- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 47 ใครเป็นน้องสาวเจ้า
บทที่ 47 ใครเป็นน้องสาวเจ้า
บทที่ 47 ใครเป็นน้องสาวเจ้า
เหล่าผู้อาวุโสแห่งสำนักหลิงซวีพากันยืนอยู่ด้านข้างอย่างไม่สบายใจ ผู้อาวุโสสูงสุดส่งสายตาให้โม่หยางอย่างต่อเนื่อง ทว่าโม่หยางกลับไม่แม้แต่จะแลมองเขาสักนิด
สำหรับสถานที่ที่หญิงสาวกล่าวถึงว่าเป็นดินแดนบริสุทธิ์ขั้นสอง เหล่าผู้อาวุโสต่างก็มีความสงสัยอยู่ในใจ ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน แต่เพียงแค่ได้ยินชื่อ ก็พอจะเดาได้ว่าเป็นสถานที่พิเศษแห่งหนึ่ง เกรงว่าจะช่วยในการบ่มเพาะพลังได้เป็นอย่างดี
ขณะนี้หญิงสาวแทบจะกระอักเลือดออกมา นางมีฐานะพิเศษจึงกล้าตัดสินใจเองให้นำโม่หยางไปบ่มเพาะในดินแดนบริสุทธิ์ขั้นสอง
ต้องรู้ว่า สถานที่แห่งนั้นนับเป็นดินแดนต้องห้ามของแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน อย่าว่าแต่คนนอก แม้แต่ศิษย์ฝ่ายในแดนศักดิ์สิทธิ์เอง ก็มีเพียงหยิบมือเท่านั้นที่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปฝึกฝนในดินแดนบริสุทธิ์ขั้นสอง
ประเด็นคือ ที่นั่นคือแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน สำหรับสำนักเล็กๆ แล้ว การได้มีโอกาสเหยียบย่างเข้าไปถือเป็นเกียรติยศสูงสุด ทว่าหนุ่มน้อยผู้นี้กลับมีสีหน้ารังเกียจไม่แยแส
หากไม่เพราะต้องรักษาภาพลักษณ์ของตนเองไว้ นางคงอยากจะด่าว่าโม่หยางเสียยกใหญ่แล้ว
นางข่มความโกรธในใจ กล่าวเสียงเย็นชา “ด้วยระดับพลังของเจ้า อย่างมากก็อยู่ในดินแดนบริสุทธิ์ขั้นสองได้แค่สองวัน!”
โม่หยางลอบตกตะลึงในใจ ‘หากเป็นเช่นนั้น สถานที่แห่งนั้นย่อมไม่ธรรมดา…’
ตอนนี้เขาไม่สนสิ่งอื่นใด ขอเพียงสามารถยกระดับพลังได้ก็พอ เผื่อว่าไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนแล้ว อาจได้ทรัพยากรฝึกฝนมาบ้างก็ได้
ยิ่งไปกว่านั้น หากมีโอกาสได้เข้าไปในหอคัมภีร์ของแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียน บางทีอาจสามารถค้นหาเบาะแสเกี่ยวกับจักรพรรดิดาราก็เป็นได้ ท้ายที่สุดแล้วหอคัมภีร์ของอำนาจใหญ่นั้นย่อมรวบรวมคัมภีร์โบราณไว้นับไม่ถ้วน
เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “ก็ได้ เห็นเจ้าพูดอย่างจริงใจเช่นนี้ ข้าก็จะยอมฝืนใจตอบรับไว้ก็แล้วกัน!”
