- หน้าแรก
- ราชันบรรพกาล
- บทที่ 15 โดนวางยา
บทที่ 15 โดนวางยา
บทที่ 15 โดนวางยา
เมื่อได้ยินโม่หยางพูดเช่นนั้น ซูเฟยเอ๋อร์ก็ไม่ได้รั้งรอ
“พี่โม่หยาง เช่นนั้นเจ้าก็ฝึกฝนให้สบายเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะมาหาใหม่!”
นางพูดจบก็ยิ้มระรื่นแล้วหันหลังจากลานบ้านไป
โม่หยางรีบปาดเหงื่อเย็นที่ผุดเต็มหน้าผาก จ้องมองซูเฟยเอ๋อร์ที่เดินออกไปแล้ว แต่ยังหันมายืนพิงประตูโบกมือลาเขา รู้สึกว่านางคนนี้วันนี้ทำตัวแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก
“พี่โม่หยาง ข้าไปจริงๆ แล้วนะ!”
โม่หยางรีบพยักหน้า กระทั่งลานบ้านกลับมาเงียบสงบ เขาถึงถอนหายใจเฮือกยาวอย่างโล่งอก
เขาแทบอยากจะร้องไห้ หากซูเฟยเอ๋อร์ยังคงนิสัยเก่าเขายังพอรับมือได้บ้าง แต่ตอนนี้...เขาไม่รู้จะจัดการกับนางอย่างไรเลยจริงๆ
ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ทำเอาโม่หยางไปไม่เป็น
เขารีบกลับเข้าบ้าน ปิดประตูสนิทแน่น แล้วตรงดิ่งเข้าไปในหอคอยหินเพื่อปรุงโอสถอย่างเงียบสงบ
ทว่าเขาคาดไม่ถึงเลยว่า ด้วยโอสถฟอกไขกระดูกที่เขามอบให้ซูเฟยเอ๋อร์ วันนั้นทั้งวัน สำนักหลิงซวีจะวุ่นวายถึงเพียงนี้...
……
หลังจากออกจากเขามู่แล้ว ซูเฟยเอ๋อร์ก็กลับถึงเขาหลักด้วยความดีใจ จากนั้นก็กินโอสถแห่งความเยาว์วัยเข้าไปทั้งขวดรวดเดียว
ยังไม่พอ นางยังกลืนโอสถฟอกไขกระดูกเข้าไปอีกทั้งขวด
ตอนที่อยู่บนเขามู่ โม่หยางเคยอธิบายสรรพคุณของโอสถฟอกไขกระดูกให้นางฟัง แต่นางไม่ได้ฟังแม้แต่น้อย คิดเพียงว่าเป็นโอสถเสริมความงามเหมือนกับโอสถแห่งความเยาว์วัย
หลังจากกลืนทั้งสองขวดเข้าไปไม่กี่ลมหายใจ ร่างกายนางก็เริ่มเปลี่ยนไป
สติเริ่มเลือนลาง ภายในร่างราวกับมีเปลวไฟลุกโชน สองพลังจากโอสถสามสิบเม็ดกำลังคลุ้มคลั่งภายในร่างกาย
ปกติแม้แค่สองเม็ดยังถือว่าหนักสำหรับผู้ฝึกยุทธ์ แล้วนี่ยังเล่นยกขวด ทั้งยังเป็นโอสถคนละประเภทอีกต่างหาก
โชคยังดีที่ในตอนนั้นสวีซินมาหานางพอดี และเมื่อได้เห็นสภาพของซูเฟยเอ๋อร์ สวีซินก็แทบสิ้นสติ
ใบหน้าซูเฟยเอ๋อร์แดงก่ำดั่งผลแอปเปิ้ลสุก เส้นเลือดปูดโปนขึ้นทั่วหน้าผาก เหงื่อกาฬผุดออกมาเป็นเม็ดกลมโตเปียกโชกทั่วเสื้อผ้า สติแทบเลือนหาย
สวีซินตกใจจนทำอะไรไม่ถูก รีบพาซูเฟยเอ๋อร์ไปหาผู้อาวุโสในสำนักทันที
ในเวลาอันสั้น ผู้อาวุโสในโถงประชุมล้วนถูกเรียกตัวมาอย่างฉุกเฉิน
ผู้อาวุโสสูงสุดและจ้าวสำนักเร่งรีบพุ่งมาดูอาการ แต่สภาพของซูเฟยเอ๋อร์กลับยิ่งทำให้ผู้อาวุโสแต่ละคนขมวดคิ้วแน่น
