- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 51 มุ่งสู่ดินแดนตอนกลาง
บทที่ 51 มุ่งสู่ดินแดนตอนกลาง
บทที่ 51 มุ่งสู่ดินแดนตอนกลาง
ชายวัยกลางคนทั้งสองรู้สึกตกตะลึงอย่างหาที่เปรียบมิได้ หากมิได้เห็นกับตา คงมิอาจเชื่อเลยเป็นแน่
“เด็กหนุ่มอายุเท่านี้ กลับมีฝีมือปรุงโอสถถึงเพียงนี้?”
เรื่องอื่นยังมิอาจกล่าวถึงได้ ทว่าหากพิจารณาเพียงเรื่องฝีมือการปรุงโอสถ ฝีมือของเขาหาได้ด้อยกว่าผู้อาวุโสฝ่ายปรุงโอสถแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนไม่ กระทั่งอาจกล่าวได้ว่าเหนือกว่าหลายส่วน
พรสวรรค์เช่นนี้นับว่ายากพบเห็นในใต้หล้า
ทั้งสองไม่รู้เลยว่าโม่หยางนั้นหาได้มีอาจารย์คอยชี้แนะไม่ เริ่มฝึกปรุงโอสถมาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น หากล่วงรู้ความจริง เกรงว่าจะตกตะลึงยิ่งกว่านี้นัก
แน่นอนว่า เหตุที่ฝีมือของโม่หยางก้าวกระโดดได้เช่นนี้ ส่วนหนึ่งล้วนมาจาก เตาหลอมแห่งโชคลาภอันลี้ลับ ม้วนคัมภีร์วีถีเทพโอสถ และเปลวเพลิงแห่งโชคลาภที่มิเคยมอดดับเลยแม้สักครา
ทั้งสองนิ่งงันอยู่นานนับหลายลมหายใจ ก่อนจะเพ่งพินิจโม่หยางด้วยแววตาพิถีพิถัน ความเย็นเยียบที่แผ่ออกมาก่อนหน้าได้เลือนหายไปโดยสิ้นเชิง เหลือไว้เพียงความเคร่งขรึม
“ยามเที่ยงออกเดินทาง เจ้าจงเตรียมตัวให้พร้อม แล้วติดตามพวกเราไปเถอะ!” กล่าวจบทั้งสองก็หมุนกายจากไป
โม่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย ลุกจากเตียง ล้างหน้าแปรงฟันแล้วเดินออกจากเรือนน้อย ชายวัยกลางคนทั้งสองนั่งขัดสมาธิอยู่ในลานเงียบๆ หาได้กล่าวอันใด
เขาเดินลงจากเขามู่ ระหว่างทางหันมองรอบด้านด้วยใจหวนหา ดินแดนแห่งนี้เขาอยู่มานานนับสิบปี
แต่เดิมเขาตั้งใจว่า เมื่อการประลองของสี่สำนักสิ้นสุดลง จะออกจากสำนักหลิงซวีเพื่อไปฝึกฝนท่องโลกภายนอก ทว่าในยามนี้กลับต้องจากไปอย่างกะทันหัน พลันมีความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ผุดขึ้นในใจ
การเดินทางครั้งนี้เขาจะมุ่งหน้าไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน เพื่อฝึกฝนในดินแดนบริสุทธิ์ขั้นสอง และหลังจากนั้นก็จะออกท่องยุทธภพ ฝึกฝนตนท่ามกลางภยันตรายและความยากลำบาก เพราะเพียงในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น บุคคลถึงจะสามารถเติบโตอย่างแท้จริง
สำหรับโม่หยางแล้ว สำนักหลิงซวีในตอนนี้ไม่ต่างจากเรือนที่อบอุ่นจนเกินไป
เขาหันมองไปยังหลังเขาจากที่ห่างไกล พลางถอนหายใจเบาๆ “ท่านอาจารย์ ข้าจะออกเดินทางแล้ว ข้าจะไปชมโลกอันกว้างใหญ่แทนท่าน…”
จากนั้นเขาจึงเดินขึ้นเขาหลักมาถึงตำหนักใหญ่
“เจ้าเด็กน้อย โอสถปรุงเสร็จแล้วหรือ?” ผู้อาวุโสสูงสุดเห็นโม่หยางมาถึงก็รีบลุกขึ้นถาม
โม่หยางหาได้เอื้อนเอ่ยวาจา เพียงหยิบแหวนมิติออกมาวงหนึ่งแล้วโยนไปเบาๆ “นี่คือโอสถที่ข้าปรุง ท่านรับไว้เถอะ!”