หญิงสาว “……”
จ้าวสำนัก “……”
ผู้อาวุโสสูงสุด “……”
เหล่าผู้อาวุโสที่อยู่ด้านข้างลอบปาดเหงื่อเย็นจากหน้าผากกันถ้วนหน้า การยืนอยู่ตรงนี้ช่างเป็นความทรมานเหลือเกิน…
โม่หยางผู้นี้ไม่ต่างอะไรกับตัวประหลาด คำพูดจาไม่มีความยั้งคิดแม้แต่น้อย ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจถึงฐานะของฝ่ายตรงข้าม แต่กลับยังวางท่าถากถางเช่นนี้ เคราะห์ดีที่หญิงสาวผู้นั้นดูเหมือนจะมีนิสัยไม่เลว มิได้ใช้อำนาจรังแกผู้อื่น
“ในเมื่อท่านฟื้นแล้ว มิสู้ไปพักที่เรือนของเหล่าศิษย์หญิงแห่งสำนักหลิงซวีก่อนดีหรือไม่? เราจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้ก็จะรู้ว่ายอดฝีมือทั้งสามจะมาถึงหรือไม่” จ้าวสำนักรีบเปลี่ยนหัวข้อ ไม่กล้าล้อเล่นแม้แต่น้อย
โม่หยางก็รีบพยักหน้า เวลานี้เป้าหมายของเขาบรรลุแล้ว เขาไม่ต้องการให้คนระดับนี้พำนักอยู่ในเรือนเล็กของเขา เพราะนั่นจะทำให้เขาต้องระวังตัวตลอดเวลา
“ไม่จำเป็น ข้าจะฝึกฝนที่นี่หนึ่งคืน พรุ่งนี้จะออกเดินทางกลับไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์” หญิงสาวกล่าว
“เอ่อ… นั่น…” จ้าวสำนักชะงักเล็กน้อย เดิมทีเขาคิดคำนึงถึงฐานะของอีกฝ่าย ด้วยเพราะเขามู่แห่งนี้มีเพียงชายหญิงอยู่ร่วมกันยามค่ำคืนย่อมไม่เหมาะสมนัก คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะยืนยันอยู่ต่อ
เขาถึงกับตกตะลึงครู่หนึ่ง แล้วจึงหันไปมองโม่หยาง ‘หรือว่าเจ้าเด็กนี่มีเสน่ห์พิเศษอะไรอยู่? ถึงทำให้หญิงสาวงามดั่งนางฟ้าเช่นนี้ไม่รู้สึกขยะแขยง?’
โม่หยางก็ชะงักเช่นกัน เห็นจ้าวสำนักมองมา เขารีบพูดขึ้นทันที “ท่านมองข้าทำไม? หรือว่าท่านจะให้ข้าไปอยู่กับศิษย์หญิงของสำนัก? อย่าหวังเลย ข้ามิชอบเช่นนั้น!”
เหล่าผู้อาวุโสถึงกับหน้าดำกันถ้วนหน้า ไอ้เด็กประหลาดนี่ คิดอะไรในหัวอยู่กันแน่? ความคิดช่างสวนทางกับคนทั่วไปเสียจริง
แถมก่อนหน้านี้ ไม่ใช่ว่าเจ้าว่าไม่ชอบบุรุษหรอกหรือ? แล้วนี่ไม่ชอบสตรีด้วยหรือไร?
หญิงสาวเองก็หมดคำพูดโดยสิ้นเชิง นางเคยพบคนมานับไม่ถ้วน แต่ประเภทประหลาดเช่นโม่หยางนี่ นับเป็นคนแรก
“พี่สาว เช่นนี้มันไม่เหมาะกระมัง ยามค่ำคืนเช่นนี้ ชายหญิงอยู่กันตามลำพัง เกรงว่าจะดูไม่ดีเอาได้” โม่หยางหันไปกล่าวกับหญิงสาว
“ฮึ ใครเป็นพี่สาวของเจ้า!” หญิงสาวแค่นเสียงเย็น
“เอ่อ… น้องสาวก็ได้ เจ้าปีนี้อายุสิบหกใช่หรือไม่?”
โม่หยางยังพูดไม่ทันขาดคำ หญิงสาวก็จ้องเขาด้วยสายตาเย็นชา “ใครเป็นน้องสาวเจ้า?”
ในสายตาของนาง โม่หยางไม่มีทางเป็นเพียงศิษย์จากสำนักเล็กทั่วไปอย่างแน่นอน จากท่าทางที่พูดคุยกับเหล่าผู้อาวุโส ไม่มีความเคารพนับถือเลยสักนิด เป็นท่าทีที่สบายๆ ยิ่งนัก
อีกทั้งโม่หยางผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นพวกไม่ยอมเสียเปรียบ มักหาทางหลอกล่อนางอยู่เสมอ ไม่เว้นแม้แต่สามประโยคก็พูดถึงเคล็ดวิชาและคัมภีร์ ก่อนหน้านี้ยังส่งรายชื่อสมุนไพรให้มาอย่างมีเลศนัย นางรู้ว่าโม่หยางต้องเจตนาทำแน่ เพียงแต่ไม่อยากแฉออกมาก็เท่านั้น พอโม่หยางเริ่มตีสนิท นางก็เริ่มระวังตัวทันที
โม่หยางถึงกับงงเป็นไก่ตาแตก ‘พี่สาวก็เรียกไม่ได้ น้องสาวก็เรียกไม่ได้ แล้วจะให้เรียกอะไร…สหายหญิงกระมัง?’
