- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 45 ความสงสัยของหญิงสาว
บทที่ 45 ความสงสัยของหญิงสาว
บทที่ 45 ความสงสัยของหญิงสาว
เมื่อได้ยินคำพูดของโม่หยาง หญิงสาวถึงกับถูกยั่วโมโหจนกลายเป็นขำแทน
สมุนไพรศักดิ์สิทธิ์สองสามต้น?
คัมภีร์วรยุทธ์ขั้นสูง?
นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบคนวัยเดียวกันที่โอ้อวดจนเกินขอบเขตขนาดนี้
หรือเขาคิดว่าของเหล่านี้เป็นผักกาดขาวที่ขึ้นเกลื่อนริมทาง?
ถ้อยคำไร้สาระเช่นนี้ แม้แต่นางยังไม่รู้จะตอบสนองเช่นไรดี
แดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนแม้จะมีรากฐานลึกล้ำจริง และแน่นอนว่ามีเคล็ดวิชาระดับสุดยอดมากมาย ทว่าของเหล่านี้ล้วนเป็นสมบัติลับของสำนัก บางเคล็ดวิชา แม้แต่ศิษย์ชั้นสูงก็ไม่อาจมีสิทธิ์ฝึกฝนได้
ส่วนสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่ใช่สมุนไพรธรรมดา บางต้นนั้นมีค่าจนแม้แต่สำนักใหญ่ยังต้องแย่งชิงกัน แดนศักดิ์สิทธิ์ย่อมมีอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้มีมากมายอย่างที่คิด
“เป็นอย่างไรบ้างล่ะ ข้อเรียกร้องแค่นี้เอง คงไม่มีปัญหากระมัง? หากไม่ได้จริงๆ ก็ให้ข้าสักสองตำรา กับสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์สักสองต้นก็ยังได้!” โม่หยางเอ่ยถามด้วยความคาดหวัง
ในสายตาของโม่หยางแล้ว คำขอของเขานั้นสมเหตุสมผลยิ่งนัก เพราะอีกฝ่ายมาจากสำนักใหญ่โตเช่นนั้น
หญิงสาวพูดไม่ออก สายตานางที่มองโม่หยางในยามนี้คล้ายกับกำลังมองคนโง่งมผู้หนึ่ง
ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าชายผู้นี้ต้องมีปัญหาที่สมองแน่ เพราะหากเป็นคนปกติทั่วไป ใครบ้างจะกล้าพูดเช่นนี้?
“ขออย่างอื่นเถอะ!” นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา พยายามสะกดกลั้นความโมโหเอาไว้
“อะไรนะ? ขออย่างอื่น?”
โม่หยางถึงกับนิ่งงันไปทันที ‘นี่นางขี้เหนียวถึงเพียงนี้เชียวหรือ? ตำราสักเล่มก็ไม่ให้ สมุนไพรสักต้นก็ยังไม่ยอม?’
ถ้าเป็นแบบนี้ จะเรียกว่าตอบแทนบุญคุณได้อย่างไร ส่วนอย่างอื่นเขาก็ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย
โม่หยางขมวดคิ้ว มองสำรวจหญิงสาวอย่างไม่พอใจ ยิ่งมองยิ่งรู้สึกหงุดหงิด
แม่นางคนนี้แม้จะงดงามมากจริงๆ ดูแล้วก็อยากจะมองซ้ำๆ แต่ก็ไร้ประโยชน์ นางคือไก่เหล็กที่ไม่อาจถอนขนได้แม้แต่เส้นเดียว
และที่สำคัญคือนางไม่ให้ เขาก็ไม่มีปัญญาไปบังคับ
“เช่นนั้นเจ้าบอกมาเถอะ เจ้าพอมีอะไรให้ได้บ้าง?” โม่หยางเริ่มทำใจได้ ไม่ได้คาดหวังอีกต่อไปแล้ว
หากนางไม่มีอะไรจะให้จริงๆ เขาก็คงทำได้แค่ยอมรับสภาพเท่านั้น คิดเสียว่าทำบุญสักครั้ง เพียงแต่พอนึกถึงโอสถเซิ่งหยวนเม็ดนั้น เขาก็อดรู้สึกปวดใจไม่ได้
