เหยาไม่ได้อ้อมค้อม กล่าวออกมาตรงๆ
โม่หยางนิ่งไปเล็กน้อย เขาคิดว่าอาจไม่ใช่แค่ทักษะการปรุงเท่านั้นที่ต่าง เพราะเขาใช้อุปกรณ์อย่างเตาหลอมแห่งโชคลาภ ซึ่งเป็นสิ่งของที่ได้จากหอจักรพรรดิดารา ดูยังไงก็ไม่ใช่ของธรรมดา
ไหนจะเปลวเพลิงลึกลับที่เขาเรียกว่าเพลิงแห่งโชคลาภ ซึ่งเกี่ยวข้องกับจักรพรรดิอีกด้วย ของเช่นนี้ย่อมไม่ใช่สิ่งสามัญ
เมื่อเห็นโม่หยางนิ่งคิดไป อวี้เหยาจึงกล่าวเสริม “แน่นอน หากเจ้าไม่เต็มใจแลกเปลี่ยน พวกเราก็ไม่บีบบังคับ”
นางเตรียมใจไว้แล้ว หากโม่หยางขอเคล็ดวิชาของสำนัก นางก็พร้อมจะยอมแลก เพราะการแลกเปลี่ยนเช่นนี้ถือว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้มสำหรับแดนศักดิ์สิทธิ์
“อันนี้ข้าให้ไม่ได้จริงๆ” โม่หยางส่ายหน้าโดยไม่ลังเล
อวี้เหยาขมวดคิ้วกล่าวว่า “หากเจ้ายอม ข้าจะมอบคัมภีร์กระบี่ชั้นยอดเล่มหนึ่งแลกเปลี่ยนกับเจ้า!”
“ขอปฏิเสธ!” โม่หยางปฏิเสธทันที
หากเป็นเมื่อก่อน เขาอาจจะสนใจ ทว่าเมื่อรู้ว่าเขากำลังฝึกคัมภีร์จักรพรรดิดารา ซึ่งเป็นมรดกจักรพรรดิแล้ว เขาก็หมดความสนใจต่อเคล็ดวิชาอื่นโดยสิ้นเชิง
ตอนนี้เขายังขึ้นไปถึงแค่ชั้นสองของหอจักรพรรดิดารา ด้านบนยังมีชั้นสาม ชั้นสี่ ไปจนถึงชั้นที่แปด ซึ่งย่อมต้องมีเคล็ดวิชามากมายรออยู่แน่นอน!