“เจ้ากลับไปฝึกฝนที่เรือนของเจ้า อย่ามาก่อกวนข้า!” หญิงสาวแค่นเสียง
จ้าวสำนักกับคนอื่นๆ ไม่กล้าเอ่ยอะไรอีก ได้แต่กล่าวลาพากันจากไป ผู้อาวุโสสูงสุดก่อนจากยังหันไปถลึงตาใส่โม่หยางเป็นเชิงเตือนว่าอย่าก่อเรื่องไม่เหมาะสมใดๆ
พอเหล่าผู้อาวุโสจากไปหมด โม่หยางก็หมุนตัวเข้าไปในเรือนหลัก พร้อมปิดประตูลงอย่างแน่นหนา
หญิงสาวเพ่งสมาธิสัมผัสพลังอย่างแน่วแน่ พบว่าเช่นเดียวกับคราวก่อน เมื่อโม่หยางเข้าสู่เรือนหลังนั้นแล้ว กลับไร้ซึ่งกลิ่นอายพลังประหนึ่งระเหยหายไปในอากาศ
ในใจนางเต็มไปด้วยความสงสัย ลุกขึ้นแอบตรวจสอบเรือนหลักเงียบๆ หรือว่าเรือนหลังนี้มีค่ายกลซ่อนอยู่ ขัดขวางประสาทสัมผัสของนาง?
และด้วยระดับพลังของนาง หากจะปิดบังจากการรับรู้ได้โดยสิ้นเชิง ค่ายกลนั้นย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน
“คนผู้นี้ต้องมีความลับไม่น้อย เขาเป็นศิษย์จากที่ใดกันแน่ โดยหลักแล้วไม่น่ามีฐานะธรรมดา แต่เหตุใดพลังกลับอ่อนนัก?”
……
เวลาผ่านไปอย่างเงียบงัน ชั่วพริบตาเดียวก็ถึงรุ่งอรุณของวันใหม่
หญิงสาวลืมตาขึ้นอย่างเงียบงัน เบื้องหน้าเป็นแสงอรุณยามเช้า พลังภายในหมุนเวียน เคล็ดวิชาหลั่งไหล การหายใจเข้าออกตามหลักเคล็ดวิชาเป็นไปอย่างลึกล้ำ
ขณะนั้นเอง เสียงบานประตูดังขึ้นเบาๆ โม่หยางผลักประตูออกมา
เขาเหลือบมองหญิงสาวสองสามครั้ง ก่อนจะเดินออกจากลานเรือนไป
ไม่นานโม่หยางก็กลับมา ขว้างชุดกระโปรงยาวสะอาดสะอ้านให้หญิงสาว “ข้าเห็นชุดเจ้ามีแต่คราบเลือด เปลี่ยนชุดเสียเถอะ”
ไม่ทันให้นางเอ่ยตอบ เขากล่าวต่อ “ในห้องมีถังไม้สำหรับอาบน้ำ น้ำร้อนต้มไว้เรียบร้อยแล้ว ข้าจะไปยืนเฝ้านอกลาน เจ้ารีบๆ หน่อย อย่าชักช้าให้มาก!”
เขาครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนหยิบขวดยาหยกสีขาวออกจากอกเสื้อ โยนให้นางพร้อมกล่าวว่า “นี่คือโอสถผสานชีพจร กินสองเม็ด จะช่วยให้เจ้าฟื้นตัวได้เร็วขึ้น”
กล่าวจบ โม่หยางก็ไม่สนใจปฏิกิริยาของหญิงสาวอีก เดินออกจากลานเรือน ปิดประตูอย่างเงียบๆ
โม่หยางทนมองไม่ไหว หากไม่เพราะหญิงสาวผู้นี้คือแกะอ้วนตัวหนึ่ง เขาคงไม่คิดจะสนใจใยดีแม้แต่น้อย
หญิงสาวชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะก้มมองตนเอง พบว่าชุดที่ใส่อยู่นั้นเต็มไปด้วยคราบเลือดสีคล้ำ ทั้งยังขาดวิ่นเผยให้เห็นผิวเนื้ออยู่หลายจุด
นางคิดไม่ถึงว่าโม่หยางที่เป็นคนประหลาดถึงเพียงนี้ จะใส่ใจในเรื่องเช่นนี้ อีกทั้งดูจากท่าทีต่างๆ แล้ว ก็ไม่เหมือนคนเหลวไหลแม้แต่น้อย
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง นางก็ลุกเดินเข้าไปยังเรือนหลัก ข้างในมีถังไม้อาบน้ำที่ยังคงพ่นไอร้อนปุดๆ เพียงแต่ข้าวของภายในเรียบง่ายเหลือเกิน
นางยิ่งรู้สึกสับสนหนักเข้าไปอีก โม่หยางหลอมโอสถที่ไหนกันแน่? ไม่เห็นแม้แต่เงาของเตาหลอม และน้ำร้อนพวกนี้ มาจากที่ใด?