ในตอนแรก หญิงสาวคิดว่าโม่หยางอาจจะมีความคิดไม่บริสุทธิ์ต่อนาง แต่ยิ่งมองไปนานๆ กลับยิ่งรู้สึกไม่ถูกต้อง โม่หยางไม่เหมือนคนอื่นที่เคยเจอ เพราะเขาแทบไม่คิดจะมองนางตรงๆ เลยสักนิดเดียว นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนปกติจะทำแน่
ที่ผ่านมานั้น ทุกครั้งที่นางปรากฏตัวต่อหน้าผู้คน มักจะดึงดูดสายตานับไม่ถ้วน มีผู้ชื่นชมมากมายในบรรดาศิษย์รุ่นเยาว์ นางมั่นใจในความงามของตนเสมอมา
แต่ตอนนี้พอมาอยู่ในสถานที่ห่างไกลเช่นนี้ กลับเจอชายหนุ่มท่าทางโง่เขลาผู้หนึ่งที่ไม่แม้แต่จะมองนางให้เต็มตาเสียด้วยซ้ำ นางจึงรู้สึกแปลกประหลาดจนไม่อาจปรับตัวได้ในทันที
“เคล็ดวิชาที่เจ้าว่าข้าคงให้ไม่ได้ วิชาระดับสุดยอดเป็นสมบัติที่สำคัญที่สุดของแต่ละสำนัก เป็นความลับที่ไม่อาจเผยแพร่ได้ ส่วนสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ ต่อให้ทั้งดินแดนเสวียนเทียนนี้ก็คงมีไม่กี่แห่งที่มีครอบครอง!” หญิงสาวอธิบายเสียงเย็นชา
“อืม…ดูเหมือนข้าจะคิดตื้นเขินเกินไปจริงๆ สินะ?” โม่หยางพึมพำกับตัวเองเบาๆ
แต่พอคิดดูดีๆ ที่นางพูดมาก็มีเหตุผลจริงๆ
ก่อนหน้านี้ ในผืนป่าหมื่นภูผาเคยมีสมุนไพรศักดิ์สิทธิ์ปรากฏขึ้น ทำให้เกิดการแย่งชิงของยอดฝีมือจากหลายสำนัก สุดท้ายผู้อาวุโสสี่ของเขาก็ต้องเสียชีวิตเพราะเรื่องนี้เช่นกัน
หญิงสาวรู้สึกอ่อนใจกับโม่หยาง ชายผู้นี้ช่างเป็นตัวประหลาดจริงๆ เรื่องแค่นี้ก็ไม่มีสามัญสำนึก ยิ่งมองยิ่งเห็นถึงความไร้เดียงสาของเขา
“ข้ามีเคล็ดวิชาธรรมดาๆ อยู่สองชุด พลังไม่ได้อ่อนด้อยนัก ชุดหนึ่งเป็นวิชาหมัด อีกชุดเป็นตำรากระบี่ เป็นของที่ข้าได้มาจากการเดินทางครั้งหนึ่ง หากเจ้าอยากได้จริงๆ ก็เอาไปเถอะ!”
หญิงสาวกล่าวพลางโยนตำราเก่าสองเล่มไปให้โม่หยาง
โม่หยางรับมาตำราอย่างเซื่องซึม สายตากวาดมองผ่านๆ อย่างไม่ใส่ใจ เมื่อได้ยินว่าเป็นเคล็ดวิชาธรรมดา เขาก็แทบหมดความสนใจทันที
แต่เมื่อสายตาของเขาไปหยุดที่ตำรากระบี่ จู่ๆ โม่หยางก็มีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย เพราะเขารู้สึกคุ้นเคยกับวิชานี้อยู่บ้าง เพียงแต่ว่าตัววิชานั้นกลับไม่สมบูรณ์ ขาดหายไปบางส่วน
“นี่มัน…หรือว่านี่คือส่วนที่ขาดหายไปของเคล็ดวิชาที่ข้ามีอยู่ก่อนแล้ว?” โม่หยางใจเต้นระทึก เขารู้ดีว่าวิชานี้แข็งแกร่งไม่น้อย
เมื่อแน่ใจแล้ว เขาก็แทบอดใจไม่ไหวที่จะตะโกนออกมาด้วยความดีใจ
เมื่อหญิงสาวเห็นท่าทีที่กลั้นยิ้มไม่อยู่ของโม่หยาง นางก็ถึงกับพูดไม่ออก
หลังจากตรวจสอบจนมั่นใจ เขาก็แสร้งทำท่าทีสงบกล่าวว่า “เอาเถอะ ถึงแม้วิชานี้จะไม่ค่อยมีประโยชน์นัก แต่มีติดตัวไว้ก็คงไม่เสียหายอะไร ข้าจะยอมลำบากใจรับเอาไว้เองก็ได้!”