ผู้อาวุโสสูงสุดรับแหวนไว้ด้วยความเคลือบแคลงใจ เหลือบมองโม่หยางเล็กน้อย ก่อนจะตรวจสอบภายในแหวน สีหน้าของเขาพลันแปรเปลี่ยนทันที ด้านในมีขวดยาอยู่ไม่น้อย แต่ละขวดล้วนมีฉลากกำกับชัดเจน
“เจ้านี่…” ผู้อาวุโสสูงสุดมองโม่หยางด้วยความแปลกใจ
เหล่าผู้อาวุโสคนอื่นต่างก็เดินเข้ามาดู
โม่หยางครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะหยิบโอสถเซิ่งหยวนสิบเม็ดที่ปรุงไว้เมื่อคืนส่งให้ “นี่คือโอสถเซิ่งหยวนที่คนของแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนต้องการ มีฤทธิ์ฟื้นฟูบาดแผลอย่างดี เก็บไว้ใช้ยามคับขัน!”
ผู้อาวุโสสูงสุดมิได้กล่าวอันใด เพียงมองโม่หยางนิ่งๆ
เขาเข้าใจแล้วว่าโม่หยางกำลังจะกล่าวลา
“เจ้าจะไปแล้วหรือ?” น้ำเสียงของผู้อาวุโสสูงสุดแฝงด้วยความสะเทือนใจอย่างมิอาจปิดบัง
“ข้าจะไปแล้ว!”
“เมื่อใดออกเดินทาง?”
“ยามเที่ยง!”
คำถามคำตอบสั้นนัก ทว่าบรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยความหนักอึ้ง
ภายในตำหนักเงียบงัน
ครู่ใหญ่ ผู้อาวุโสสูงสุดเอ่ยถามอีกครา “แล้วจะกลับมาเมื่อใด?”
โม่หยางเงียบ มองไปรอบๆ ตำหนักอย่างถวิลหา แล้วเดินไปยังริมหน้าต่าง มองออกไปยังขอบฟ้ากว้างใหญ่ ก่อนกล่าวเบาๆ “อาจารย์เคยบอกว่า ท่านไม่เคยออกจากตะวันตกของแผ่นดิน ข้าจะไปดูโลกภายนอกแทนท่าน!”
“ยามใดข้าระลึกถึงตาแก่เช่นท่าน ข้าก็จะกลับมา!”
จ้าวสำนักถอนหายใจเบาๆ สุดท้ายก็รั้งเขาไว้ไม่ได้ ผู้ใดเล่าจะคาดคิดว่าโม่หยางจะจากไปเช่นนี้ และจุดหมายแรกก็คือแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน
“เจ้าหนู นี่เป็นเรื่องดี เจ้าคือผู้มีพรสวรรค์สูงส่ง หากอยู่ในสำนักหลิงซวีก็อาจถูกฝังพรสวรรค์ไว้ แต่เมื่อถึงแดนศักดิ์สิทธิ์ เจ้าจงระมัดระวัง พลังอำนาจที่แท้จริงแตกต่างจากสำนักทั่วไปนัก…”
“จำไว้ว่าชีวิตสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ตราบใดยังมีชีวิต ย่อมมีความหวัง…”
ผู้อาวุโสสูงสุดเอ่ยวาจาอย่างยิ้มแย้ม แต่เสียงของเขากลับสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด
โม่หยางหมุนตัวอย่างสงบ ก่อนกล่าวแก่จ้าวสำนักว่า “ฝากอำลาซูเฟยเอ๋อร์และสวีซินให้ข้าด้วย นี่คือของสำหรับพวกนาง!”
กล่าวพลางหยิบขวดยาหลายขวดส่งให้ ภายในมีทั้งโอสถแห่งความเยาว์วัย และโอสถช่วยฝึกฝนพลัง รวมถึงโอสถเซิ่งหยวนอีกคนละหนึ่งเม็ด
ในสำนักหลิงซวี มีเพียงซูเฟยเอ๋อร์กับสวีซินเท่านั้นที่สนิทกับเขายิ่ง
บางเรื่องเขาเข้าใจดีนัก ว่าการจากไปโดยไม่ลานั้นอาจดีที่สุด จะได้ไม่ต้องเพิ่มความอาวรณ์
จ้าวสำนักรับโอสถด้วยสีหน้าเงียบขรึม
“เจ้าหนู นี่คืออาวุธประจำกายของข้า อยู่กับข้ามาหลายสิบปีแล้ว เจ้าเอาไว้ใช้เถอะ!” ผู้อาวุโสสูงสุดพลิกฝ่ามือ นำกระบี่เล่มหนึ่งซึ่งเปล่งแสงเยียบเย็นออกมา แล้วโยนให้โม่หยาง
โม่หยางหัวเราะเบาๆ ปล่อยลมปราณออกจากฝ่ามือหนึ่งระลอก ตบใส่กระบี่จนกระเด็นกลับ พลางหมุนตัวออกจากตำหนัก
“ตาแก่ กระบี่นี่เก็บไว้ใช้เองเถอะ แม้กระบี่จะดี แต่ข้าว่าที่แดนศักดิ์สิทธิ์น่าจะมีกระบี่ที่ดีกว่านี้!”