“ท่านผู้อาวุโสสูงสุด เรื่องนี้มันอะไรกันแน่?” จ้าวสำนักเองก็มิอาจเข้าใจ สิ่งที่ทำให้เขาร้อนใจที่สุดคือใบหน้าของซูเฟยเอ๋อร์ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมาน
ผู้อาวุโสสูงสุดตรวจสอบอาการทันที เขารู้สึกได้ว่ามีพลังมหาศาลสองสายกำลังอาละวาดอยู่ภายในร่างซูเฟยเอ๋อร์ พลังลมปราณปั่นป่วนอย่างรุนแรง หากควบคุมไม่ได้คงมีอันตรายถึงชีวิต
เขารีบส่งพลังเข้าไปหวังจะช่วยควบคุม แต่ผลที่ได้ทำให้สีหน้าเขาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
สองพลังนั้นไม่มีทางควบคุมได้เลย มันกระจายอยู่ทั่วร่างกายของนางดุจดั่งม้าแตกฝูง
“เกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ผู้อาวุโสสูงสุดหันไปมองสวีซิน ด้วยซูเฟยเอ๋อร์ถูกนางพามา และสถานการณ์นี้ต้องมีสาเหตุที่ชัดเจน
“ข้า…ข้าเองก็ไม่รู้…” สวีซินหน้าเสียโดยสิ้นเชิง ก่อนหน้านั้นนางกับซูเฟยเอ๋อร์ยังไปเขามู่ด้วยกันอยู่เลย แล้วเหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้?
แต่พอนึกดีๆ นางก็จำได้ว่า ตอนขากลับจากเขามู่ ซูเฟยเอ๋อร์เคยแอบแยกตัวไปทางเขามู่ช่วงหนึ่ง
“ศิษย์น้องเล็กดูเหมือนไปทางเขามู่...แต่...” นางไม่กล้าฟันธง เพราะไม่มีหลักฐานจะกล่าวโทษโม่หยางได้
“เขามู่? โม่หยาง…หรือว่าเขาวางยาซูเฟยเอ๋อร์?!”
ผู้อาวุโสใหญ่กล่าวด้วยความโกรธ เมื่อพูดถึงเขามู่ ใครๆ ก็ย่อมคิดถึงโม่หยาง เพราะบนเขานั้นมีเพียงเขาอยู่ผู้เดียว
นึกถึงข่าวลือที่แพร่สะพัดก่อนหน้า รวมถึงสภาพของซูเฟยเอ๋อร์ในตอนนี้ เขาก็อดคิดไปในทางมืดไม่ได้
ผู้อาวุโสคนอื่น รวมทั้งจ้าวสำนัก สีหน้าล้วนเปลี่ยนไปทันใด
ทุกคนต่างเชื่อว่านี่ต้องเป็นเพราะยา เพราะอาการของซูเฟยเอ๋อร์ชัดเจนว่าเกิดจากการบริโภคโอสถจำนวนมาก
ผู้อาวุโสสูงสุดถึงแม้สีหน้าหนักแน่น แต่อดรู้สึกลังเลไม่ได้ เพราะเขาเองก็รู้ว่า ช่วงหลังมานี้ โม่หยางทดลองสมุนไพรอยู่ตลอด ทั้งยังใช้วัตถุดิบจำนวนมาก
เขาตัดสินใจไม่รอช้า อุ้มซูเฟยเอ๋อร์แล้วทะยานจากเขาหลักมุ่งสู่เขามู่ทันที
เพราะหากเรื่องเลวร้ายที่สุดเป็นจริง วิธีเดียวที่จะช่วยได้…คือการใช้ “หยินหยางกลมกลืน” เพื่อสลายพิษ!
คนอื่นๆ รีบตามเขาไปยังเขามู่
ข่าวแพร่กระจายไปทั่วเขาหลัก เกิดความโกลาหลทันที
ทว่าเมื่อถึงเขามู่ พวกเขากลับพบว่า...โม่หยางไม่ได้อยู่ในลานบ้าน
ผู้อาวุโสสูงสุดแทบจะสบถออกมา
“พวกเจ้ารีบไปตามโม่หยางมา ไม่ว่าเขาจะทำอะไร รีบพาตัวกลับมาให้เร็วที่สุด!” เขาสั่งผู้อาวุโสใหญ่และผู้อาวุโสรอง
แล้วจึงหันไปยังผู้อาวุโสคนอื่น “พวกท่านมาช่วยข้ารักษาชีพจรของเฟยเอ๋อร์ก่อน ไม่เช่นนั้นนางจะถึงขั้นระเบิดร่าง!”