หญิงสาวไม่ได้พูดอะไรอีก นางรู้สึกว่าหากคุยต่อไปคงต้องถูกโม่หยางทำให้โมโหจนตายแน่ นางจึงได้แต่นั่งลงบนม้าหิน หลับตาปรับลมหายใจต่อไป
โม่หยางรีบกลับเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เข้าไปฝึกในหอคอยจักรพรรดิดาราทันที
วิชาที่เคยขาดหายไป ตอนนี้กลับสมบูรณ์ขึ้นมาแล้ว เขาจะได้ฝึกฝนอย่างเต็มที่เสียที
หลังจากนั่งปรับลมหายใจไปได้เพียงครู่เดียว หญิงสาวที่นั่งอยู่บนม้าหินกลางลานก็พลันลืมตาขึ้นอย่างสงสัย นางขมวดคิ้วมุ่นมองไปยังห้องพักหลักของเรือนหลังนั้น นางกลับสัมผัสไม่ได้ถึงลมหายใจหรือพลังปราณของโม่หยางเลยแม้แต่น้อย หลังจากที่เขาเดินเข้าไปในห้องนั้น ก็คล้ายหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
แต่เนื่องจากเกรงใจในฐานะของตนเอง แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความแคลงใจ แต่นางก็ไม่กล้าเดินไปเปิดประตูดูด้วยตนเอง
ยิ่งลองคิดทบทวนดูอีกครั้ง นางก็รู้สึกว่าโม่หยางผู้นี้ช่างมีอะไรบางอย่างแปลกประหลาดอย่างยิ่ง ตอนที่นางเพิ่งฟื้นขึ้นมา นางกลับไม่สามารถสัมผัสได้ถึงระดับพลังของเขาเลยสักนิด กระทั่งเขาใช้วิชาเคลื่อนไหวปราณ นางถึงจะรับรู้ได้ถึงระดับพลังที่แท้จริง หรือว่าในตัวของโม่หยาง จะมีสิ่งของบางอย่างที่สามารถปกปิดพลังได้อย่างแนบเนียน?
‘วิชาตัวเบาที่เขาฝึกนั้นย่อมไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ความเร็วของมันยังเหนือกว่าเงามายาเสวียนเทียนที่ข้าฝึกเสียอีก หากเป็นอย่างที่เขากล่าวไว้ ว่าตัวเขาเองเป็นผู้ลงมือช่วยชีวิตข้า เช่นนั้นในมือของเขาก็ย่อมต้องมีสมบัติล้ำค่าอื่นๆ อีกด้วย…’
‘เขาผู้นี้แท้จริงมีฐานะเช่นไรกันแน่? ดูท่าร่างกายของเขาจะต้องมีความลับที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ไม่น้อยเลย…’
นางพึมพำกับตัวเองเบาๆ พลางจ้องมองไปยังห้องพักหลักของเรือนเบื้องหน้า ในตอนนี้ภายในกลับไร้ซึ่งความเคลื่อนไหวโดยสิ้นเชิง แม้นางจะเพ่งสมาธิและใช้จิตรับรู้เต็มที่ ก็ไม่สามารถจับสัมผัสได้ถึงลมหายใจหรือแรงปราณของสิ่งมีชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น
ต้องรู้ว่าระดับพลังของนางนั้นเหนือกว่าขั้นราชันยุทธ์ไปไกลลิบ เมื่อเทียบกับโม่หยางแล้วนับว่าสูงส่งกว่าอย่างมหาศาล แต่กลับไม่สามารถตรวจจับลมหายใจของเขาได้แม้แต่น้อย เรื่องเช่นนี้ช่างแปลกประหลาดเสียจริง
นอกจากนี้ โม่หยางดูจะไม่สนใจตัวตนที่แท้จริงของนางเลยแม้แต่นิดเดียว แม้กระทั่งชื่อของนางก็ยังไม่เคยถามสักครั้ง ยิ่งเรื่องที่เกิดขึ้นในผืนป่าหมื่นภูผาเขาก็ไม่ได้เอ่ยถึงเลยแม้แต่ประโยคเดียว
ในเวลาเดียวกันนั้น ณ ตำหนักใหญ่ของเขาหลัก ผู้อาวุโสกลุ่มหนึ่งต่างนั่งรออย่างไม่เป็นสุข พวกเขาเห็นตรงกันว่ายอดฝีมือทั้งสามจากแดนศักดิ์สิทธิ์เสวียนเทียนคงจะประสบเหตุร้ายเข้าแล้ว
เพราะเวลาล่วงเลยมานานถึงเพียงนี้ ก็ยังไร้วี่แววว่าจะปรากฏตัว
“พวกเราไปดูอาการของศิษย์หญิงคนนั้นก่อนเถอะ ดูว่านางฟื้นตัวเป็นอย่างไรบ้าง!” ผู้อาวุโสสูงสุดเอ่ยขึ้น จากนั้นก็ลุกขึ้นเดินออกจากตำหนักใหญ่ไปทันที