“ถนอมตัวด้วย ไว้ข้าจะกลับมาให้ท่านซื้อสุราเลี้ยงข้าจนกว่าจะหนำใจ!”
เสียงหัวเราะของโม่หยางดังก้องพลางก้าวลงจากเขาหลัก เหล่าผู้อาวุโสเพียงยืนมองนิ่งๆ ในตำหนัก
ผู้อาวุโสสูงสุดยิ้มแผ่วๆ ยกมือขึ้นลูบตาเบาๆ…
พลางถอนหายใจว่า “เช่นนี้ก็ดีแล้ว เด็กนี่คือผู้ที่ข้าเคยพบว่ามีพรสวรรค์ที่สุด แม้ผ่านช่วงเวลาอันมืดมิดมาไม่น้อย แต่จิตแห่งเต๋าก็มิได้แปดเปื้อน กลับกลายเป็นมั่นคงยิ่งกว่าเดิม อนาคตย่อมยิ่งใหญ่แน่นอน!”
โม่หยางกลับมาที่เขามู่ เตรียมของเพียงเล็กน้อย มองสิ่งของรอบลานด้วยความอาลัย เพราะทุกอย่างล้วนมีความทรงจำร่วมกับผู้อาวุโสสี่
แต่ไม่นานก็ถึงยามเที่ยง ชายวัยกลางคนทั้งสองลืมตา ลุกขึ้นถามว่า “เจ้าเตรียมพร้อมแล้วหรือยัง?”
โม่หยางยืนอยู่ใต้ต้นไม้ในลาน หลับตาสูดลมหายใจลึกพลางกล่าวว่า “ไปกันเถอะ!”
หนึ่งในนั้นโบกมือเบาๆ แรงลมมหาศาลโอบรัดตัวโม่หยางพุ่งขึ้นสู่เวหา
ขณะเขามองลงมาเบื้องล่าง ก็เห็นผู้คนหนาแน่นอยู่เชิงเขามู่ เลือนรางเห็นซูเฟยเอ๋อร์โบกมือทั้งน้ำตา ร้องตะโกนสิ่งใดไม่รู้ แต่ถูกจ้าวสำนักคว้าตัวไว้แน่น
สวีซินก็น่าจะอยู่ในหมู่นั้น เฝ้ามองเขาเงียบๆ
แต่ความเร็วในการเดินทางรวดเร็วนัก เสียงลมหวีดหวิวดังอยู่ข้างหู เพียงไม่กี่ลมหายใจ เขามู่ก็กลายเป็นจุดดำในเบื้องหลัง แม้เพ่งตามากเพียงใดก็แลไม่เห็นผู้ใดยืนอยู่เชิงเขาอีกแล้ว
เดินทางมาได้หลายลี้ ทั้งสองคนหยุดกลางอากาศ เริ่มลงมือวาดลวดลายค่ายกลกลางเวหา
โม่หยางแปลกใจไม่น้อย ทั้งสองมาถึงอย่างรวดเร็วเช่นนี้ เขารู้ตั้งแต่ต้นแล้วว่าพวกเขาย่อมใช้วิธีของผู้แข็งแกร่งระดับสูง
เมื่อเห็นลวดลายค่ายกลที่สลักขึ้น เขาก็เข้าใจทันที
ผู้อาวุโสสูงสุดเคยบอกไว้ว่า สำนักใหญ่เหล่านี้มีค่ายกลส่งตัว แม้จะอยู่ห่างกันนับหมื่นลี้ ก็สามารถไปถึงได้ในเวลาอันสั้น
โม่หยางเฝ้ามองเงียบๆ เพราะเขาเคยศึกษาจากตราประทับเวทยุคบรรพกาลมาก่อน จึงสามารถจดจำค่ายกลพวกนี้ได้ทันที รู้สึกว่ามิใช่เรื่องยากนักในการทำความเข้าใจ
เพียงไม่กี่ลมหายใจ ค่ายกลก็สมบูรณ์
เมื่อค่ายกลเริ่มทำงาน ทั้งสองก็ก้าวขึ้นไปพร้อมโม่หยาง
ภาพเบื้องหน้าโม่หยางหมุนวนดั่งฟ้าดินพลิกกลับ
ครู่ต่อมา ทุกสิ่งที่ปรากฏต่อสายตา ก็ได้กลายเป็นสถานที่ที่เขาไม่เคยพบเห็นมาก่อน…