ผู้อาวุโสใหญ่และรองรีบจากไปทันที แต่มองหาทั่วสำนักก็ไร้ร่องรอยของโม่หยาง
พวกเขาไปถึงหน้าสุสานของผู้อาวุโสสี่ แต่ก็ไม่เห็นโม่หยางเช่นกัน
จนศิษย์ในสำนักต้องระดมกำลังเสาะหาแทบพลิกพื้นดิน แต่กลับไร้ซึ่งเบาะแสราวกับโม่หยางหายตัวไป
จนกระทั่งครึ่งชั่วยามผ่านไป โม่หยางถึงได้เดินออกมาจากบ้าน
เมื่อเขาออกจากหอคอย ก็พบว่าประตูบ้านเบี้ยวเสียรูป เครื่องเรือนภายในถูกรื้อกระจัดกระจาย เขาก็รู้สึกว่ามีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นแน่
แต่พอเปิดประตูออกไป เขาก็ยืนอึ้งกับภาพเบื้องหน้า
“โอ้สวรรค์…นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
ยังไม่ทันจะมองชัดเจน เหล่าผู้อาวุโสหลายสายตาก็จ้องมาที่เขาด้วยความโกรธ
แม้ต่างก็สงสัยว่าเหตุใดโม่หยางถึงเดินออกมาจากบ้านที่พวกเขาค้นจนทั่วแล้วกลับไม่พบตัว ทว่าในยามนี้ไม่มีใครสนใจจะซักถาม
“โม่หยาง! เจ้าสมควรตาย! เจ้าป้อนยาปลุกกำหนัดให้เฟยเอ๋อร์ไปเท่าไหร่กันแน่?!” ผู้อาวุโสใหญ่คำรามออกมาด้วยโทสะ
“เจ้าเด็กสารเลว! เจ้าทำอะไรเฟยเอ๋อร์ รีบหาทางแก้ไขเดี๋ยวนี้!” ผู้อาวุโสสูงสุดตะโกนกร้าว
โม่หยางงงงันอย่างถึงที่สุด สายตาเหลียวไปรอบๆ เห็นว่ามีบางอย่างผิดปกติชัดเจน เขาไม่ทันอธิบายก็รีบพุ่งตัวเข้าไปดูทันที
ตอนนั้นเอง บนร่างของซูเฟยเอ๋อร์เริ่มมีของเหลวสีดำเหนียวเหนอะหนะซึมออกมา กลิ่นเหม็นโชยออกมารุนแรง
“จบสิ้นแล้ว คงหมดหนทางช่วยแล้วล่ะ...” ผู้อาวุโสรองกล่าวออกมาอย่างสิ้นหวัง
ก่อนหน้านี้แม้ซูเฟยเอ๋อร์จะเจ็บปวด แต่ร่างกายยังไม่มีปัญหา ทว่าตอนนี้...
โม่หยางรีบพุ่งไปจับข้อมือของซูเฟยเอ๋อร์ ตรวจสอบสภาพภายใน แล้วใบหน้าของเขาก็ซีดเผือด
ในร่างของซูเฟยเอ๋อร์มีพลังสองสายกำลังอาละวาดรุนแรงดุจอาชาคลั่ง พุ่งไปทั่วร่างไม่หยุด
เขาจำได้ดีว่าเคยกินโอสถแห่งความเยาว์วัยเม็ดหนึ่งเพื่อตรวจสอบผลลัพธ์ และตอนนี้เขาก็รู้ทันทีว่า ซูเฟยเอ๋อร์กินทั้งโอสถแห่งความเยาว์วัยและโอสถฟอกไขกระดูกเกินขนาด
“ให้ตายเถอะ…แม่สาวน้อยคนนี้คงไม่กินโอสถทั้งสองขวดหมดในคราวเดียวหรอกนะ…”
โม่หยางพูดไม่ออก ได้แต่นิ่งงัน แต่ในใจชัดเจนว่าตนเองได้กำชับไปแล้วแน่นอน…